น่านน้ำตื่นั้แ่เช้ามาทำอาหารใส่กล่องให้คินทร์ไปทานตอนเที่ยงที่บริษัท ่นี้น่านน้ำว่างเพราะไม่มีงานอะไรต้องทำ เพียงแค่รอสอบสัมภาษณ์
“วันนี้ไปบริษัทกับเฮียไหม” คินทร์เอ่ยถามพร้อมรับถุงผ้าใส่กล่องอาหารจากมือน่านน้ำ
“น่านไปมีแต่จะกวนเวลาทำงานเฮียเปล่า ๆ”
“วันนี้เฮียมีเดินตรวจแผนก ไม่อยากไปจริง ๆ เหรอ”
เ้าของร่างสูงเอ่ยถามเพราะเห็นว่านานน้ำสนใจเื่การวาดรูป ออกแบบถ้าได้ไปเดินดูการทำงานอาจจะชอบ ถือเป็การเรียนรู้ศึกษาไปในตัว
“แต่...”
“ไม่กวนหรอก ไปเถอะ” คินทร์เอ่ยอีกครั้งคล้ายคะยั้นคะยอเสียด้วยซ้ำ
“ก็ได้ครับ”
“ยืนคุยอะไรกันอยู่สองคน”
เด็กหนุ่มวัยสิบหกปีวิ่งเข้ามากอดคอพี่ชายตัวเล็กด้วยความเคยชิน แม้คีนจะโตขึ้นแล้วแต่พฤติกรรมเด็กน้อยที่มีก็ยังหลงเหลืออยู่มาก ยังเป็เด็กที่น่ารักของน่านน้ำเสมอ
“ไม่ใช่เื่ของเด็ก” คนอายุมากเอ่ยทีเล่นทีจริง
“คีนไม่เด็กแล้วนะเฮีย”
“เหรอ หืม”
จมูกโด่งถูกบีบเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยว เด็กหนุ่มมุ่ยหน้าลงเล็กน้อยที่โดนพี่ชายแกล้ง หันไปกอดออเซาะน่านน้ำ เสียงเจื้อยแจ้วพูดฟ้อง
“พี่น่านดูเฮียสิแกล้งคีน คีนไม่เด็กแล้วนะ ใช่ไหมครับ”
“อือ คีนโตแล้ว”
“พี่น่านน่ารักที่สุด เหมาะสมแล้วกับตำแหน่งพี่ชายดีเด่นอันดับหนึ่งของคีน”
เด็กตัวโตยิ้มกว้างเมื่อน่านน้ำเข้าข้างตน ทั้งยังก้มลงหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่ พลางหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พี่ชายที่ยืนขมวดคิ้วมุ่น
เขาน่ะไม่เด็กแล้ว โตจนดูออกแล้วว่าเฮียคินทร์คิดอย่างไรกับน่านน้ำ
“พอแล้วคีน รีบไปกินข้าวเฮียจะไปส่งที่โรงเรียน มีสอบแก้ไม่ใช่หรือไง” น้ำเสียงทุ้มเข้มขึ้นต่างจากก่อนหน้านี้ แกะแขนน้องชายออกจากน่านน้ำ ก่อนจะดันหลังให้มานั่งที่โต๊ะ
หลังจากแวะส่งคีนที่โรงเรียนเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนก็แวะเข้าบริษัททันที ร่างบางเดินตามหลังคนพี่ไม่ห่างราวกับกลัวว่าจะหลง
น่านน้ำไม่เคยเข้ามาภายในบริษัทเลยสักครั้งตลอดสามปี ที่ผ่านมาก็มากสุดก็นั่งรอคินทร์อยู่หน้าล็อบบี้
บรรยากาศภายในเป็เื่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเด็กที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พนักงานมากหน้าหลายตาทั้งชายหญิงเอ่ยสวัสดีเมื่อเ้านายเดินผ่าน
กระนั้นยังมีสายตาหลายคู่ที่ลอบมองเขาด้วยความสงสัย เพราะไม่มีใครเคยเห็นเขามาก่อน อย่างนั้นก็คงไม่ใช่เื่แปลก เพียงแต่น่านน้ำรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับการถูกมอง
ห้องทำงานของคินทร์อยู่ชั้นบนสุดก่อนถึงเพนต์เฮาส์ ซึ่งเป็ชั้นเดียวกับห้องประธาน ต่างกันแค่ความกว้างของห้องเล็กกว่าเล็กน้อย
“เดี๋ยวน่านนั่งเล่นรอไปก่อนนะ ประมาณสิบโมงถึงจะเริ่มเดินตรวจ”
“ครับ”
“เฮียให้เลขาไปหาหนังสือแนวที่น่านชอบอ่านมาให้ เผื่อว่านั่งรอเฉย ๆ แล้วจะเบื่อ”
ตรงโซนนั่งเล่นมุมห้อง มีหนังสือกองใหญ่วางอยู่บนโต๊ะกระจก คินทร์โทรบอกให้เลขาเตรียมไว้ให้ั้แ่ก่อนเขาออกจากบ้าน เพราะคิดไว้แล้วว่าน่านน้ำอาจจะเบื่อหากต้องนั่งรออยู่เฉย ๆ
ร่างเล็กเดินไปนั่งบนโซฟานุ่ม หยิบหนังสือแต่ละเล่มมาอ่านหน้าปก เพื่อเลือกเล่มที่ตนเองสนใจ
คินทร์นั่งประจำที่ตัวเอง หยิบเอกสารที่รอให้เขาตรวจสอบขึ้นมาอ่าน พลางลอบมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่โซนมุมห้องด้านหน้าเป็ระยะ ทั้งยังแอบยิ้มคนเดียวราวกับเด็กวัยแรกรุ่นทีแอบชอบใครสักคน
น่านน้ำนั่งอ่านนอนอ่านด้วยความตั้งใจ ทว่าไม่นานก็ผล็อยหลับไปเสียดื้อ ๆ
ร่างสูงลุกขึ้นมาย่อตัวลงข้าง ๆ หยิบหนังสือที่วางกางอยู่บนหน้าอกมาปิดตั้งไว้มที่โต๊ะ เอื้อมมือไปเกลี่ยเส้นผมที่ปรกใบหน้าหวานทัดหูอย่างเบามือ
ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้เขาจะหลงรักใครได้มากขนาดนี้ เด็กอายุยี่สิบปี กับเขาที่อายุยี่สิบเจ็ด จะสามารถเข้ากันได้หรือเปล่า ถ้าเขาอยากลองเดินหน้าแสดงความรู้สึกที่มีออกไปให้ชัดเจนมากกว่านี้ น่านน้ำจะยินดีหรือยินร้ายเขาก็ไม่สามารถเดาได้ แต่ถ้าหากให้เข้าข้างตัวเอง เด็กคนนี้ก็คงมีใจให้เขาไม่น้อยเหมือนกัน
...
หลายวันที่ผ่านมาน่านน้ำถูกคินทร์หว่านล้อมให้มาบริษัทด้วยกัน โดยมีข้ออ้างที่ว่าอยู่บ้านบ่อย ๆ มันน่าเบื่อ ออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างดีกว่า ทว่าสิ่งได้ทำมากสุดก็คือเดินเล่นตามแผนกต่าง ๆ จะออกไปไหนมาไหนคนเดียวก็ไม่กล้า กลัวว่าจะไปสร้างความวุ่นวาย
คินทร์มอบหน้าที่ให้ปาริตาเลขาสาวช่วยดูแลน่านน้ำ คอยอธิบายการทำงานของแต่ละแผนก ซึ่งเธอค่อนข้างชอบเด็กอย่างน่านน้ำจึงไม่ปฏิเสธ เด็กหนุ่มตั้งใจฟังทุกคำอย่างสนใจ พนักงานในบริษัทก็เอ็นดูน่านน้ำอยู่หลายคน ทำให้รู้สึกหายเกร็งลงไปได้บ้าง
“น้องน่านอยากลองทำดูไหม”
หัวหน้าแผนกออกแบบเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าอีกคนให้ความสนใจกับภาพวาดในกระดาษ เป็การออกแบบเครื่องประดับชุดใหม่ที่กำลังจะนำเสนอในที่ประชุมอาทิตย์หน้า
“น่านทำได้เหรอครับ” ดวงตากลมใสเป็ประกายวับขึ้นทันตาเห็น
“ได้สิ คุณคินทร์ไม่ว่าหรอก”
เป็อย่างที่เธอพูด คุณคินทร์จะว่าได้อย่างไรในเมื่อเป็คนฝากฝังไว้ด้วยตัวเอง
“น่านอยากทำครับ”
“งั้นนั่งสิจ๊ะ” นับพรขยับไปนั่งเก้าอี้อีกตัว เพื่อให้เด็กหนุ่มได้นั่งแทนที่เธอ
“ตาฝากน้องด้วยนะคะพี่นับ เดี๋ยวตาต้องขอตัวกลับไปทำงานก่อน เผื่อคุณคินทร์เรียก”
“ได้จ้ะ เดี๋ยวพี่ดูแลเอง”
น่านน้ำนั่งมองปาริตาเดินกลับไปทางเดิม ก่อนจะหันมองหญิงสาวข้างกายที่ส่งยิ้มอ่อนให้ เธอเริ่มอธิบายถึงคอนเซ็ปต์ของงานชิ้นนี้ เพื่อง่ายต่อการออกแบบให้ตรงตามความ้ามากที่สุด
มีตัวอย่างอยู่ให้น่านน้ำได้ดูเป็แนวทาง ก่อนที่นับพรจะปล่อยให้น่านน้ำลองจินตนาการและออกแบบเครื่องเพชรชุดนี้ด้วยตัวเอง
พนักงานในแผนกหลายคนให้ความสนใจกับเด็กคนนี้ นึกแปลกใจที่น่านน้ำได้เข้ามายุ่งเกี่ยวทั้งที่ไม่ใช่คนของบริษัท ไม่ใช่ลูกหลานของวิรุฬห์โยธินด้วยซ้ำ อีกทั้งไม่ใช่นักศึกษาฝึกงาน และแน่นอนว่าหากมีอะไรแปลกตาเกิดขึ้น จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบซุบซิบนินทานำไปพูดคุยกันราวกับเป็ปัญหาชีวิตตัวเอง
แม้จะมีคนที่เอ็นดูน่านน้ำอยู่หลายคน แต่ก็มีคนที่ไม่ชอบเหมือนกัน เป็เื่ปกติของมนุษย์โลกจริง ๆ ทั้งที่ไม่รู้จักกัน แต่กลับไม่ชอบกันเพียงแค่ไม่ถูกชะตาหรือทำอะไรไม่เข้าตา
น่านน้ำสังเกตเห็นสีหน้าของคนพวกนั้นจึงรับรู้ได้ว่าใครรู้สึกอย่างไรตอนมองมาที่เขา ทว่าเขาเลือกที่จะปล่อยผ่านไม่สนใจ
หลายชั่วโมงที่น่านน้ำอยู่กับนับพรที่แผนกออกแบบ จนรองประธานอย่างคินทร์ต้องเดินมาตาม ก่อนจะหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าห้องมองเด็กที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรสักอย่าง หลายนาทีที่คินทร์ไม่ขยับตัวไปไหน จนคนในห้องเงยหน้าขึ้นมาเห็น
“เฮีย..” น่านน้ำดูใเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มหวานให้เขา พร้อมกับลุกขึ้นเดินมาหา “มานานยังครับ”
“ไม่นานครับ”
“มาตามน่านเหรอ”
“ครับ ถึงเวลาเลิกงานแล้ว แต่เฮียไม่เห็นน่านขึ้นไปที่ห้อง เลยลงมาดู”
“พี่นับให้น่านลองออกแบบเครื่องเพชรคงจะเพลินไปหน่อย ขอโทษนะครับ”
“ไม่เป็ไรครับ ว่าแต่หิวหรือยัง?”
เด็กหนุ่มพยักหน้าหงึกหงัก ตอนแรกก็ไม่ค่อยหิวแต่พอถูกถามท้องก็ร้องขึ้นมาทันที
“งั้นไปหาอะไรกินก่อนกลับบ้านดีไหม”
“ครับ”
ไม่ว่าคินทร์จะเสนออะไรน่านน้ำไม่คิดที่จะปฏิเสธ มือเล็กถูกกอบกุมพาเดินออกไปพร้อมกัน โดยไม่สนสายตาของพนักงานคนอื่น ๆ ที่ยังไม่กลับบ้าน
นั้นเพราะคินทร์คิดไว้อยู่แล้วว่าอยากทำอะไรให้ชัดเจน ไม่คิดที่จะปิดบังอะไรใครทั้งนั้น ไม่สนว่าคนอื่นจะมองยังไง ต่างจากน่านน้ำที่ก้มหน้าเดินพลางลอบยิ้มอยู่คนเดียวจนถึงรถ
TBC.
#คำขอจากเฮียคินทร์