บทที่ 58 เจ้าแมวกลางสายฝน
กู้หนานบอกชื่อสายพันธุ์ของนกน้อยได้อย่างรวดเร็ว “มันน่าจะมีเจ้าของ”
หนวนหน่วนพยักหน้าตามอย่างเห็นด้วย “แบบนี้เจ้าของมันจะตามหาอยู่หรือเปล่าคะ”
เด็กหญิงตัวน้อยโบกไม้โบกมือให้เจ้านกที่เกาะอยู่บนชั้นหนังสือแล้วเอ่ยถาม “โต้วโต้ว เธอจำทางกลับบ้านได้หรือเปล่า”
นกแก้วตัวเล็กเอาหัวมุดไปใต้ปีกแล้วส่งเสียงตอบกลับมาด้วยเสียงแปร่ง ๆ ว่า
“ไม่รู้ ไม่รู้”
“โต้วโต้วลงมาก่อนเร็ว มา ๆ”
เจ้านกค็อกคาเทลกระพือปีกบินวนไปรอบ ๆ ตัวหนวนหน่วน
“จอมมาร!”
หนวนหน่วนรู้ว่าเจ้านกน้อยหมายถึงใครเลยรู้สึกเคืองขึ้นมานิดหน่อย พี่ใหญ่ของเธอเก่งขนาดนี้จะเป็นจอมมารได้อย่างไร
เจ้านกน้อยไม่เข้าใจแต่อย่างใด
ส่วนกู้หนานที่ถูกเรียกว่าเป็นจอมมารกลับท่าทางสงบนิ่ง “เธออ่านหนังสือที่กู้อันสอนคนเดียวเหรอ”
หนวนหน่วนพิงต้นขาของพี่ชายด้วยแขนเล็ก ๆ ของเธอ น้ำหนักครึ่งหนึ่งทิ้งไปที่ตัวเขา และพยักหน้าตอบพร้อมรับคำในลำคอ
“ฮื่อ”
“ไปเอาหนังสือมาสิ พี่จะสอนให้”
ดวงตากลมโตสีเข้มดูอบอุ่นเป็นประกายขึ้นมาทันที ร่างเล็กคว้ามือของพี่ใหญ่ กดแก้มนิ่มเข้ากับมือนั้นอย่างรักใคร่
“ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่”
หลังจากขอบคุณแล้ว เธอก็รีบกลับไปเอาหนังสือเรียนที่ห้อง เมื่อเจ้าสัตว์ทั้งสามเห็นร่างเล็กวิ่งดุ๊ก ๆ ออกไป พวกมันก็พากันตามไปด้วยอีก แต่โต้วโต้วยังเร็วไม่เท่าเจ้าของห้อง กู้หนานปิดประตูกันไว้ไม่ให้เจ้านกที่บินหลงทางมาได้ออกไปด้วย
“จอมมาร จอมมาร”
“ช่วยด้วย หนวนหน่วน ช่วยด้วย”
โต้วโต้วร้องเสียงแหลมหลังรู้ว่าเผชิญหน้ากับจอมมารเพียงลำพังด้วยความหวาดกลัว
กู้หนานมองเจ้านกหัวเหลืองอย่างเย็นชา “หุบปาก”
โต้วโต้วที่กลัวจนตัวสั่นเงียบเสียงลง มันกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นอาหารถ้ายังพูดต่อ
“ถ้าแกกล้าขี้ใส่ห้องหนวนหน่วนหรือห้องทำงาน ระวังจะไม่เหลือขนสักเส้น”
กู้หนานขู่เจ้านกน้อยด้วยสีหน้านิ่งสนิท หนานเฟิงมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง
ถ้าคนอื่น ๆ มาเห็นว่าเจ้านายกำลังขู่นกจะว่ายังไงกันนะ
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว”
เมื่อถูกข่มขู่จากจอมมารที่น่ากลัว เจ้านกก็รีบเชื่อฟังอย่างไม่กล้าหือ คิดถึงหนวนหน่วนตัวน้อยที่แสนใจดีขึ้นมาเสียแล้ว
หนวนหน่วนกลับมาพร้อมหนังสือของพี่เล็กในอ้อมแขน พบว่าทุกอย่างปกติดีเหมือนตอนออกไป เจ้าโต้วโต้วไม่กล้าฟ้องหนวนหน่วนต่อหน้าจอมมาร แต่ถึงจะฟ้องไปหนวนหน่วนก็คงเข้าข้างพี่ใหญ่ของตัวเองอยู่ดี
เด็กน้อยนั่งลงข้างพี่ใหญ่แล้วเปิดหนังสือเรียนขึ้นมา กู้หนานเริ่มอ่านตัวหนังสือในนั้นด้วยน้ำเสียงทุ้มเย็นและสง่างาม น้ำเสียงเขาคล้ายเสียงเชลโล ทำให้น้องสาวตัวน้อยเท้าคางฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม
ชายหนุ่มอ่านหนังสือได้ไพเราะพอ ๆ กับเสียงร้องเพลง ทั้ง ๆ ที่ท่าทีของเขานิ่งสนิท ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมาเลยด้วยซ้ำ
พอเสียงเล็กของเด็กหญิงที่ยังไม่โตเต็มที่และเสียงทุ้มของชายหนุ่มประสานเข้าด้วยกัน เสียงอ่านตำราเรียนเด็กประถมก็ฟังดูเหมือนเป็นท่วงทำนองของเพลงโรแมนติกที่มีตัวโน้ตของนักประพันธ์ดังขึ้นมาเสียอย่างนั้น
โต้วโต้วที่กลัวจนบินหนีไปก่อนหน้า เมื่อได้ยินเสียงไพเราะนั่นก็ร่อนลงยืนที่โต๊ะหนังสือตรงหน้าของทั้งคู่พลางสยายปีกยืนฟังเสียงนั้นอย่างสนใจ ลืมความกลัวไปเสียสนิท ส่วนเหม่ยฉิวที่นอนอยู่บนตักของหนวนหน่วนก็ใช้หางสีดำเกี่ยวรอบแขนขาวของเด็กหญิง มองแล้วคล้ายกำไลข้อมือปุกปุย หางสีดำสนิทมีขนลื่นเงาตัดกันกับผิวขาวนวลของเด็กน้อย ยิ่งขับให้แขนของหนวนหน่วนดูกระจ่างราวกับมีแสงพร่างพราวออกมา
ห้องทำงานที่แสนเย็นเยียบดังคลอไปด้วยเสียงอ่านหนังสือของสองพี่น้อง บรรยากาศแสนอบอุ่นอบอวลไปทั่วพื้นที่ แม้แต่เจ้าของห้องจอมเย็นชาอย่างกู้หนานก็ดูเป็นคนอบอุ่นขึ้นเช่นกัน
ใกล้ถึงเวลาที่กู้อันจะเลิกเรียนแล้ว หนวนหน่วนอยากไปรับพี่เล็กที่โรงเรียน แต่ฝนที่ตกลงมายังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
เธอรู้สึกว่าพี่เล็กมีความสุขมากที่ได้พบกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่แววตาคู่นั้นก็สดใสมาก
หนวนหน่วนเองก็ดีใจเช่นกันที่ได้ไปรับพี่ชาย แถมวันนี้พี่เล็กยังไม่ได้เอาร่มไปด้วยอีก
เด็กหญิงตัวน้อยสวมรองเท้าบูตคู่จิ๋วและถือร่มไว้ในมือ เพราะฝนที่ตกลงมาทำให้อากาศเย็นลงอีก คุณแม่สวมเสื้อโค้ตขนปุกปุยสีขาวยาวคลุมน่องให้เธอ โค้ตตัวนี้มีหูกระต่ายด้วย
ทั้งตัวของเด็กน้อยตอนนี้ปุกปุยฟูนุ่ม พอรวมเข้ากับใบหน้าน่าเอ็นดูและนิสัยน่ารักอ่อนหวานนั่นแล้ว หนวนหน่วนก็ดูราวกับเป็นเกี๊ยวขาวอวบอ้วนนุ่มนิ่มที่น่ากอดเอาไว้ในอ้อมแขนแล้วลูบหัวลูบหางด้วยความเอ็นดู
“หนวนหน่วนไม่ต้องลงจากรถนะคะ ให้พี่ใหญ่ลงไปรับพี่เล็กคนเดียวพอนะลูก”
“ค่ะ หนวนหน่วนเข้าใจแล้ว”
แม้จะถูกย้ำหลายครั้ง หนวนหน่วนน้อยก็พยักหน้าตอบทุกครั้งอย่างแข็งขัน เธอรู้ว่าพี่เล็กต้องอารมณ์เสียแน่เลยถ้าเป็นพี่ใหญ่ไปแทน
แต่คุณหญิงกู้กลัวว่าเจ้าแมวน้อยจะเปียกฝนแล้วทำให้เป็นหวัดจึงกำชับอยู่นาน เมื่อเห็นว่าเธอเชื่อฟังอย่างดีก็ยอมปล่อยลูกสาวออกไป
เมื่อเข้ามาในรถก็มีเงาสีขาววูบหนึ่งแวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทันทีที่หนวนหน่วนคาดเข็มขัดนิรภัยก็พบว่ามันคือเงาเจ้าโต้วโต้ว
เจ้านกน้อยเกาะกลุ่มผมนุ่ม ๆ ของเด็กหญิงอย่างรักใคร่ แถมยังใช้หัวซุกไซ้ไปมาที่เธออย่างออดอ้อน
“คนสวย คนสวย โต้วโต้วไปด้วย”
เจ้าแมวดำจ้องมองเขม็งจนนกน้อยขนลุกชัน ทำเอากลัวว่าถ้าเผลอหลับจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย
หนวนหน่วนแตะที่หัวสีเหลืองนวลของนกจอมซนแล้วหันไปดึงเสื้อพี่ใหญ่ให้มาดูอย่างตื่นเต้น
“พี่ใหญ่คะ หนวนหน่วนพาโต้วโต้วไปด้วยได้ไหมคะ”
โต้วโต้วจอมขี้กลัวเอาแต่หลบอยู่ด้านหลังไม่กล้าโผล่หน้าออกมา
เมื่อได้ยินพี่ใหญ่ตอบรับในลำคอ ขนที่ลุกชันของโต้วโต้วก็ผ่อนคลายลงจนเกือบจะตกจากไหล่ของหนวนหน่วน แต่โชคดีที่มือเล็กรับเอาไว้ได้ทัน
เจ้านกเกาะอยู่ที่ไหล่ ซุกซอกคอของหนวนหน่วนไปตลอดทางเพื่อแบ่งปันความอบอุ่นระหว่างกัน
พอรถของพวกเขามาถึงที่โรงเรียน หนวนหน่วนก็ชะโงกหน้ามองออกไปที่หน้าต่าง แล้วก็พบว่ามีรถมารับนักเรียนหลายคันแล้ว
กู้หนานลูบหัวน้องสาว “พี่ใหญ่จะไปรับกู้อัน อย่าลงจากรถนะ”
น้องน้อยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เธอมองพี่ใหญ่กางร่มสีดำแล้วก้าวลงจากรถ ฝนกระเซ็นถูกร่างกายของเขานิดหน่อย กู้หนานยืนนิ่งกลางสายฝน ยังนิ่งสนิทเหมือนเดิม เขาดูราวกับไม่มีอะไรมาทำลายความสุขุมลงได้แม้แต่สภาพอากาศเลวร้าย
“พี่ใหญ่ระวังเปียกนะคะ”
หนวนหน่วนโบกมือให้พี่ใหญ่
กู้หนานรับคำในลำคอแล้วเดินจากไป
ระหว่างรอพี่ชายกลับมา หนวนหน่วนก็ชะโงกหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เธอพบว่าฝนเริ่มซาลงจนมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ชัดเจนขึ้นแล้ว
รถของพวกเขาจอดอยู่ค่อนข้างไกลเพราะที่จอดรถด้านหน้าเต็มหมดแล้ว ในตอนนั้นเอง หนวนหน่วนก็พบว่ามีก้อนขนกำลังนั่งสั่นอยู่ที่มุมตึก
เธออยากจะเปิดประตูลงไปดู แต่ถูกคนขับรถร้องห้ามเอาไว้ด้วยความตกใจ
“คุณหนู ลงไปไม่ได้นะครับ”
หนวนหน่วนเกือบลืมที่รับปากกับคุณแม่เอาไว้แล้ว เด็กหญิงตัวน้อยจึงชี้ไปยังก้อนขนข้างนอกนั่นอย่างกังวลใจ
“แต่… แต่มีแมวอยู่ตรงนั้นนะคะ”
ใช่แล้ว ก้อนขนที่ขดตัวกลมเป็นลูกบอลพยายามจะหลบฝนที่มุมตึกตรงนั้นกำลังสั่นเทาด้วยความหนาว มันคือแมวขาวตัวหนึ่งที่หลบฝนอยู่ แต่ก็ไม่พ้นหยาดฝนที่โปรยปรายลงมา
คนขับรถมองตามแล้วหยิบร่มมากาง “คุณหนูนั่งรอก่อนครับ เดี๋ยวผมพามันมา”
แม่แมวตัวสีขาวไม่ยอมหนีไปที่อื่นเพราะต้องบังฝนให้ลูกน้อยทั้งสองตัว คนขับรถจึงใช้เสื้อคลุมของเขาป้องกันพวกแมวจากสายฝนแล้วนำทุกตัวกลับมา