ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่95 บ่อประสานหยินหยาง

    “เป้าหมายของข้า... พวกเจ้าไม่มีวันเข้าใจ ความยุติธรรมที่ถูกฝังกลบมาเนิ่นนาน มันต้องการโลหิตสดๆ มาเป็นเครื่องเซ่นสรวงเพื่อขัดเกลาตัวข้าให้ก้าวพ้นความเป็นปุถุชน ข้าหาได้ทำงานให้ผู้ใด และมิใช่หมากในกระดานของใครทั้งสิ้น ข้าคือ ‘ผู้คุมกฎแห่งสุสาน’ ที่ถูกโลกหลงลืม และวันนี้... ข้าจะทวงคืนทุกสิ่ง!”


    สิ้นคำ มันสะบัดมือเพียงคราเดียว เส้นด้ายปราณก็พุ่งวาบเข้ารัดข้อเท้าอวี้เหวินทันควัน!


    อวี้เหวินตีลังกากลับหลังหลบหลีกคมปราบปราณได้อย่างหวุดหวิด “ผู้คุมกฎ? เจ้าอ้างตนเป็นผู้สืบทอดเจตจำนงของหุบเขาหมอกโลหิต แต่กลับย่ำยีบรรพชนตนเองด้วยการสูบกินดวงวิญญาณพวกเขาเนี่ยนะ!”


    “หุบปาก! เจ้าเด็กอวดดี!” ชายหน้ากากศิลาตวาดก้อง แววตาหลังหน้ากากทอประกายคลุ้มคลั่ง “พวกเขาเหล่านั้นต่างหากที่ยินยอมหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งกับข้า เพื่อให้ข้าบรรลุสู่ขอบเขตที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจเอื้อมถึง... เจ้าไม่มีวันเข้าใจความขมขื่นของการถูกทอดทิ้งให้เน่าเปื่อยในความมืดมิดเช่นนี้หรอก!”


    มันสะบัดมือทั้งสองข้าง พลันเกิดแรงโน้มถ่วงมหาศาลพุ่งออกจากพื้นดิน ฉุดรั้งร่างของคนทั้งสองให้จมดิ่งลงสู่ใจกลางโถงศิลา


    “ชิงหลัว! ลงมือ!” อวี้เหวินเค้นเสียงสั่งการ


    เซี่ยชิงหลัวที่ซุ่มรอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว ระเบิดไอเย็นสุดขั้วออกมาทันที “พันธนาการเหมันต์นิรันดร์!” หิมะและน้ำแข็งหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากใต้พื้น แช่แข็งร่างหน้ากากศิลาในพริบตาจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งขนาดยักษ์


    “ไป!” อวี้เหวินไม่รอช้า เขาคว้ามือนุ่มนวลของชิงหลัวแล้วทะยานร่างมุ่งหน้าสู่รอยแยกของผนังถ้ำเบื้องหน้าที่ทอดดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอันไร้ที่สิ้นสุด


    คนทั้งสองทิ้งร่างร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดมหาศาล เสียงคำรามด้วยความคลุ้มคลั่งของชายหน้ากากศิลาดังไล่หลังมาดุจเสียงอสูรร้าย พร้อมเสียงน้ำแข็งแตกกระจายประหนึ่งศิลาแหลกเหลว บ่งบอกว่ามันกำลังจะสลัดหลุดจากพันธนาการในอีกไม่ช้า


    อวี้เหวินขบกรามแน่น ในใจยังคงครุ่นคิดถึงคำกล่าวของศัตรู ‘ผู้คุมกฎที่ถูกลืม’ ดูเหมือนชายผู้นี้จะมีปมพยาบาทฝังลึกกับอดีตบางอย่างที่สูญสิ้นไปจากหน้าประวัติศาสตร์ มันจึงได้ใช้สุสานแห่งนี้เป็นฐานที่มั่น ล่อลวงและสูบเลือดเนื้อผู้ฝึกตนเพื่อสร้างตนเองให้กลายเป็นปีศาจร้าย


    ทว่าขณะนี้ สภาวะรอบกายกลับเปลี่ยนไป ปราณในอากาศหนาแน่นขึ้นจนรู้สึกอึดอัด แสงสว่างจางๆ สีชาดและสีทองเริ่มรำไรอยู่เบื้องล่าง กลิ่นอายความร้อนและไอเย็นที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงพุ่งเข้าปะทะผิวกายจนสั่นสะท้าน


    “อวี้เหวิน... ดูนั่น!” เซี่ยชิงหลัวร้องบอกด้วยความตระหนกพลางชี้ลงไปเบื้องล่าง


    ณ ก้นบึ้งของรอยแยกที่ลึกสุดหยั่ง ปรากฏสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกแบ่งครึ่งเป็นสองสีอย่างอัศจรรย์ ฝั่งหนึ่งแดงฉานเดือดพล่านดุจลาวาโลกันตร์ อีกฝั่งหนึ่งนิ่งสงบแต่อาบไปด้วยไอเย็นเยียบจนจับตัวเป็นเกล็ดหิมะ... ‘บ่อสระประสานหยินหยาง’ สถานที่เร้นลับในตำนานที่สถิตอยู่ใต้รากฐานของสุสานบรรพชนมานับพันปี!


    ท่ามกลางการร่วงหล่นที่ดูดิ่งลึกอย่างไร้ที่สิ้นสุด สายลมกรรโชกหวีดหวิวปะทะร่างกายจนแทบจะแตกสลาย อวี้เหวินที่สติยังคงมั่นคงดั่งขุนเขาพลันวาดแขนโอบกอดร่างระหงของเซี่ยชิงหลัวเข้าสู่ข้อมอกอย่างแนบแน่น เขาพลิกกายลงเบื้องล่างอย่างรวดเร็วเพื่อใช้แผ่นหลังของตนเองเป็นเกราะกำบังให้กับนาง


    ในอ้อมกอดที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายลูกผู้ชายนั้น เซี่ยชิงหลัวที่เคยเย็นชาปานน้ำแข็งพลันรู้สึกหัวใจสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ใบหน้าของนางซุกอยู่ในแผงอกของเขา ความร้อนผ่าวลามเลียไปถึงใบหูจนกลายเป็นสีแดงระเรื่อ แม้อยู่ในวิกฤตความตาย แต่นางกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดในอ้อมแขนของบุรุษผู้นี้


    “กอดข้าไว้ให้แน่น... อย่าปล่อยมือเด็ดขาด!” เสียงทุ้มต่ำของอวี้เหวินกระซิบข้างหู ยิ่งทำให้นางเผลอกระชับวงแขนกอดตอบเขาแน่นขึ้นไปอีก


    ทันทีที่ร่างของทั้งคู่ปะทะกับผิวน้ำใน ‘บ่อประสานหยินหยาง’ มวลน้ำที่แบ่งแยกเป็นสองขั้วพลันระเบิดออกประดุจมังกรสองตนเข้าห่ำหั่นกัน ลาวาสีชาดพุ่งทะยานขึ้นฟ้าสลับกับไอเหมันต์ที่เย็นสุดขั้ว ปราณหยินและหยางที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงพยายามจะฉีกทึ้งร่างของทั้งสองให้เป็นผุยผง


    “อึก!”


    อวี้เหวินขบกรามแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด ความเจ็บปวดจากการถูกแผดเผาและแช่แข็งในเวลาเดียวกันนั้นเกินกว่าที่มนุษย์จะทนทาน ทว่าเขากลับยิ่งรวบกอดเซี่ยชิงหลัวแน่นขึ้นกว่าเดิม ประหนึ่งจะใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพันเพื่อปกป้องนางไว้


    ในวินาทีแห่งความเป็นตายนั้นเอง ไอเพลิงบริสุทธิ์จากอวี้เหวินและไอน้ำแข็งพิสุทธิ์จากเซี่ยชิงหลัวที่โอบกอดกันอยู่ พลันเกิดการร้อยเรียงสอดประสานกันอย่างปาฏิหาริย์ พลังสองขั้วที่ไหลเวียนผ่านร่างกายของคนทั้งสองเริ่มปรับจูนจนเข้าสู่สภาวะ ‘สมดุลหยินหยาง’ คลื่นพลังมหาศาลระเบิดออกรอบตัวเป็นวงกลมสว่างไสว ขับไล่ความเจ็บปวดทิ้งไปสิ้น


    ฉับพลันนั้น ค่ายกลโบราณใต้สระน้ำพลันส่องแสงเจิดจ้าประดุจดวงตะวันรุ่งอรุณ ประตูถ้ำศิลาโบราณที่ถูกสลักด้วยลวดลายมังกรหงส์คู่ที่ซ่อนอยู่ก้นสระพลันเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ ดูดกลืนร่างของทั้งสองเข้าไปสู่มิติที่เร้นลับยิ่งกว่า


    ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ ริมหน้าผาเบื้องบน ร่างในชุดหน้ากากศิลาเพิ่งจะสลัดหลุดจากพันธนาการน้ำแข็งได้สำเร็จ มันทะยานร่างมาที่ขอบเหวด้วยความคลุ้มคลั่ง ทว่าเมื่อก้มลงมองเห็นเพียงเศษซากพลังหยินหยางที่ยังคงระเบิดรุนแรงอยู่เบื้องล่าง มุมปากภายใต้หน้ากากพลันยกยิ้มเหี้ยมเกรียม


    “ฮ่าๆๆ! โง่เง่าสิ้นดี!” เสียงหัวเราะของมันดังก้องไปทั่วอุโมงค์ “ในบ่อน้ำนั่นคือค่ายกลสังหาร ‘วิถีอริหยินหยาง’ ที่ท่านบรรพชนสร้างไว้เพื่อบดขยี้ผู้บุกรุก ต่อให้พวกเจ้ามีเก้าชีวิตก็ไม่มีวันรอดพ้น!”


    มันจ้องมองลาวาที่พุ่งพล่านด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเจตนาอาฆาต “ช่างน่าเสียดายที่ไม่ได้สูบเอาเลือดเนื้อของพวกเจ้ามาขัดเกลาพลังมารของข้า...”


    มันนิ่งมองอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะรอดพ้นจาก ‘สุสานเป็น’ แห่งนี้ไปได้ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุมทมิฬแล้วทะยานร่างจากไปอย่างโอหัง โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่มันคิดว่าเป็นค่ายกลสังหาร กลับกลายเป็นประตูสู่ ‘โชคลาภวาสนา’ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปีของหุบเขาแห่งนี้!


    ร่างของอวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวถูกกระแสน้ำพัดพามาเกยอยู่บนแท่นหยกขาวนวลตา ภายในถ้ำที่ประดับประดาด้วยมุกราตรีส่องแสงนวลตา อากาศในนี้กลับบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยปราณเพลิงเเละเหมันต์ที่หนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ


    อวี้เหวินค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาพบว่านางยังคงอยู่ในอ้อมกอดของเขา เมื่อผ้าเเพรปกปิดใบหน้าได้ละลายไปใบหน้าของเซี่ยชิงหลัวยามนี้ดูอ่อนหวานและไร้ซึ่งความเย็นชา นางยังคงหลับตาพริ้มพลางซุกหน้ากับอกเขาไม่ยอมห่าง มือเล็กๆ ของนางยังคงกำสาบเสื้อเขาไว้แน่นประหนึ่งกลัวว่าเขาจะหายไป


    “ชิงหลัว... เราปลอดภัยแล้ว” อวี้เหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาเคยใช้มา


    เซี่ยชิงหลัวค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อพบว่าตนเองยังอยู่ในท่าทีที่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจของชายหนุ่ม นางพลันสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าที่ขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มทันที นางรีบผละตัวออกมาพลางจัดแจงอาภรณ์ด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน


    “ข้า... ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้กระแสน้ำพัดไปเท่านั้น อย่าได้เข้าใจผิดไป!” นางกล่าวเสียงตะกุกตะกักพลางหันหน้าหนีไปอีกทาง ทว่ามือที่สั่นเทานั้นกลับปิดบังความเขินอายไว้ไม่มิดเลย


    อวี้เหวินยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาที่เคยมุ่งมั่นกร้าวแกร่งผ่อนคลายลงเมื่อเห็นท่าทีขัดเขินของสตรีเบื้องหน้า ทว่าเพียงเขาขยับกายจะลุกขึ้นสำรวจ ความเจ็บปวดปลาบประดุจเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงก็แล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กาย ปราณในร่างปั่นป่วนจากการปะทะกับพลังหยินหยางสุดขั้วเมื่อครู่จนเขาต้องทรุดกายลงนั่งอีกครั้ง


    “อย่าเพิ่งฝืนเลย...”เซี่ยชิงหลัวเอ่ยเสียงแผ่ว นางรีบเข้ามาประคองเขาไว้ แม้ใบหน้าจะยังขึ้นสีระเรื่อไม่จางหาย "พลังของบ่อน้ำเมื่อครู่รุนแรงเกินไป พวกเราต้องปรับสมดุลพลังก่อน มิเช่นนั้นเส้นลมปราณอาจจะแตกสลายได้”


    อวี้เหวินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ทั้งสองนั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหากันภายในถ้ำลับที่อบอวลไปด้วยไอปราณอันบริสุทธิ์ เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ความเงียบสงัดถูกเติมเต็มด้วยเสียงลมหายใจที่สอดประสาน จนกระทั่งสีหน้าของทั้งคู่กลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง อวี้เหวินลืมตาขึ้น ความเหนื่อยล้าถูกแทนที่ด้วยความสดชื่นอย่างประหลาด เขาค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นและยื่นมือไปหาเซี่ยชิงหลัวเพื่อช่วยพยุงนาง


    ภายในถ้ำเร้นลับแห่งนี้ แตกต่างจากสุสานที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายเบื้องบนอย่างสิ้นเชิง อากาศที่วนเวียนอยู่นั้นบริสุทธิ์และแฝงไปด้วยปราณธรรมชาติที่หนาแน่นจนผิวหนังรู้สึกยิบยับ อวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวค่อยๆ ก้าวเดินลึกเข้าไปตามทางเดินหินหยกที่ขัดจนเงาวับ ระหว่างทางพวกเขาพบกับพืชพรรณประหลาดที่เติบโตได้ในความมืด พวกมันส่งแสงเรืองรองสีฟ้าครามประดุจดวงดาวที่ร่วงหล่นลงมาสถิตอยู่บนดิน


    ยิ่งเดินลึกเข้าไป เสียงน้ำไหลรินแว่วดังคลอไปกับเสียงลมหวนที่พัดผ่านช่องหินประดุจเสียงพิณโบราณที่บรรเลงบทเพลงอาลัย จนกระทั่งทั้งสองมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ‘ผนังศิลาหยกพิสุทธิ์’ ขนาดมหึมา มันเรียบกริบประดุจกระจกเงา สะท้อนภาพชายหนุ่มและหญิงสาวที่ยืนเคียงคู่กันได้อย่างชัดเจน


    ตัวอักษรจารึกสีทองอร่ามที่สลักลึกเข้าไปในเนื้อหยกนั้นดูราวกับมีชีวิต พวกมันเปล่งแสงวูบวาบตามจังหวะการหายใจของอวี้เหวิน อำนาจจิตที่แฝงอยู่นั้นกดทับจนหัวใจสั่นไหว บรรทัดแรกนั้นเด่นชัดเหนือสิ่งใด


    “ผู้ที่มีโชคชะตาหยินหยาง ชายหญิงสองคน หากก้าวเข้าสู่ที่แห่งนี้ ย่อมเป็นผู้ถูกเลือก...”


    อวี้เหวินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ใจหนึ่งนึกฉงนถึงคำว่า ‘หยินหยาง’ และ ‘ผู้ถูกเลือก’ เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยไปสัมผัสรอยสลักนั้นเบาๆ


    “วูบ!”


    ฉับพลันนั้นเอง โลกทั้งใบพลันหมุนคว้าง แสงสีทองและสีฟ้ามหาศาลระเบิดออกมาจากผนังศิลา ม้วนตัวกลายเป็นพายุพลังงานที่โอบล้อมคนทั้งสองไว้ ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นร่างเงามายาของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนสง่าผ่าเผยในชุดคลุมยาวสีหมอก ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่าดูซูบเซียว ดวงตาคู่นั้นดูลึกซึ้งและเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความโศกเศร้าที่สั่งสมมานานนับศตวรรษ

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน