เราตั้งใจจะบอกขอโทษแล้วก็จะอธิบายให้ไอ้หนึ่งฟัง แต่ก็กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของมันซะแล้ว จนในที่สุดก็เหลือแค่เรากับนุ๊ก แล้วก็ไอ้หมีกับย่าของมัน
"ไอ้นี่ใช่มั้ยที่ทำมึง?" ย่าถามไอ้หมีพร้อมกับชี้มาที่เรา
นี่ทำให้เรากับนุ๊กหันมามองหน้ากัน
"ไม่ใช่.. พวกผมเพิ่งตามเข้ามาทีหลัง ไอ้นี่ก็เพิ่งโดนต่อยมาเหมือนกัน"
นุ๊กตอบแบบธรรมดาตามสไตล์ของมัน พร้อมกับชี้มาที่หน้าเรา
".........."
ส่วนเรายังคงเอามือกุมปาก พร้อมกับมองไปรอบๆเพื่อมองหาไอ้หนึ่ง แต่พอได้ยินที่นุ๊กพูดแบบนั้นก็เลย เปิดมือออกให้ย่าไอ้หมีเห็นปากที่กำลังเจ่อของเรา
"ไม่ใช่ย่า ไอ้สองคนนี้ไม่เกี่ยว!" ไอ้หมีมองมาที่เรากับนุ๊ก
"ไม่ใช่ก็ดีแล้ว แต่มึงนะคราวหลังถ้ายังไปเล่นกับไอ้เด็กพวกนั้นอีก มึงโดนกูแน่!!"
ย่าไอ้หมีพูดพลางดึงหูไอ้หมีไปด้วย
"โอ้ย! ย่ารู้แล้วน่า..หมีไม่ได้เล่นกับพวกมัน"
"อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะ กูเห็นนะว่ามึงเดินตามไอ้พวกนั้นต้อยๆ"
พูดกับไอ้หมีจบ ย่ามันก็หันมาหาเรากับนุ๊กอีกครั้ง
"แล้วนี่ชื่ออะไรกันล่ะ เป็เพื่อนกับไอ้หมีมันหน่อยแล้วกันนะ.."
"..ย่ากับไอ้หมีเพิ่งจะย้ายมาอยู่แถวนี้ ยังไงก็อย่าไปแกล้งมันล่ะ มันมีแต่ย่านี่แหละ.."
"..แล้วมึง! ก็อย่าไปแกล้งเค้าด้วย!!"
พูดกับไม่ทันจบ ย่าก็หันกลับไปดึงหูไอ้หมีอีกครั้ง
"โอ้ยย รู้แล้วน่าย่า!!"
"ผมชื่อไนท์ ส่วนนี่ชื่อ นุ๊ก" เราพูดพร้อมกับยังเอามือบังปากที่เจ่อเอาไว้
"ยังไงก็เป็เพื่อนกัน เล่นกันดีๆนะ"
ย่าไอ้หมีพูดทิ้งท้าย พร้อมกับเดินนำพาเราออกมาจากพื้นที่ของกองทราย พอแยกย้ายกับไอ้หมีและนุ๊ก เราก็ได้รู้ว่าบ้านนุ๊กอยู่แฟลตแรกชั้นสอง ส่วนบ้านไอ้หนึ่งอยู่ชั้นสองแฟลตเดียวกันกับเรา
ก่อนจะขึ้นบ้านเราเลยตั้งใจ จะแวะไปขอโทษไอ้หนึ่งสักหน่อย เรายืนเรียกไอ้หนึ่งที่หน้าประตู ไม่นานก็มีผู้ชายกลางคนคนหนึ่งเดินมาเปิดประตู ซึ่งน่าจะเป็พ่อของไอ้หนึ่ง
"มาหาใคร?!"
"เอ่อ...สวัสดีครับ มาหาหนึ่งครับ ผมเรียนห้องเดียวกับหนึ่ง อยากขอคุยกับหนึ่งหน่อยครับ"
พ่อของไอ้หนึ่งมองเราแปลกๆ ก่อนจะหันไปะโเรียกไอ้หนึ่งเสียงดัง
"หนึ่ง!!! เค้าบอกว่ามาหามึง!"
"ไม่คุย! ไม่มีอะไรจะคุยกับมัน!!" เสียงไอ้หนึ่งดังตอบกลับมา
"นั่นแหละ มันบอกว่าอย่างงั้น.." พ่อมันทำหน้าแบบช่วยอะไรไม่ได้
"งั้นไม่เป็ไรครับ เอ่อ..สวัสดีครับ" เรายกมือไหว้พ่อไอ้หนึ่ง แล้วก็เดินขึ้นบ้าน
'งั้นไว้ค่อยขอโทษมันที่โรงเรียนแล้วกัน เพราะยังไงก็เรียนห้องเดียวกัน' เราได้แต่คิดในใจ
เรากลับถึงบ้านพร้อมกับได้รอยเข็มขัดที่ขาไปโรงเรียนเพิ่มในวันถัดไป
เราบอกขอโทษไอ้หนึ่ง ซึ่งมันก็รับคำขอโทษของเราแบบขอไปที และมันก็เกลียดเราไปเลยหลังจากวันนั้น และเพราะว่าเกลียดเราไปแล้ว เลยทำให้เราได้ต่อยกันอีกสองสามครั้ง แม้กระทั่งบังเอิญเจอกันตอนเรียนมหาลัย มันก็ไม่ค่อยอยากจะทักตอบ
การได้รู้จักไอ้หมี ทำให้เรากับนุ๊กสนิทกันมากขึ้น แล้วก็ทำให้รู้ว่าเราสามคนค่อนข้างชอบอะไรคล้ายๆกัน โดยเฉพาะการไปเดินเล่นตามศูนย์การค้าต่างๆ ที่รายล้อมอยู่รอบๆชุมชนกลางใจเมืองของเรา
การมีกลุ่มเพื่อนเป็ครั้งแรก ทำให้การเดินห้างที่จำเจของเรากลับมาสดใสอีกครั้ง เราเริ่มไปยังชั้นอื่นๆ ได้เห็นโรงหนังที่เพื่อนแม่ทำงาน
แม่พาเรามาเจอเพื่อนทำให้เราได้ดูหนังฟรี แล้วยังพาเพื่อนเข้าไปดูได้ด้วย(ซึ่งพวกไอ้โตกับไอ้เต้พอรู้ข่าวจากเด็กคนอื่น ก็บังคับให้เราพาพวกมันมาดูหนังฟรีด้วย)
ทำให้เราได้รู้จักกับร้านหนังสือคินุคุนิยะ ที่นี่มีนิยายแปลเยอะมาก และนี่เป็ครั้งแรกที่เราได้รู้จักกับคำว่า "หนังสือนิยาย" และ "วรรณกรรมเยาวชน"
เรายังได้รู้อีกว่าที่ชั้นแปด นอกจากจะมีลานไอซ์สเก็ตแล้ว ยังมีร้านแมงป่อง ที่ให้ยืนทดลองฟังเพลงสากลเพราะๆได้ด้วย
มีทั้ง Michael Jackson, Britney Spears, Linkin park และวงที่ผลงานกำลังได้รับความนิยมในตอนนั้นอย่าง Westlife
การเดินเล่นของพวกเราทำให้รู้เพิ่มอีกว่า ยังมีห้างอื่นๆที่มีความน่าสนใจเหมือนกัน ที่อัมรินทร์พลาซ่า มีแมคโดนัลที่มีเครื่องเล่น หรือเซ็นทรัลชิดลมที่มีเครื่องเล่นอันใหญ่ที่สุด ในบรรดาศูนย์การค้าแถวนั้น
โดยที่ไม่นับรวมแมคโดนัลสาขาชิดลม ที่ชอบปิดไม่ให้เล่นเครื่องเล่น แต่ถึงเปิดก็ยังเล็กกว่าอยู่ดี และที่สำคัญที่เซ็นทรัลชิดลมมีที่ลับของกลุ่มเรา นั่นก็คือลู่สเก็ตบอร์ต ที่ข้างลู่จะมีตู้หยอดน้ำอัตโนมัติ
พอเราเล่นกันมาเหนื่อยๆ ก็มักจะมานั่งพักบนลู่สเก็ตบอร์ดนี่ แล้วก็กินน้ำจับเลี้ยงเย็นๆที่หยอดมาจากตู้ข้างๆ มันเป็อะไรที่สดชื่นมากๆ
วันเวลาผ่านไปเราก็สนิทกันมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้จะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา เพราะเรียนคนละห้อง ส่วนไอ้หมีเองก็เรียนอยู่คนละโรงเรียน
ส่วนมากเราจะไปไหนมาไหนกับพี่ลูกเป็ดมากกว่า โดยเฉพาะใน่ปิดเทอม เพราะเราจะไปทำงานพิเศษ ช่วยลุงพี่ลูกเป็ดขายหนังสือพิมพ์ แต่ตอนนั้นร้านคอมพิวเตอร์เพิ่งเข้ามา เลยดันเอาเงินที่หาได้ไปเล่น Counter Strike จนหมด
การอาศัยอยู่ในชุมชนและยิ่งเป็แฟลต พวกผู้สูงอายุมักจะไม่ค่อยแข็งแรง การเดินขึ้นเดินลงอาคารบ่อยๆไม่ใช่เื่ที่ดีนัก สภาพบันไดเองก็ไม่ได้มั่นคงแข็งแรงเพราะมันไม่มีราวบันได
พื้นบันไดวันดีคืนดีก็มีฉี่ของพวกขี้เมามักง่าย จนเกิดเป็คราบมันๆลื่นๆ และเป็อันตรายมาก เพราะเคยมีคนตกบันไดเพราะคราบสกปรกพวกนี้ รวมถึงเราด้วย
ด้วยเหตุนี้มันเลยเกิดเป็อาชีพพิเศษขึ้น คือการรับจ้างเดินซื้อของให้กับเหล่าผู้สูงอายุ ซึ่งก็ไม่ใช่เงินที่มากมายอะไร มักจะให้ห้าถึงสิบบาท คือให้แค่พอเป็พิธีเท่านั้น เพื่อไม่ให้น่าเกลียดในการใช้งานลูกหลานบ้านอื่น
แต่ด้วยความที่เราอยากหาเื่ลงมาจากบ้าน การรับจ้างเช่นนี้จึงเข้าทางเหมาะกับเรามาก เราสนุกกับการเดินขึ้นๆลงๆและได้เงินมาซื้อขนมนิดๆหน่อยๆ พวกผู้ใหญ่แถวนั้นส่วนใหญ่ก็เริ่มคุ้นหน้าค่าตาเรา
จนมีวันนึงก็ได้เกิดเื่แปลกๆขึ้นกับเรา และกลายเป็ปมใหญ่ปมนึงในใจ
วันนั้นเป็วันหยุด พอดูการ์ตูนช่อง9จบ เราก็ลงมาหาอะไรเล่นตามปกติ แต่แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งมากวักมือเรียกเรา
"..........." เราที่ไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกเราหรือคนอื่น ก็เลยมองซ้ายมองขวา
แต่ปรากฏว่าแถวนั้นมันไม่มีใครเลยนอกจากเรา เราก็เลยนิ้วชี้มาที่ตัวเอง พร้อมกับหันไปมองผู้ชายที่กวักมือเรียก
"ใช่ๆ เรานั่นแหละ.." ชายวัยรุ่นตอนปลายคนหนึ่งพยักหน้าให้กับเรา พร้อมกับเรียกให้เราตามไป
"มานี่แปปนึง พี่มีอะไรให้ช่วยหน่อย" ชายหนุ่มผู้จบก็เดินนำขึ้นไปยังแฟลตของเรา
แต่ว่าชายคนนั้นเดินไปทางบันไดทางขึ้นฝั่งริมคลอง ที่ไม่ค่อยมีคนใช้งานมากนัก เพราะบันไดฝั่งนี้ค่อนข้างเปลี่ยว ไฟทางที่ชำรุดแทบทุกชั้น เลยทำให้ทางเดินจะมืดมากในตอนกลางคืน และมักมีพวกติดยามาแอบเสพยาหรือส่งยากัน
แต่เราที่มีบ้านลุงอยู่ใกล้กับบันไดฝั่งนี้ แล้วเราเองก็ยังอาศัยอยู่ที่แฟลตตึกนี้ ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมากนัก ที่สำคัญตอนนี้ยังเป็ตอนกลางวัน เราก็เลยเดินตามชายคนนั้นขึ้นไป
เพราะว่าเป็วันหยุด แล้วตอนนี้เวลาก็ยังไม่ถึงตอนเที่ยงดี คนส่วนใหญ่จึงยังไม่ค่อยตื่น หรือออกจากบ้านกันมากนัก ทำให้บันไดฝั่งที่ติดริมคลองฝั่งนี้ยิ่งค่อนข้างเงียบ
"อือ....พี่จะไปไหนอ่ะ?" เราเริ่มบ่นเพราะเริ่มรู้สึกแปลกๆ
"นี่ๆจะถึงแล้ว" เสียงของชายหนุ่มหายเข้าไปที่ห้องขยะของชั้นสี่
ที่จริงเราค่อนข้างคุ้นเคยกับตรงนี้ เพราะก่อนหน้านี้ย่าเคยจ้างน้าที่พิการที่ชั้นสี่ ให้มาสอนพิเศษเรามาก่อน แต่การสอนของเค้าค่อนข้างอารมณ์ร้าย ขี้หงุดหงิดโมโหง่าย เราเลยไม่อยากเรียนกับเค้า จนสุดท้ายเราก็เลยได้เรียนพิเศษที่โรงเรียนแทน
ชายคนนั้นหายเข้าไปในห้องขยะชั้นสี่ ด้วยความใสซื่อหรือโง่ก็ไม่รู้ของเรา เรานึกว่าเค้าจะให้ช่วยขนของ หรือขยะชิ้นใหญ่ลงไปทิ้งที่ชั้นล่าง ก็เลยเดินตามเข้าไป
แต่ว่าพอเรากำลังจะก้าวขาเข้าไป เราก็เพิ่งจะฉุกคิดได้ ..แต่ว่ามันก็สายไปแล้ว
'นี่มันเริ่มไม่ใช่แล้ว'
จากหางตาตอนเดินผ่านประตูห้องขยะเข้ามา ทำให้เราเห็นว่าในห้องขยะนั้น ไม่มีอะไรอยู่เลย! นอกจากประตูเหล็กที่ถูกสนิมขึ้นจนพัง มันใช้งานไม่ได้เลยต้องพิงไว้กับผนังด้านหนึ่งของห้องขยะ
และสายตาของเราสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มคนนั้น กำลังทำอะไรบางอย่างกับกางเกงของเค้า.. แต่ว่าในตอนที่เรากำลังจะหมุนตัวออกมาจากห้องนั้น ก็มีมือคู่หนึ่งคว้าหัวไหล่ทั้งสองข้างของเราเอาไว้แน่น
ก่อนที่แรงของผู้ใหญ่จะดันเราที่กำลังหันหลัง ไปแนบกับกำแพงข้างๆประตูเหล็กที่พัง พร้อมๆกับที่มีแท่งอะไรบางอย่างที่อุ่นและแข็งมาถูที่หลังของเรา ด้วยความใเราเลยทำอะไรไม่ถูก หัวเราเริ่มมีเหงื่อออกมากขึ้นจากความกลัว ตอนนี้เราพอจะรู้แล้วว่ามันคืออะไร
'ฉิบหายแล้ว ทำไงดีๆๆๆ?'
'ใครก็ได้ช่วยด้วย!!' ถึงจะคิดในใจแบบนั้น แต่ตอนนั้นไม่มีแม้แต่แรงจะส่งเสียง
"ซี๊ดด...." เสียงหายใจแปลกๆของชายหนุ่มดังใกล้หูของเรามาก และลมหายใจอุ่นๆก็พ่นรดที่ต้นคอของเรา
"............." เราขนลุกไปทั้งตัว ขาเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เหมือนกำลังจะหมดแรงที่จะยืน
แต่ในหัวเราก็ยังคงไม่หยุดคิด
'ทำยังไงดีๆๆ แย่แล้วแย่แน่ๆ ฮือออ ย่าช่วยด้วย พ่อช่วยไนท์ด้วย แม่ช่วยไนท์ด้วย' เราได้แต่คิดะโอยู่ในใจ
แต่แล้วเราก็มองไปที่กำแพงตรงหน้า มันมีช่องอากาศอยู่
แต่ว่าช่องนี้ใช้หนีไม่ได้ ส่งเสียงก็คงไม่มีใครได้ยิน เพราะมันแคบมาก มันกว้างประมาณแค่ข้อมือของเด็กเจ็ดขวบแบบเราเท่านั้นเอง
'อย่างน้อยเราก็ต้องหลอกมันว่าเราไม่เคยขึ้นมา เราไม่ได้อยู่แฟลตนี้ อย่างน้อยมันจะได้ไม่รู้จักบ้านเรา'
"เอ่ออ...สูงจังเลยนะฮะเนี่ย มะ..ไม่เคยขึ้นมาเล่นบนนี้มาก่อนเลย แหะๆ"
'ปู่ช่วยไนท์ด้วยนะ' เราอธิฐานในใจครั้งสุดท้าย
ถึงปู่ที่เราไม่เคยมีโอกาสได้เจอ เพราะปู่เสียไปตอนเราเพิ่งเกิดได้ไม่นาน
'เนียนสุดๆ จบแน่แล้วความบริสุทธิ์กู..อีไนท์ อีโง่ อีควา#฿&! ทำไมมึงถึงโง่แบบนี้' เราได้แต่ก่นด่าตัวเอง
แต่ว่าในตอนนั้นเอง กลับมีลมแรงพัดลอดจากช่องอากาศ พัดเข้ามาอย่างแรงมาก ทำให้เศษฝุ่นในห้องนั้นฟุ้งกระจาย แต่ว่าเราที่อยู่ใกล้กับช่องอากาศที่สุด ก็รู้ตัวได้ก่อนเลยก้มหน้าหลับตาเอาไว้
พอดีกับผู้ชายคนนั้นจับตัวเรา ให้เราหมุนตัวหันหน้ากลับไปหาเค้า ตอนที่เรากำลังหมุนตัวไปตอนนั้นเอง เราก็สังเกตเห็นประตูเหล็กที่พิงอยู่ข้าง ๆ
เราเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันถูกยึดหรือถูกล็อคไว้หรือเปล่า แต่อย่างน้อยเราก็อยากหาอะไรคว้าเอาไว้ เราเลยอาศัย่ที่กำลังหมุนตัว เอามือซ้ายไปคว้าประตูเหล็กบานนั้นเอาไว้
แต่ภาพที่เราหันกลับเจอก็ยิ่งทำให้เราตกตะลึง สติของเราที่เพิ่งจะเรียกกลับมาได้ ก็ต้องมีอันสลายไปอีกครั้ง ไส้กรอกเนื้อท่อนใหญ่สีแดงค่อนไปทางสีออกม่วง มันมีเส้นเืที่กำลังบวมเป่งอยู่ทั่วทั้งท่อน กำลังชี้มาที่หน้าของเราจนแทบจะทิ่มหน้า
'ไอ้ที่ถูหลังเรามาสักพักคือไอ้อันนี้อ่ะหรอ!! แล้วจุ๊ดจู้คนเรามันจะใหญ่โตได้ถึงขนาดนี้เลยหรอวะเนี่ย!!!!'
คือเราก็มีจุ๊ดจู้ แต่เราก็ไม่เคยเห็นจุ๊ดจู้ของผู้ใหญ่มาก่อน แม้แต่ของเด็กวัยเดียวกันเราก็ไม่เคยดู เรารู้ตัวว่าเราชอบเพศเดียวกันมาั้แ่ตอนที่อยู่อนุบาล2 ก็คือเรารู้ตัวว่า ตัวเราชอบเด็กผู้ชายด้วยกันมาั้แ่ตอนสี่ขวบแล้ว
จนมาเกิดเื่ที่เล่นพ่อแม่ลูก แล้วเื่มันบานปลายนั่นแหละ ด้วยความที่ยังเด็กเราก็เลยรู้สึกว่า การที่เราไปเล่นเกาะแกะกับเด็กผู้ชายคนอื่น จะทำให้คนอื่นไม่ชอบ และสร้างปัญหาตามมาได้แบบที่เราอยากเล่นเป็แม่
หลังจากเื่ในตอนนั้น จิตสำนึกของเราเลยทำให้เราพยายามเลี่ยง ที่จะใกล้ชิดกับเด็กผู้ชายคนอื่นมาตลอด เหมือนกับตอนที่โดนไอ้ห้าคนนั้น ล็อคคอแล้วชวนไปฉี่ด้วยกัน แต่เราก็พยายามปฏิเสธสุดตัว
ตัดกลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน เราที่กำลังอึ้งกับขนาดของ 'จัมโบ้จุ๊ดจู้' อยู่นั้น
"อ่าา..ห์~ ช่วยพี่หน่อยนะ เดี๋ยวพี่ให้เงินไปซื้อขนม.."
ชายหนุ่มพูดพร้อมกับทำเสียงหายใจแปลกๆ พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งรูดแท่งเนื้อ จนมีน้ำใสๆไหลซึมออกมา
".................." เราทำหน้าแบบกำลังจะร้องไห้ คือจะร้องไห้จริงๆแล้วในตอนนั้น
"นะๆ.. เดี๋ยวพี่ให้เงินไปซื้อหนม ซี๊ด.. ให้เงินเยอะเลยด้วย"
ชายหนุ่มกางฝ่ามือออกเผยให้เห็นธนบัตรสีม่วง พร้อมกับเสียงคราง แต่ว่าในตอนนั้นเอง ความกลัวที่เรากดเอาไว้ก็ะเิออกมา
'วิ่ง..ต้องวิ่ง อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว คน ๆ นี้ต้องเป็พวกเดียวกับพวกขี้ยาแน่ ๆ หนี! ..ยังไงก็ต้องหนี!!'
มือของเราที่คว้าประตูเหล็กไว้อยู่ ถูกดึงจากแรงเหวี่ยง เพราะเรา้าแรงส่ง เพื่อที่จะวิ่งออกไปข้างนอก
"เอ้ยจะไปไหน?!!!" ชายหนุ่มเห็นว่าเราทำท่าจะหนี ก็คว้าตัวเราเอาไว้ทันที
แอ๊ดด.. ตึ้ง!!!!
ประตูเหล็กบานนั้นได้ล้มลงมาใส่ผู้ชายคนนั้น
"จะไปไหน....โอ้ยยตากู!!!!"
แต่ว่าประตูเหล็กบานนั้นมันกลับเบามาก เบาขนาดที่เราเองยังใ ตอนแรกเราคิดเอาไว้ว่าถ้าประตูล้มลงมา น้ำหนักของประตูน่าจะช่วยรั้งผู้ชายคนนั้นไว้ได้บ้าง
หรืออย่างน้อย ๆ ถ้าประตูมีน้ำหนักมากพอ มันก็จะทับทั้งเราและผู้ชายคนนั้นไปพร้อมกัน แต่ว่าประตูมันกลับเบามาก จนผู้ชายคนนั้นใช้แค่มือเพียงข้างเดียวก็ค้ำบานประตูเอาไว้ได้ แล้วยังใช้มือที่เหลืออีกข้างคว้าจับตัวเราเอาไว้ได้อีก
แต่ที่เรานึกไม่ถึงก็คือ เศษฝุ่นที่รวมกันอยู่บนขอบบานประตู ในตอนนี้ชายคนนั้นค้ำบานประตูที่หล่นลงมา มันได้เคาะเอาเศษฝุ่นลงมา ใส่หน้าของผู้ชายคนนั้นเต็มๆ
จากคำสบถเลยทำให้เรารู้ว่าฝุ่นเข้าตามัน มันเลยต้องปล่อยมือที่กำลังล็อคตัวเราไว้ เราพุ่งตัวออกมาได้สำเร็จ แต่ว่าคน ๆ นั้นก็กรีดร้องแล้วก็พยายามจะตามออกมา
ส่วนเราที่พุ่งตัวออกมาด้วยความเร่งรีบและความกลัว ก็ทำให้ขาเราก็ไม่ค่อยมีแรง เลยกลายเป็ล้มไถลกลิ้งออกมา
"โอ้ยย.. เดี๋ยวอย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน!!"
ชายคนนั้นพยายามจะตามมาไล่จับเราต่อ แต่ว่ามีหรอที่เราจะยอมหยุด อุตส่าห์วิ่งออกมาได้แล้ว
'ขืนโดนจับได้อีกล่ะก็ จะโดนอะไรบ้างก็ไม่รู้ ยิ่งไปทำมันเจ็บตาแล้วด้วย'
ชายคนนั้นพยายามมาไล่คว้าตัวเรา พร้อมกับร้องโอดโอย เราเองก็พยายามวิ่งหนี แต่ตอนนี้อยู่ๆขาก็ดันไม่มีแรงขึ้นมาซะอย่างงั้น จะวิ่งขึ้นไปชั้นห้าตรง ๆ ก็ไม่ได้ เพราะกลัวว่าเดี๋ยวมันตามหาบ้านเราเจอ
เราก็เลยตัดสินใจวิ่งลงไปที่ชั้นสามแทน แต่ด้วยขาที่ยังไม่ค่อยมีแรงเลยทำให้กลายเป็ว่า เราดันกลิ้งตกบันไดลงไปที่ชั้นสาม