บทที่ ๑๔
ปู้จงเทียนยิ่งสู้มาก็ยิ่งเหิมเกริมเพราะหวังจวินไม่สามารถรุกไล่พวกมันได้มากนัก และตอนนี้มันก็เข้าใจว่าไม่นานเรี่ยวแรงและพลังของหวังจวินก็คงหมดลง
หวังจวินผลิกตัวหนหนึ่งพร้อมทั้งทิ่มแทงกระบี่เป็ห่าฝนใส่ปู้จงเทียน ส่วนอีกมือก็ควงพลังไฟร้อนต้านชายแก่ แต่ถึงอย่างไรด้วยการแบ่งพลังไปสองทางจึงเหมือนเหยียบเรือสองแคมไม่อาจกำชัยได้ เช่นนั้นแล้วเขาจึงต้องหาจังหวะทุ่มพลังใส่ใครสักคน
หวังจวินก้าวถอยอีกครั้งก่อนจะพุ่งทะยานไปโขดหินที่พุดอยู่กลางแม่น้ำ ปู้จงเทียนเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจว่าหวังจวินหมดแรงพยายามที่จะหนีเสีย
“เ้าไม่รอดหรอก!!” มันคำรามก้องพร้อมพุ่งไปยังหวังจวินโดยเร็ว ชายแก่เห็นเช่นนั้นก็ร้องห้ามไป
“อย่า!!” สิ้นชายแก่เสียงหวังจวินก็ใช้พลังเพลิงเผาน้ำข้างล่างเกิดเป็หมอกไอลอยขึ้นมาบดบังซึ่งตัวตน แต่เนื่องด้วยปู้จงเทียนเร่งมาแต่ไกลไม่อาจยั้งอยู่หายเข้าไปในหมอกนั้นทันที ชายแก่ที่ตอนนี้อยู่บนฝั่งไม่กล้าที่จะติดตามเข้าไปได้แต่รอ
และแล้วบัดนี้หมอกควันได้หายไปก็ปรากฏร่างของปู้จงเทียนนอนจมกองเือยู่โขดหินนั้น ชายแก่ก็เร่งรีบทะยานเข้าไปทันที มันยังไม่ตายแต่กระบี่แทงเข้าที่เส้นเืใหญ่ระหว่างขาจึงทำให้เืออกมากอีกทั้งตัวมันร้อนดังไฟ แน่นอนว่าคือพิษของปราณร้อนหวังจวิน
ส่วนผู้ทำร้ายนั้นตอนนี้หายไปไม่ทิ้งล่องลอย ชายแก่หันไปมาก็ไม่ปรากฏอันใด แน่นอนเขาไม่ได้หนีไปไหนแต่ดำน้ำอยู่ต่างหาก แต่ตอนนี้ชายแก่ไม่ได้คิดดังนั้นเขาคิดว่าหวังจวินใช้ไอหมอกอำพลางตัวเองแล้วหนีไป แม้หวังจวินจะหลอกชายแก่สำเร็จแต่ทว่าซือเหมินนั้นไม่ได้หลงกลเขาแม้แต่น้อย แม้รู้ก็ไม่ได้ปริปากอันใดเพียงแต่นั่งพิจารณาอยู่เช่นเดิม
‘น้องหวัง ใช้พลังร้อนของตนในชัยภูมิที่ดี ก่อเกิดค่ายกลขึ้นชั่วคราว และสามารถอาศัย่เวลาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชิงลงมือต่อปู้จงเทียน แสดงว่าน้องหวังมีประสาทััที่ดีและชำนาญในที่มืดมาก่อนถึงกล้าลงมือแบบนี้’ ซือเหมินนึก
หวังจวินอยู่ใต้น้ำราวสามวาโคจรพลังรวมที่จุดตันเทียนทั้งตั้งสมาธิให้มั่น เขาตอนนี้ไม่อยากต่อสู้ให้เหนื่อยไปเสียปล่าวๆ เพราะเบื่อแล้วอีกทั้งยังไม่อยากทำร้ายใครจึงพยายามที่จะหลบอยู่ให้นานที่สุด
“เ้าหนุ่มเ้าไม่คิดจะช่วยข้าบ้างหรือไร” ชายแก่หันมาถามซือเหมินแววตาไม่พอใจเล็กน้อย
“ข้าเองไม่ใช่คนของท่าน คิดจะทำอะไรข้านั้นตามใจปรารถนา หากจะมีใครสั่งข้าได้ก็ต้องเป็เ้านายของข้าเสียเท่านั้น” ซือเหมินตอบพร้อมทั้งนึกคิดต่อ
‘น้องหวังไม่ปรากฏตัวมา่หนึ่งแล้วทั้งที่ปู้จงเทียนก็สลบไป หากหมายจะเอาชนะชายแก่ผู้นี้ก็ง่ายดาย ทั้งนี้คงเพราะไม่อยากต่อสู้เห็นทีคงต้องหลอกล่อมันให้จากไป’
“แต่หากเมื่อท่านเอ่ยถามมาเช่นนี้ข้าเองก็จะบอกแก่ท่าน เมื่อครู่ขณะที่ท่านกำลังหยุดเืของท่านปู้ ข้าเห็นน้องหวังมุ่งไปยังทางเหนือ” ซูเหมินน้ำเสียงเนิบ ๆ ชายแก่ได้ยินดังนั้นก็มุ่งไปโดยเร็วโดยฝากให้ซือเหมินนำพาผู้าเ็ที่สลบไปกลับตำหนัก
สักครู่ใหญ่เมื่อชายแก่ไปไกลมากแล้ว ซือเหมินก็หยิบก้อนหินขึ้นมาซัดไปยังหวังจวินที่อยู่ใต้น้ำทันที หวังจวินก็ทะยานขึ้นมาโดยพลันก่อนจะร่อนลงมาเบื้องหน้าซูเหมิน
“ขอบใจพี่เหมินที่ช่วย” หวังจวินพูดขอบคุณพร้อมทั้งโคจรพลังร้อน เสื้อผ้าที่เปียกปอนก็พลันเกิดควันและค่อยๆ แห้งลง
“เ้าไม่อยากกำชัยให้เหนือชายแก่นั้น”
“ใช่แล้วพี่ท่าน หากสู้ต่อไปแม้กำชัยเหนือมันก็อาจเสียเวลาได้ มิสู้นิ่งเฉยไว้ให้มันจากไปเสียดีกว่า”
ว่าแล้วหวังจวินก็เดินไปยังทางใต้พร้อมหันมาหาซือเหมินร้องเรียก แต่เหมือนซือเหมินไม่ได้สนใจหากแต่ะโไปยังโขดหินที่ปู้จงเทียนอยู่พร้อมทั้งพยุงร่างมันขึ้น
“ข้าจะเอามันไปรักษาตัวที่ตำหนัก ท่านไปพบคุณหนูเถอะหวังว่าเราคงได้พบกันอีก” ว่าแล้วซูเหมินก็ทะยานสองสามทีไปบนคบไม้และหายไป หวังจวินก็เร่งรุดไปยังถ้ำที่หยางอี้เฟยนัดไว้ทันที
เขตป่านี้เป็เนินเขาสลับซับซ้อน มันมีทางแยกมากมายหลายทาง แต่หวังจวินเองก็ตามกลิ่นหอมของนางมาโดยตลอดจึงยากแก่การหลงทาง สุดท้ายชายหนุ่มเข้ามาเจอปากถ้ำน้อยแห่งหนึ่งมันถูกบดบังด้วยน้ำตกที่มีอยู่ตลอดปียากแก่การค้นเจอ กลิ่นหอมของหญิงสาวพบว่ายิ่งชัดเจนเมื่อยืนหน้าน้ำตก เขาจึงรุดเข้าไป ในถ้ำไม่มีแสงใด ๆ เล็ดลอดเข้ามาได้ แม้ว่ายามนี้ใกล้สางแล้ว
“ท่านหวังจวิน เราอยู่นี้” หยางอี้เฟยเรียกเขาโดยที่เสียงนางห่างไปไม่กี่วา ตอนนี้ชายหนุ่มสายตาเริ่มชินกับความมืดก็พอมองเห็นลางๆ ว่ามีร่างงามสองร่างนั่งโคจรพลังอยู่ เขาเดาว่าตอนนี้หยางอี้เฟยคงกำลังถ่ายพลังแก่โจรสาว จึงเร่งรีบไปร่วมแต่ก่อนที่จะผสานกระบวนท่านางก็เตือนขึ้นเบาๆ
“ท่านไม่ต้องแล้ว จุดตันเทียนที่ท้องน้อยของนางเต็มไปด้วยไอเย็นของอี้เฟย พลังร้อนของท่านจะยิ่งทำให้นางบอบช้ำ” สิ้นเสียงหญิงสาวนางก็ชักมือกลับโคจรพลังให้เข้าฐาน ส่วนโจรสาวก็ฟุบลงมาทันทีหวังจวินมือประคองไว้ก่อนจะจัดท่าทางของนางให้นอนราบลงไป มือพลางจับชีพจร
“พลังของคุณหนูเย็นเหมือนน้ำแข็งแต่ไม่ทำร้ายจุดชีพจร แต่ยังช่วยบรรเทาอาการช้ำ เป็ไปได้อย่างไร” หวังจวินถาม เขาเข้าใจดีว่าพลังเย็นดุจน้ำแข็งแบบนี้นั้นอันตรายต่อผู้ฝึกยุทธ แต่ของหยางอี้เฟยกลับต่างออกไป
“นี้เป็เคล็ดวิชาลมปราณเหมันต์ของท่านหมอ ‘อวี้เชิง’ เคล็ดวิชาของท่านหมอล้ำลึกพิศดาล อี้เฟยมีบุญวาสนาพบเจอท่าน จึงได้รับการถ่ายทอดมา” หญิงสาวกล่าวไม่ปิดบังก่อนจะหันมาชมหวังจวิน
“ท่านมาเร็วกว่าที่อี้เฟยคาดไว้่หนึ่ง”
ว่าแล้วหวังจวินก็เล่าเหตุการณ์ให้นางฟังถึงการต่อสู้ของเขารวมทั้งการช่วยเหลือจากซือเหมินอีกด้วย
“ซือเหมินบอกว่าจะติดตามมาภายหลัง เหตุใดถึงเป็เช่นนั้น” หวังจวินเอ่ยถาม ก่อนจะขยับไปพิงพนังถ้ำแววตาจดจ้องไปยังหญิงสาวที่ตอนนี้เห็นเพียงเงาที่งดงาม
“นั้นเพราะอี้เฟยเอง พี่เหมินต้องแกล้งเป็กลับไปรายงานต่ออี้เฟย จากนั้นตอนเช้าจะให้เด็กรับใช้ปลอมตัวเป็เราออกมา เช่นนี้เพราะไม่อยากให้ผิดสังเกต ท่านเองก็รู้อยู่แล้วมิใช่หรือ”
ใช่แล้วหวังจวินเองก็พอนึกได้ แต่ที่ถามนางไปก็เพราะหวั่นใจอยู่ว่านางนั้นอยู่ฝ่ายใดกันแน่ แต่เมื่อได้ยินดังนั้นเขาเองก็ยินดีแต่ก็ยังไม่อาจวางใจ
“ท่านยังไม่เชื่อใจอี้เฟย” นางพูดต่อน้ำเสียงแ่เบา
“เช่นนั้นจริง ข้าและคุณหนูเรายังไม่รู้จักกัน ทั้งท่านและข้าต่างมีเหตุผลที่ต้องระวังตัว แม้ชื่นชมน้ำใจคุณหนูเมื่อครู่ ก็คงยังต้องระวังไว้” หวังจวินตอบไปตามตรง ก่อนจะเงียบขึ้นอีกหนหนึ่ง ทั้งนี้เพราะชายหนุ่มและหญิงสาวต่างล่วงรู้ทันกัน แม้สนทนาไปก็คงไม่เกิดผลใด
นานครู่ใหญ่ หวังจวินเองจึงเอ่ยปากถามถึงเื่ที่เขาไม่รู้จริงๆ ขึ้นบ้าง ซึ่งแน่นอนหญิงสาวเองก็คงจะคิดอยู่แล้วว่าหวังจวินจะต้องถามขึ้น
“ท่านและนาง...รู้จักกัน”
“ใช่...ส่วนท่านเองก็รู้จักนางงั้นหรือ”
“ก็ไม่เชิงนัก แต่ท่านเป็สหายเชียวหรือ”
“อืม อี้เฟยและพี่ซือรู้จักกันมาเนิ่นนาน” นางตอบห้วนๆ พร้อมทั้งจับชีพจรโจรสาวเพื่อดูอาการ
“และถ้าเช่นนั้นหวังจวินอยากทราบเหลือเกินว่าพี่ซือของคุณหนู เป็คนดีหรือคนร้าย” ประโยคนี้เองทำให้หยางอี้เฟยมองมาที่หวังจวิน ตอนนี้ข้างนอกเช้าแล้วแสงแดดเริ่มส่องท้องฟ้า ในถ้ำเองก็เริ่มที่จะมองเห็น ตางามของหญิงสาวจึงจ้องสบตาต่อหวังจวิน
“นั้นก็แล้วแต่ว่าท่านติดตามนางมาเพื่ออะไร” หวังจวินเองก็ไม่รอที เขาเข้าประเด็นโดยทันใด
“พี่ซือของท่านชิงรายชื่อสายลับพรรคกระยาจกมา ข้าเองถูกวานโดยสหายผู้หนึ่งให้เร่งติดตามเพื่อทวงคืน ในตอนแรกเห็นนางปลอมตัวเป็ลู่ซื่อ ข้าจึงเกรงว่านางมีแผนร้ายในงานจึงเปลี่ยนท่าทีมาสังเกต ครั้นเมื่อถึงราตรีค่อยหมายชิงคืนก็ไม่สาย” หวังจวินตอบไปตามความจริงอีกหนหนึ่งพร้อมทั้งมองท่าทีหยางอี้เฟยด้วยความนึกคิด
หยางอี้เฟยเงียบไปไม่ตอบอะไร หญิงสาวลุกขึ้นและเดินไปมาอย่างครุ่นคิดหวังจวินเองก็เฝ้าจับตาร่างงามอยู่ไม่ละสมาธิ นางเดินวนไปมาสองรอบจึงพูด
“ท่านหวังจวิน ท่านเคยได้ยินชื่อนางมารตะวันหรือไม่”
“…อืมได้ยินมาบ้าง”
“ตอนนี้นางรู้เื่ของสายลับที่พรรคกระยาจกส่งเข้าไปสืบแล้วละ” หญิงสาวตอบแบบนี้หวังจวินก็ใทันที เขาไม่นึกว่ารายชื่อของสายลับจะตกสู่พรรคมารแล้ว
“เป็เช่นนั้นได้อย่างไรกัน” หวังจวินถามโดยเร็ว
“เมื่อเดือนก่อน..ท่านพ่อได้ช่วยเหลือคนผู้หนึ่งจากหน้าผาไร้ชีวิต เมื่อเขาหายดีกลับมาจึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเป็ทูตซ้ายแห่งพรรคมาร ท่านพ่อจึงสอบถาม พบว่าทูตซ้ายผู้นี้โดนตามล่าจากทางพรรคเพราะจะนำข่าวมาแจ้งแก่ชาวยุทธ ว่าแท้จริงแล้วสายลับของพรรคกระยาจกรวมทั้งพรรคอื่นๆ ที่ส่งไปนั้นโดนพิษร้อยศพ ทำให้พวกเขาทนทุกข์ทรมานหากไม่ได้รับยาแก้ทุกๆ หนึ่งเดือน ด้วยเหตุนี้นางมารตะวันจึงใช้พวกเขาเป็สายลับสองหน้า แกล้งว่าเป็ผู้คนจากพรรคหลักมาสืบเสาะข่าวจากพรรคมารและใช้ข้อนี้บังคับให้พวกเขาแจ้งข่าวเท็จไปและส่งข่าวพรรคหลักไปให้พรรคมารแทน” จบประโยคหวังจวินต่างตะลึง ไม่นึกว่าเื่มันจะกลับไปมาแบบนี้แต่ยังไม่อาจวางใจ
“ท่านเชื่อทูตซ้ายคนนั้นได้อย่างไร”
“อี้เฟยเองก็ไม่ได้ปักใจเชื่อ แต่ท่านพ่อเชื่อว่าหากเขาพูดความจริงยุทธภพจะมีภัยจึงเร่งให้อี้เฟยและพี่ชายสืบเสาะเื่นี้ เพราะท่านพ่อติดการศึกอยู่ชายแดน” นางตอบพร้อมมองมายังหวังจวินแววตาบ่งบอกถึงความจริงใจก่อนจะพูดต่อ
“ด้วยเหตุนี้อี้เฟยและท่านพี่จึงแยกออกเป็สองทางอี้เฟยลงมาทางใต้ส่วนท่านพี่ขึ้นเหนือ ทางอี้เฟยได้ให้พี่ซือที่ชำนาญการแปลงโฉมมาสืบเอารายชื่อจากพรรคทางใต้ โดยปลอมตัวเป็ทูตจากพรรคมาร แต่เมื่อหลายวันก่อนกลับถูกชายคนหนึ่งชิงรายชื่อพรรคกระยาจกไปจึงต้องกลับมาอีกหนหนึ่ง”
“ข้าไม่เข้าใจ ทำไมท่านไม่ขอรายชื่อจากพวกเขาโดยตรง อย่างน้อยตระกูลท่านก็เป็ตระกูลใหญ่ คำพูดน่าเชื่อถือ หรือพวกท่านไม่อยากให้พรรคมารไหวตัวหรือมีแผนการใด”
“อืม เป็เช่นนั้นท่านหวังจวิน เหตุที่พวกเราสวมรอยเป็พรรคมารเพื่อสืบหารายชื่อทั้งนี้เพื่อที่จะทราบว่าใครเป็หนอนบ่อนไส้ภายในหากว่ามีหนอนจริงก็แสดงว่ารายชื่อสายลับถูกเปิดเผยไปนานดังคำอ้างของทูตซ้ายคนนั้น อีกทั้งยังจะรู้ถึงตัวหนอน ซึ่งจะเป็หมากให้เราจะวางแผนเพื่อหาทางล่วงรู้จุดประสงค์พรรคมาร”
หวังจวินนึกตามหัวสมองก็คิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ‘ถ้าเป็อย่างนางบอกเล่ามาจริงก็ถือเป็เื่ใหญ่ แต่เปียวจิงเทียนชิงรายชื่อกลับไปแล้วถ้าเช่นนั้นหากเปียวจิงเทียนพบเจอกับพี่ตั๊กโกว่และเปิดโปงเ้าปู้ พรรคมารก็จะไหวตัวทัน ทางหยางอี้เฟยก็ไม่อาจสืบได้ว่าพรรคมารหมายจะทำการใด ไม่แน่เมื่อถูกเปิดโปงเหล่าสายลับที่โดนพิษร้อยศพอยู่ก็หมดประโยชน์ อาจโดนสังหารทิ้ง’
ทันใดนั้นร่างโจรสาวที่นอนอยู่ก็ขยับตัวหน่อยหนึ่งก่อนหยางอี้เฟยจะเข้าไปช่วยพยุงขึ้นมา พร้อมทั้งถามอาการโดยเร็ว
“พี่ซือดีขึ้นบ้างไหม”
“น้องอี้ ข้าไม่เป็อะไรมากแล้วชายผู้นี้…หวังจวิน..เขามาที่นี่ได้ยังไง” นางตอบทั้งถามแววตางามมองมายังหวังจวิน แม้สลบไปแต่ผ้าคลุมบนหน้านางไม่ได้หลุดออกหวังจวินจึงยังไม่เห็นโฉมหน้านางชัดนักครั้งเมื่อยามเห็นที่ป่าก็อยู่ไกลมากแต่ตอนนั้นก็เห็นว่าสวยมากแล้ว หยางอี้เฟยเองก็เหลือบตางามอีกคู่มามองหวังจวินก่อนจะจับจ้องที่โจรสาวแล้วตอบ
“ท่านหวังช่วยพี่ซือไว้เมื่อสลบไป ก่อนจะพาท่านหลบหนีมาถึงที่นี่” ว่าแล้วนางก็ถอยออกมา
หวังจวินและหยางอี้เฟยเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นขณะที่โจรสาวแซ่ซือหลับไป นางเองเมื่อฟังจบก็โทษตัวเองที่ไม่ระวัง
“ชั่งหน้าเสียดายข้าเกือบจะได้มันมาแล้วน้องอี้ ข้ารีบไปไม่ทันนึกตรอง” นางพูดขึ้นพร้อมทั้งหลับตาอย่างไม่อาจฝืนใจสู้หน้า
“ไม่เป็ไรหรอกท่านพี่ เื่นี้เราค่อยคุยกันดีกว่า ว่าเพียงแต่ท่านพอจะออกเดินทางต่อไหวหรือไม่” อี้เฟยปลอบแ่เบา ส่วนหวังจวินก็นึกในใจ
‘เกือบจะได้มา...สิ่งนั้นคงจะเป็คัมภีร์เล่มที่เราชิงมาได้ เช่นนั้นเราควรแจ้งแก่นางหรือไม่นะ’
“ได้น้องอี้ ข้าดีขึ้นมาบ้างแล้วเรารีบเดินทางกันเถอะ” โจรสาวแซ่ซือตอบพร้อมทั้งลุกขึ้นเบาๆ แววตาสวยของนางมองมายังหวังจวินเอ่ยต่อ
“ส่วนท่านข้าขอบคุณท่านหวังที่ช่วยเหลือ ถึงอย่างไรเื่นี้ไม่เกี่ยวกับท่าน เราแยกทางกันเพียงเท่านี้เถอะ”
หวังจวินไม่ตอบ เขามองโจรสาวและหยางอี้เฟยสลับไปมาครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้นว่า
“จะว่าไม่เกี่ยวเลยก็ไม่ใช่ เพราะคนที่ชิงรายชื่อของท่านคือเปียวจิงเทียน และสหายของข้าคนหนึ่งก็ได้เร่งติดตามเขาไป หากพวกเขาทั้งสองพบเจอกัน พวกหนอนบ่อนไส้ของพรรคมารในพรรคยาจกก็อาจจะไหวตัวทัน แน่นอนนั้นย่อมเป็ผลร้ายต่อพวกท่าน” หลังจากที่จบประโยคหวังจวินโจรสาวและหยางอี้เฟยก็สบตากันครู่หนึ่งก่อนที่หยางอี้เฟยจะพูดต่อ
“เช่นนั้นแล้วท่านมีวิธีแก้ไขอย่างไร”
“ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่เส้นทางที่พี่โกว่สหายข้าติดตามไปมุ่งสู่ลั่วหยาง และอีกสองเดือนพวกเรานัดเจอกันที่หมู่บ้านทางใต้ของลั้วหยางเช่นกัน ข้าว่าพวกท่านน่าจะออกติดตามสหายข้าและเปียวจิงเทียนที่ชิงรายชื่อฉบับแรกไป หยุดยั้งเขาไว้ก่อนที่มันจะสาย”
“เ้าคิดว่าเราจะตามตัวเขาพบก่อนพวกนั้นเจอกันงั้นหรือ” โจรสาวถามขึ้น
“โอกาสน้อยมาก เปียวจิงเทียนล่วงหน้าไปหลายวัน ส่วนพี่โกว่ก็เพิ่งออกติดตามไปเมื่อสองคืนก่อน ข้าคาดว่าเปียวจิงเทียนอาจจะพบกับพี่โกว่เพราะพี่โกว่บอกว่าชำนาญทางไม่น่าจะลำบากอะไร”
“แล้วทำไมเ้าถึงให้ติดตามหาตัวสหายของเ้าทั้งที่มันไม่ทัน” โจรสาวตั้งข้อสังเกตหวังจวินยิ้มมุมปากเบาๆ
“จดหมายยังไงละ จดหมายจากเ้าปู้ พี่โกว่ให้ข้ามาชิงรายชื่อกับท่านอีกทั้งยังรวมถึงจดหมายที่เ้าปู้มอบให้ ทั้งนี้เพื่อนำมันมาเป็หลักฐาน ดังนั้นแล้วแม้พวกเขาพบกันก็คงยังต้องรอสองเดือนตามที่บอกไว้ เมื่อไม่พบข้าพวกเขาจึงค่อยหาวิธีอื่นเปิดโปง ข้าคิดว่าพวกท่านน่าจะไปพบพวกเขากับข้าและอธิบายความจริงด้วยปากของพวกท่านเอง” หวังจวินอธิบาย สายตาจับจ้องหญิงสาวทั้งสอง
หยางอี้เฟยหันมาสบตาโจรสาวอีกครั้งพร้อมทั้งสนทนากันอยู่ครู่ใหญ่ ในเนื้อหาที่พูดมาจับใจความได้ว่า พวกนางกำลังจะเดินทางไปที่พรรคัเงินอีกทั้งยังมีการพาดพิงถึงหวังจวินว่าสามารถเชื่อใจได้หรือไม่
“อืมพวกเราเห็นตามเ้า แต่หากเ้าเล่นตุกติกแม้เพียงความคิดข้าจะเอาเืเ้าลงพสุธา” โจรสาวขู่แววตาสวยดุดันอย่างจริงจัง หวังจวินยิ้มรับพร้อมทั้งเอ่ยรับสัญญา
“ข้าน้อยหวังจวินให้สัญญา จะไม่คิดร้ายอันใดต่อคุณหนูซือและคุณหนูหยาง จะติดตามรับใช้อย่างซื่อตรงด้วยชีวิตจิตใจของชายชาตรี” ได้ยินดังนั้นหยางอี้เฟยก็หัวเราะออกมาเบาๆ แต่โจรสาวกลับโกรธขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดพร้อมเดินนำไป