"เฉินฉางอัน"
"มะเร็งตับระยะสุดท้าย"
"หากจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ต้องทำการระงับปวด ห้ามเื เจาะน้ำในช่องท้องรวมถึงใช้ยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด แน่นอนว่าการทำเคมีบำบัดและการฉายรังสีมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทางญาติต้องเตรียมเงินไว้ให้พร้อมแล้วไปจัดการดำเนินเื่แอดมิทเข้าโรงพยาบาลโดยด่วน"
"จริงสิ… พวกคุณมีบ้านกี่หลัง?"
เฉินฉางอันมองผ่านช่องประตู เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของผู้เป็พ่อและแม่ที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเดินมุ่งหน้าไปยังดาดฟ้าของโรงพยาบาล
พ่อแม่ของเขาต่างก็เป็ชาวนา การจะส่งเสียลูกคนหนึ่งให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่เื่ง่าย
หลังจากเรียนจบเขาก็หาทางทำงานที่มีหน้ามีตาได้สำเร็จ ตลอดระยะเวลาสามปีเขาต้องคอยหาเป้าหมายเพื่อทำยอดขาย ต้องออกไปสังสรรค์ไม่น้อย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักจะถูกเทกรอกลงคอครั้งแล้วครั้งเล่า
ในที่สุดหนี้สินที่กู้ยืมมาตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ถูกชำระจนหมดสิ้น แต่ร่างกายของเฉินฉางอันก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
มะเร็งตับระยะสุดท้ายไม่มีทางที่จะรักษาได้อีกต่อไป สิ่งที่เรียกว่าการรักษาแบบประคับประคองนั้นเป็เพียงการยื้อชีวิตของเขาบนเตียงผู้ป่วยที่เย็นเยียบไปอีกไม่กี่วันหรือกี่เดือนเท่านั้น และราคาที่ต้องจ่ายก็คือบ้านเพียงหลังเดียวของครอบครัว
เฉินฉางอันสวมชุดผู้ป่วยยืนเท้าเปล่าอยู่บนดาดฟ้าโรงพยาบาล ใบหน้าของเขาซีดขาวไร้สีเื
"โลกใบนี้มันโหดร้ายเกินไป!"
"แต่... แต่ฉัน… ฉันยังไม่อยากจากไปเลย"
หลังจากมองดูโลกใบนี้ด้วยความอาลัยเป็ครั้งสุดท้าย เขาก็กางแขนออกแล้วะโลงไปทันที
"ถ้า... ถ้าชาติหน้ามีจริง ฉันจะ..."
ปัง!
...
มหาพิภพหย่งเหิง ตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง
"ทะลวงขั้นขัดเกลากายามาได้สามปีแล้ว ปราณโลหิตในกายข้าถึงขีดสุดของกายาแล้ว ไม่ว่าจะฝึกฝนอย่างไรก็ไม่สามารถเพิ่มพูนพละกำลังได้แม้แต่น้อย"
ท่ามกลางป่าลึกหลังเขา เด็กหนุ่มชุดดำแบกไม้โบราณที่ยาวนับสิบฉื่อไว้บนบ่า จากนั้นเขาก็ย่อตัวและะโสลับไปมาอย่างต่อเนื่อง ทำเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งเคี่ยวกรำพละกำลังสุดท้ายในร่างกายจนหมดสิ้น
นี่คือเคล็ดวิชาฝึกกายที่ธรรมดาสามัญที่สุด ไม่มีวิธีการพลิกแพลงใด ๆ มีเพียงอาศัยการทะลวงขีดจำกัดของร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อบรรลุจุดประสงค์ในการขัดเกลากายา
เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามว่า ‘เฉินฉางอัน’ หลังจากที่เขาะโลงมาจากดาดฟ้าของโรงพยาบาล เขาก็ได้มาจุติใหม่ที่ต่างโลกจริง ๆ
ทว่าต่างจากตัวเอกในนิยายคนอื่นที่มีพลังเทพติดตัวมาั้แ่ต้น
ในชาตินี้พ่อแม่ของเขาด่วนจากไปั้แ่เขายังเด็ก เขาเกิดมาเป็เพียงข้ารับใช้ในตระกูลจีซึ่งเป็ตระกูละ
เวลาผ่านไปสิบกว่าปี เฉินฉางอันเริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับมหาพิภพหย่งเหิงมากขึ้น
นี่คือโลกที่มีปราณิญญาบริบูรณ์ เผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจยืนหยัดอยู่คนละฝั่ง มนุษย์สามารถดูดซับปราณิญญาฝึกฝนเพื่อทะลวงขอบเขตจนมีอิทธิฤทธิ์มหาศาลดั่งเทพเซียน ทั้งย้ายูเาถมทะเลหรือกระทั่งโบยบินสู่ความเป็ะ
แน่นอนว่าเื่ราวเ่าั้ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับเฉินฉางอันเท่าใดนัก เพราะตัวเขาเป็เพียงข้ารับใช้
หากไม่มีเื่เหนือความคาดหมายใด ๆ เกิดขึ้น เขาก็คงหนีไม่พ้นโชคชะตาที่ต้องคอยรับใช้ผู้อื่นไปชั่วชีวิต
และเหตุผลที่เฉินฉางอันสามารถเข้ามาอยู่ในตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างซึ่งเป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรได้นั้น ก็เป็เพราะอานิสงส์ของคุณหนูใหญ่ตระกูลจี
คุณหนูใหญ่ ‘จีเฟิ่งเหยียน’ ผู้มีพร์ในการบำเพ็ญเพียรที่ยอดเยี่ยม นางคือลูกรัก์อย่างแท้จริง เมื่อสามปีก่อนนางทะลวงขอบเขตสามัญระดับสิบ ‘ขั้นร้อยจุดรวบรวมิญญา’ เข้าสู่ขอบเขติญญา จากนั้นจึงถูก ‘เซียน’ ที่เหาะเหินเดินอากาศได้มารับตัวไปยังตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้เดียวบรรลุเต๋า ไก่สุนัขย่อมได้ขึ้น์’*[1] หลังจากคุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนเข้าสู่สำนักเซียน เนื่องจากนาง้าข้ารับใช้เพื่อดูแลชีวิตความเป็อยู่ประจำวัน ดูแลสวนสมุนไพรและเลี้ยงสัตว์ิญญา
เพราะเฉินฉางอันมีความสามารถในการดมกลิ่นที่เหนือชั้น มีความชำนาญในการเพาะปลูกสมุนไพรและมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด เขาและผู้พิทักษ์ตระกูลจีอีกหลายร้อยคนรวมถึงข้ารับใช้อีกนับพันจึงถูกคัดเลือกให้ติดตามคุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนเข้ามายังตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง
แม้ตอนนี้จะโชคดีที่ได้ติดตามคุณหนูใหญ่เข้ามายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ทว่าในโชคดีย่อมมีเคราะห์ ในเคราะห์ย่อมมีโชค
โชคและเคราะห์นั้นมักมาคู่กัน ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ผู้คนเข่นฆ่ากันนี้ หากก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวผลลัพธ์อาจไม่ใช่แค่การอดมื้อกินมื้อ แต่อาจหมายถึงการต้องเอาชีวิตมาทิ้งเสียเปล่า ๆ
หยาดเหงื่อเม็ดโตร่วงหล่นตามแก้มเป็สาย เด็กหนุ่มที่มีดวงตาดุจดาราฉายแววสงบนิ่งราวกับน้ำนิ่ง ใบหน้าที่ยังคงความอ่อนเยาว์อยู่บ้างกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว
ตู้ม!!
เฉินฉางอันเหยียบเท้าลงบนพื้นดิน ออกแรงส่งไม้โบราณที่ยาวเกือบสามสิบจั้งบนบ่าขึ้นเหนือศีรษะก่อนจะเหวี่ยงออกไป
ไม้โบราณที่มีน้ำหนักนับพันชั่งกระแทกลงบนพื้นดินอย่างแรงจนฝุ่นคลุ้งกระจาย
"การจะทะลวงขอบเขตสามัญระดับสอง ‘ขั้นโลหิตหลอมรวมปราณ’ หากอาศัยเพียงการฝึกฝนด้วยพละกำลังคงต้องใช้เวลาอีกถึงห้าหกปี หาก้าทะลวงขอบเขตในเวลาอันสั้นจำเป็ต้องได้รับของบำรุงล้ำค่าเพื่อเสริมสร้างปราณโลหิต"
การอาศัยอยู่ในตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างมาสามปี แม้จะมีฐานะเป็ข้ารับใช้ แต่เขาก็เป็คนที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทำให้พอจะรู้ว่าเส้นทางการบำเพ็ญเพียรนั้นแบ่งออกเป็สามระดับใหญ่
ขอบเขตสามัญ ขอบเขติญญา และขอบเขตเต๋าในตำนาน แต่ละขอบเขตยังแบ่งย่อยออกเป็สิบระดับ
ระดับขั้นของขอบเขตสามัญ ระดับหนึ่งขัดเกลากายา ระดับสองขั้นโลหิตหลอมรวมปราณ ระดับสามขั้นหลอมกายากระดูกเหล็ก ระดับสี่ขั้นหลอมรวมภายใน ระดับห้าขั้นเก้าวัวสองพยัคฆ์ ระดับหกขั้นพลังเทพจุติภายใน ระดับเจ็ดขั้นแข็งอ่อนสอดผสาน ระดับแปดขั้นปราณโลหิตั ระดับเก้าขั้นกายาบริสุทธิ์ ระดับสิบขั้นร้อยจุดรวบรวมิญญา
เล่ากันว่าร่างกายของมนุษย์นั้นเร้นลับที่สุด มีจุดชีพจรซ่อนอยู่หนึ่งร้อยแปดจุด สิ่งที่เรียกว่าขั้นร้อยจุดรวบรวมิญญาคือการขัดเกลาร่างกายอย่างต่อเนื่องเพื่อดูดซับปราณิญญาที่ล่องลอยอยู่ระหว่างฟ้าดินเข้ามาเติมเต็มให้ทั่วทุกจุดชีพจร
เพื่อก่อให้เกิดการผลัดเปลี่ยนกระดูกและเส้นเอ็น ทะลวงพันธนาการเปลี่ยนจากปุถุชนสู่ผู้วิเศษก้าวเข้าสู่ขอบเขติญญา
เนื่องจากเขามีฐานะเป็เพียงข้ารับใช้ ข้อมูลของขอบเขติญญาสิบระดับนั้นเป็สิ่งที่เฉินฉางอันไม่สามารถเข้าถึงได้เลย ส่วนขอบเขตเต๋าในตำนานที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านั้น… ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
"ขอบเขตสามัญระดับหนึ่งขั้นขัดเกลากายา การอาศัยการฝึกฝนด้วยกำลังดิบก็สามารถขัดเกลาร่างกายและเพิ่มพละกำลังได้ แม้วิธีจะโง่เขลาแต่ก็ยังถือว่าเป็หนทางหนึ่ง"
เฉินฉางอันปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางขมวดคิ้วแน่น พึมพำกับตัวเอง
"ส่วนขอบเขตสามัญระดับสองขั้นโลหิตหลอมรวมปราณ จำเป็ต้องอาศัยของบำรุงชั้นเลิศอย่างโสม เขากวางอ่อนหรือเห็ดหลินจือเพื่อเพิ่มพูนปราณโลหิต"
แต่ไม่ว่าจะเป็โสม เขากวางอ่อนหรือเห็ดหลินจือ ต่างก็เป็ของหายากที่มีค่าดุจทองคำ เฉินฉางอันที่มีฐานะเป็เพียงข้ารับใช้ย่อมไม่มีปัญญาจะซื้อหามาได้
"หากพึ่งพาเพียงข้าวธรรมดา เกรงว่าต้องกินไปอีกห้าหกปีถึงจะเห็นผล"
หากอายุยี่สิบแล้วยังไม่เข้าสู่ขอบเขติญญา ชั่วชีวิตนี้ก็ย่อมไร้ความหวัง
เพื่อให้บรรลุถึงขีดสุดของการฝึกพละกำลัง เขาต้องติดอยู่ในขั้นขัดเกลากายามานานถึงสามปีเต็ม ตอนนี้เฉินฉางอันอายุได้สิบแปดปีแล้ว… เขาจะรอช้าไม่ได้อีกต่อไป
สิ่งที่เรียกว่าการบำเพ็ญเพียร ลำพังแค่พร์นั้นยังไม่เพียงพอ เคล็ดวิชา ทรัพยากร มิตรสหายและสถานที่ฝึกฝน ทั้งหมดนี้ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เลย
ไม่ว่าจะเพื่อเพิ่มพูนปราณโลหิต เพื่อเคี่ยวกรำกระดูกและเส้นเอ็น หรือเพื่อสร้างขั้นกายาบริสุทธิ์ หากไม่มีทรัพยากรเงินทองย่อมเป็ไปไม่ได้เลย
เฉินฉางอันกำเงินสิบตำลึงที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อ ลูบคลำไข่มุกสีดำที่ห้อยอยู่ตรงลำคอเขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โชคดีที่ฟ้ายังมีตา เมื่อรวมมรดกที่พ่อแม่ในชาตินี้ทิ้งไว้ให้กับเงินรายเดือนที่เขาสะสมมาตลอดสิบกว่าปีนี้ ก็พอจะซื้อโสมร้อยปีมาบำรุงปราณโลหิตได้อย่างหวุดหวิด
แก่นแท้ที่บรรจุอยู่ในโสมร้อยปีหนึ่งต้น หลังจากกลั่นกรองแล้วจะเทียบเท่ากับการฝึกฝนอย่างหนักถึงห้าหกปี ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เฉินฉางอันทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับสองขั้นโลหิตหลอมรวมปราณได้อย่างราบรื่น
ส่วนระดับสามขั้นหลอมกายากระดูกเหล็ก จำเป็ต้องใช้าาโสมพันปีเพื่อเคี่ยวกรำร่างกาย าาโสมพันปีนั้นต่อให้ขายตัวเฉินฉางอันทิ้งไปก็ยังซื้อไม่ได้แม้แต่รากฝอยของมันด้วยซ้ำ...
"ได้ยินมาว่าของวิเศษที่ช่วยบำรุงปราณโลหิตและเคี่ยวกรำร่างกาย นอกจากพวกโสมและเห็ดหลินจือแล้ว โอสถทิพย์ที่เหล่ายอดฝีมือหลอมขึ้นมานั้นย่อมมีสรรพคุณที่อัศจรรย์ยิ่งกว่า"
เฉินฉางอันลอบกลืนน้ำลาย ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งหวัง
"หากข้าสามารถโอสถโสมหิมะ โอสถบำรุงโลหิต หรือโอสถกวางั์ได้สักขวด เกรงว่าข้าคงสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับสามขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กได้โดยตรงเลยทีเดียว!"
เขาหัวเราะขื่น ๆ พลางส่ายหน้า ปาดเหงื่อที่หน้าผากบังคับตัวเองให้ตื่นจากภวังค์ ฝันนั้นเป็เื่ดีแต่ถ้าจมปลักอยู่แต่ในฝัน มนุษย์เราก็จะกลายเป็คนไม่ยอมรับความจริง
โอสถทิพย์ที่เหล่ายอดฝีมือหลอมขึ้นมานั้นแม้จะดีเลิศ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้ารับใช้ตัวเล็ก ๆ อย่างเขาจะเอื้อมถึง สำหรับเขาแล้วการทำตัวให้ติดดินและทุ่มเงินเก็บทั้งหมดเพื่อซื้อโสมร้อยปีสักต้นมานั้น คือหนทางที่ถูกต้องแล้ว
"แย่แล้ว! มัวแต่ฝึกฝนจนลืมไปว่าวันนี้เป็วันที่คุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนจะเริ่มเปิดเตาหลอมโอสถ"
เมื่อนึกถึงเื่นี้ เฉินฉางอันก็ใจหายวาบใบหน้าพลันซีดเผือดราวกับกระดาษ เขารีบวิ่งไปยังสวนสมุนไพรโดยไม่หันกลับมามอง
ในจวนตระกูลจี เขามีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสวนสมุนไพรบางส่วนให้คุณหนูใหญ่ วันนี้เป็วันเก็บเกี่ยวสมุนไพริญญา คุณหนูใหญ่กำลังรอสมุนไพรสดใหม่เพื่อนำไปหลอมโอสถอยู่
คุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนไม่เพียงแต่เป็เ้านายที่มีอำนาจชี้เป็ชี้ตาย แต่เมื่อสามปีก่อนนางยังทะลวงขอบเขตสามัญระดับสิบขั้นร้อยจุดรวบรวมิญญา ก้าวเข้าสู่ขอบเขติญญา พลังของนางนั้นแข็งแกร่งจนถึงจุดสูงสุด
หากไปล่วงเกินคุณหนูใหญ่เข้า ไม่ว่าเหตุผลจะเป็อย่างไร สถานเบาก็คือถูกขับไล่ออกจากตระกูลจีและตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง ส่วนสถานหนักนั้น...
ตามกฎของตระกูล อาจถูกโบยจนตาย!
หากผู้อื่นต้องมาพบเจอกับสถานการณ์เช่นนี้คงจะเฝ้าแต่ตัดพ้อโชคชะตาและท้อแท้สิ้นหวังไปแล้ว ทว่าเฉินฉางอันที่ผ่านความเป็ตายมาแล้วสองชาตินั้นย่อมไม่เชื่อในเื่โชคชะตาและไม่ยอมแพ้ที่จะต้องเป็ข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยไปตลอดชีวิต
ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ ย่อมต้องมีความหวัง เขากำลังรอคอยโอกาสอยู่… โอกาสที่จะได้ทะยานขึ้นสู่ท้องนภา
ยอมเป็ขอทาน ดีกว่าเป็ข้ารับใช้ของใคร!
[1] ผู้เดียวบรรลุเต๋า ไก่สุนัขย่อมได้ขึ้น์ (一人得道, 鸡犬升天) หมายถึง เมื่อคนผู้หนึ่งประสบความสำเร็จ ได้รับตำแหน่งสูงหรือได้ดิบได้ดี ย่อมทำให้ญาติพี่น้อง บริวารหรือคนรอบข้างพลอยได้รับผลประโยชน์หรือได้ลาภยศไปด้วย