หลิวเม่ยกำลังบ้าคลั่ง ความตื่นตระหนกที่ไม่อาจอธิบายได้เกิดขึ้นในจิตใจของเธอ
เ้าเด็กนี่รู้จักเธอดีขนาดนี้ได้ยังไง? แม้กระทั่งชื่อในสมัยเรียน เขาก็ยังไปตามสืบค้นมาจนได้
ต้องทราบเสียก่อนว่า หลิวเม่ยนั้นลงทุนลงแรงไปไม่น้อยเพื่อปกปิดตัวตนในอดีต ไม่ต้องพูดถึงคนทั่วไป แม้แต่อดีตเพื่อนร่วมชั้น เมื่อมาเห็นเธอในตอนนี้ก็อาจจะจำเธอไม่ได้
ใน่หลายปีมานี้ เธอไม่ใช่แค่สร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ แม้กระทั่งรูปร่างหน้าตาก็ยังไปปรับเปลี่ยนมาในระดับหนึ่ง เรียกง่าย ๆ ว่าไปทำศัลยกรรมมานั่นแหละ ตอนนี้เธอทั้งเซ็กซี่และมีเสน่ห์เย้ายวนมากขึ้น แม้แต่คนที่เคยรู้จักกันก็จำเธอไม่ได้ง่าย ๆ
ถูกต้อง หลิวเม่ยเคยเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งของเมืองิจู และเป็ศิษย์เก่าของโรงเรียนเช่นเดียวกับหลานซินและเซียวเจิ้ง เป็อย่างที่เซียวเจิ้งพูด ใน่มัธยมปลาย เธอใช้เสน่ห์ของเธอทำร้ายนักเรียนชายที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องจำนวนไม่น้อย รวมไปถึงอาจารย์ในโรงเรียน และในที่สุดเธอก็ได้รับกำไรก้อนแรกมา
หลังจากที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน เธอได้ทุ่มเงินเก็บทั้งหมดมาเปิดสถานอาบอบนวด ทำธุรกิจเกี่ยวกับเรือนร่าง สะสมเครือข่ายและเส้นสายไปทีละขั้น รวมไปถึงทำความรู้จักกับนักเลงที่มีชื่อเสียงบางคน
ต่อมา เธอได้ตั้งนามแฝงให้กับตัวเองว่ากุหลาบดำ และจงใจสร้างตัวเองให้เป็หญิงแกร่งที่มีพันธมิตรอยู่มากมาย ซึ่งในความเป็จริงแล้ว เธอเพียงแค่โผเข้าสู่อ้อมแขนและขึ้นเตียงกับคนระดับหัวหน้าแก๊งค์แค่ไม่กี่คนเท่านั้น อีกทั้งยังไม่กล้าขอค่าตัวด้วย
แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็ยังไง พื้นฐานทางเศรษฐกิจของหลิวเม่ยก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ สถานอาบอบนวดที่เคยเปิดเพียงหนึ่งแห่งก็มีมากกว่าหนึ่งโหล เธออาศัยอยู่ในคฤหาสน์หรู ขับรถยี่ห้อดัง มีบอดี้การ์ดคอยเดินตามเป็ขบวน และในอนาคตอันใกล้นี้ หลิวเม่ยก็จะต้องก้าวเข้าสู่ความสำเร็จ เธอจะเปิดบริษัท ทำการฟอกเงินภายใต้ช่องทางต่างๆ และกลายเป็เ้าของกิจการแสนสวยผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง
เมื่อถึงตอนนั้น ผู้ชายที่มีสิทธิ์นอนข้างหมอนของเธอก็จะไม่ใช่คนรวยที่ไร้ความรู้และประสบการณ์อย่างเสี่ยลิ่ว แต่เป็คนใหญ่คนโตที่อยู่ในสังคมชนชั้นสูงอย่างแท้จริง!
หลิวเม่ยคือผู้หญิงฉลาด เธอสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจากผู้หญิงธรรมดาที่ไม่มีอะไรเลย ให้กลายเป็เ้าแม่ผู้โด่งดังบนท้องถนนได้ภายใน 10 ปี เธอเล่นสนุกกับพวกคนรวยที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์อย่างเช่นเสี่ยลิ่วมานักต่อนัก และกำราบผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จและมาจากชาติตระกูลที่ดี แต่ไม่รู้จักคนในวงการนักเลงอย่างหลานซินได้อย่างอยู่หมัด เรียกได้ว่าเส้นทางของเธอ สามารถตีความความหมายที่แท้จริงของสำนวนที่ว่า ‘ไก่ป่ากลายเป็หงส์’ ได้เป็อย่างดี
ก่อนที่เธอจะเจอกับเซียวเจิ้ง เธอเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์
แต่ว่าตอนนี้ เธอกำลังเผชิญปัญหาใหญ่
ความลับของเธอถูกเปิดเผยซะแล้ว!
หลิวเม่ยทั้งโกรธทั้งอับอาย ราวกับกำลังเปลือยกายอยู่บนถนนและถูกคนอื่นเห็นเข้า เธอนึกอยากจะยกขาที่นั่งไขว้กันไปกระทืบเซียวเจิ้งให้กระดูกกลายเป็ผุยผง!
“เป็อะไรไป? ถูกฉันจับโกหกได้ก็เลยโกรธมากงั้นเหรอ? อยากจะฆ่าคนขึ้นมางั้นสิ?”
เซียวเจิ้งคลี่ยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายราวกับปีศาจ
“เสี่ยลิ่ว เสี่ยจะเชื่อมัน หรือว่าจะเชื่อฉันคะ?” จู่ ๆ หลิวเม่ยก็หันหน้ากลับไปถาม
“ฉันไม่เชื่อใครทั้งนั้นแหละ!”
เสี่ยลิ่วตบโต๊ะและลุกขึ้นยืน พนักงานในบาร์เกือบสิบคนเดินเข้ามาล้อมทันที ทั้งเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพนักงานเสิร์ฟ ต่างก็เป็ผู้ชายรูปร่างกำยำ ขอเพียงแค่เขาออกคำสั่งสักคำ หลิวเม่ยกับเซียวเจิ้งก็อาจจะถูกฉีกร่างเป็ชิ้น ๆ ได้!
เมื่อหลิวเม่ยเห็นแบบนี้ ใบหน้าของเธอก็บิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด และคิดกับตัวเองว่า หากไม่จัดการเซียวเจิ้งที่รู้ข้อมูลเชิงลึกของเธอเสียก่อน การโน้มน้าวใจเสี่ยลิ่วที่กำลังหงุดหงิดก็เป็เื่ยาก เธอจึงอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ และจ้องมองเซียวเจิ้งด้วยสายตาเ็า
“ฉันไม่สนใจว่านายเป็ใคร และมาใส่ร้ายฉันด้วยเหตุผลอะไร วันนี้ฉันไม่มีทางปล่อยให้นายมีชีวิตรอดออกไปแน่นอน!”
สิ้นเสียงของเธอ ชายหนุ่มสี่คนที่ดูแข็งแกร่งและโเี้ก็เดินออกมาจากพื้นที่สำหรับพนักงาน ทั้งสี่คนเดินเข้ามาใกล้ ดึงมีดสั้นที่เปล่งแสงแวววาวออกมาจากเอว และจ้องมองเซียวเจิ้งตาเขม็ง รอเพียงแค่หลิวเม่ยออกคำสั่ง เซียวเจิ้งก็จะถูกแทงจนกลายเป็รังแตน
“โฮ่ ทำธุรกิจได้เชี่ยวชาญขนาดนี้เชียวเหรอ?”
เซียวเจิ้งเหลือบตามองหลิวเม่ยที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้อย่างมีเลศนัย พร้อมทั้งหัวเราะจนตาหยี
“เพื่อปกปิดเื่ราวในอดีตที่เธอทนมองย้อนกลับไปไม่ได้ เธอต้องทำเื่นองเืไปไม่น้อยเลยสินะ?”
“หยุดพล่ามได้แล้ว!”
หลิวเม่ยลุกขึ้นยืน และะโก้องด้วยความโกรธแค้น
“ไปฆ่ามัน!”
หลังจากที่ชายหนุ่มผู้โเี้ทั้งสี่คนได้ยินคำสั่งนี้ ก็รีบพุ่งเข้าหาเซียวเจิ้งที่ยังคงไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนใจราวกับสัตว์ป่า ดูจากที่ทั้งสี่คนไม่มีท่าทีต่อต้านการกระทำอันรุนแรงนี้เลย เซียวเจิ้งจึงมีเหตุผลที่จะเชื่อว่า คนพวกนี้ไม่ได้ทำเื่แบบนี้กันเป็ครั้งแรก ถึงจะบอกว่าบนร่างกายของพวกเขาได้แบกชีวิตคนเอาไว้ เซียวเจิ้งก็จะไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียว
เพียงชั่วพริบตาเดียว ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าได้ใช้มีดสั้นในมือเงื้อมแทงเข้าใส่หน้าอกของเซียวเจิ้ง อีกเพียงไม่กี่เิเเท่านั้น เขาก็จะแทงทะลุหัวใจของเซียวเจิ้งได้สำเร็จ เมื่อถึงตอนนั้น ถึงหมอเทวดาฮัวโถจะยังมีชีวิตอยู่ ก็อย่าหวังว่าจะพลิกวิกฤตได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเซียวเจิ้งกล้าพอที่จะบุกเข้ามาในถ้ำเสือบึงัอย่างบาร์แฟนธ่อมเพียงคนเดียว แน่นอนว่าเขาจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้ว
ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังจู่โจมเข้ามา ดวงตาสีดำสนิทและล้ำลึกของเขาก็เผยจิตสังหาร คลื่นความกดดันที่ทำให้ผู้คนหายใจไม่ออกได้ปะทุออกมาจากร่างกายของเขา
ขวับ!
เขาคว้าข้อมือของผู้โจมตี แล้วพลิกฝ่ามือนั้นให้มีดสั้นแทงทะลุต้นขาของอีกฝ่ายแทน เืสาดกระเซ็นออกมาราวกับน้ำพุ ยิ่งเมื่อกลิ่นของมันผสานกับกลิ่นแอลกอฮอล์อันรุนแรงภายในบาร์ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสะอิดสะเอียน
เพล้ง!
เมื่อชายหนุ่มคนที่สองวิ่งตรงเข้ามา เซียวเจิ้งก็คว้าเอาขวดไวน์แข็ง ๆ ทุบลงไปบนหน้าผากของอีกฝ่ายเต็มแรง จนเกิดเสียงดังลั่นขึ้นมาพร้อมกัน ไวน์ที่ผสมกับเืสาดกระจายไปทั่ว ชายหนุ่มคนนั้นทนรับการโจมตีอันรุนแรงนี้ไม่ไหว เขาสลบเหมือดลงไปกับพื้นทันที
ฉัวะ!
เซียวเจิ้งผู้โเี้ไม่รอให้ใครตั้งตัวทัน เขาแทงขวดไวน์ที่แตกไปครึ่งหนึ่งเข้าใส่หน้าอกของชายหนุ่มคนที่สาม จนเืไหลทะลักออกมาจากปากขวดและพุ่งออกไปไกลราวกับเปิดก๊อกน้ำ
“อยากตายนักใช่ไหม?”
เซียวเจิ้งหันหน้าไปมองชายหนุ่มคนที่สี่ ที่พยายามจะลอบโจมตีเขาจากทางด้านหลังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ชายคนนั้นหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก ขาสั่นเทิ้มเหมือนกับชิงช้า แม้แต่มีดสั้นในมือก็ยังสั่นสะท้านอย่างรุนแรงไปพร้อม ๆ กับแขนของเขา เขาไม่มีเรี่ยวแรงที่จะโจมตีอีกต่อไปแล้ว
เพียงแค่ไม่กี่วินาที เซียวเจิ้งก็ทำลายการโจมตีของทั้งสามคนลงอย่างง่ายดาย ชายหนุ่มคนที่สี่กำลังหวาดผวาเพราะวิธีการอันโเี้รุนแรงของเขา ไม่ต้องพูดถึงเื่ต่อต้าน แม้แต่จะหลบหนีก็ยังไม่กล้าพอ ทำได้แค่ยืนเหงื่อแตกพลั่ก ตัวสั่นสะท้านราวกับมีอาการชักกระตุกเท่านั้น
“เสี่ยลิ่ว ผมขอเตือนด้วยความหวังดี ถ้าคุณมั่นใจว่าจะฆ่าผมได้ คุณก็ปล่อยให้ลูกกระจ๊อกพวกนั้นลงมือเลย แต่ถ้าไม่ คุณก็ควรจะอยู่เฉย ๆ”
เซียวเจิ้งจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ แล้วกล่าวเตือนอีกฝ่ายด้วยท่าทีเกียจคร้าน
“เพราะตอนนี้ผมยังไม่อยากฆ่าใคร”
คำเตือนจากเซียวเจิ้งทำให้เสี่ยลิ่วเซกลับไปนั่งลงบนโซฟา หยดเหงื่อเย็น ๆ ไหลลงมาบนใบหน้าท้วม เหงื่อที่ไหลซึมลงไปในดวงตาทำให้ยากที่จะลืมตาได้
พฤติกรรมอันน่ารังเกียจของเสี่ยลิ่วแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกภายในใจของเขา เซียวเจิ้งพ่นควันบุหรี่ออกมา จากนั้นเดินเข้าไปหาหลิวเม่ยพร้อมกับรอยยิ้ม
“ฉันล่ะอิจฉาเธอจริง ๆ โชคดีนะที่คนที่เธอล่วงเกินในตอนนี้คือฉัน”
หลิวเม่ยหน้าซีดเผือด เรือนร่างบอบบางรวมไปถึงริมฝีปากสีแดงของเธอกำลังสั่นสะท้าน
“น้องชาย นาย้าอะไร? ขอเพียงแค่พี่สาวมี พี่สาวจะยกให้นายหมดเลย”
“หยุดทำตัวหน้าด้านได้แล้ว” เซียวเจิ้งกล่าวเหยียดหยาม
“เธอเป็พี่สาวของใคร? เชื่อไหมว่าฉันใช้มีดกรีดหน้าสวย ๆ ของเธอได้?”
หลิวเม่ยผงะ เซไปด้านหลัง “ขอร้องล่ะ อย่าทำอะไรฉันเลย.........”
หน้าสวย ๆ ?
อาจกล่าวได้ว่า ที่หลิวเม่ยอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้ มันก็เป็เพราะว่าเธออาศัยใบหน้าอันทรงเสน่ห์นี้ ถ้าหากทำลายใบหน้าของเธอ มันจะต่างอะไรไปจากการฆ่าเธอให้ตาย?
“ใจปลาซิวขนาดนี้ ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเ้าแม่อีกเหรอ?” เซียวเจิ้งกล่าวเย้ยหยัน
“ถ้าไม่เห็นว่าเธอเป็ศิษย์เก่าเหมือนกับฉัน ฉันก็คงจะกรีดหน้าเธอสัก 2 – 3 แผลไปแล้ว”
หลิวเม่ยรีบร้องขอความเมตตา และบอกว่าต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีก
“ไสหัวไปซะ” เซียวเจิ้งปรายตามองหลิวเม่ย
เมื่อได้ยินแบบนั้น เธอก็รีบวิ่งหนีไป
“เดี๋ยวก่อน” เซียวเจิ้งกล่าวออกมา
“น้องชายยังอยากสั่งอะไรอีก?”
หลิวเม่ยเอ่ยถามด้วยความหวาดกลัว
“ฉันสืบประวัติของเธอได้ ฉันก็สามารถตามหาบ้านของเธอได้เหมือนกัน อย่าคิดที่จะเล่นตุกติกลับหลังฉัน ถ้าเธอยังอยากอยู่ในเมืองิจูต่อไป”
“ไม่กล้าหรอกจ้ะ ฉันไม่กล้าหรอก........”
หลิวเม่ยหวาดกลัวมาก เมื่อแน่ใจแล้วว่าเซียวเจิ้งไม่มีอะไรจะพูดกับเธออีก เธอก็ออกไปจากแฟนธ่อมด้วยความหวาดผวาจนเยี่ยวรดตดหาย
“ผู้หญิงอะไรไม่รู้จักรักษาท่าทีเอาซะเลย วิ่งหนีไปด้วยสภาพน่าอับอายขนาดนั้น หลังจากนี้จะยืนอยู่ในสังคมยังไง?”
เซียวเจิ้งแสดงความคิดเห็นออกมาราวกับว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จากนั้นเขาก็หันไปมองหน้าเสี่ยลิ่ว หลังจากที่จัดคอเสื้อของตัวเองให้เรียบร้อย เขาก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามเสี่ยลิ่ว แล้วกล่าวว่า
“เสี่ยลิ่ว คุณจะจ่ายเงินเมื่อไหร่?”
“เมื่อไหร่ก็ได้!” เสี่ยลิ่วกล่าวอย่างใจกว้าง
เสี่ยลิ่วมีฐานะทางการเงินที่ไม่เลว แต่บริหารบาร์ได้ย่ำแย่และขาดทุนอย่างหนัก แน่นอนว่าเขาไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงินให้กับซินอ้าว นอกจากนี้ยังเป็เพราะถูกหลิวเม่ยยุยง เขาถึงได้หลงผิดจนไปฟังคำพูดไร้สาระของหลิวเม่ย
ถ้าหากเขารู้ว่าในซินอ้าวมีคนที่โเี้ขนาดนี้อยู่ล่ะก็ เขาจะยังกล้าติดหนี้ได้ยังไง?
“ผมได้ยินมาว่าคุณติดหนี้ซินอ้าว 20 ล้านหยวนมานานกว่าครึ่งปีแล้วใช่ไหม?” เซียวเจิ้งเอ่ยถามด้วยท่าทีสบาย ๆ
“6 เดือน” เสี่ยลิ่วรีบอธิบาย
“6 เดือนปัดเศษขึ้นไปก็คือ 1 ปี” เซียวเจิ้งเอ่ยถามต่อไปว่า
“อัตราดอกเบี้ยสูงสุดประจำปีของเมืองิจูในตอนนี้คือเท่าไหร่?”
“25” เสี่ยลิ่วตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“เ้าเล่ห์นักนะ!” เซียวเจิ้งเลิกคิ้วขึ้น แล้วสบถออกมา
“ดอกเบี้ยเกินอัตราของการกู้ยืมเงินเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันคือ 30!”
เสี่ยลิ่วลนลาน รีบอธิบายออกไป “ตอนนี้มีมาตรการปราบปราม สถานการณ์ในตลาดก็ไม่ดีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว...........”
“25 ก็ 25”
เซียวเจิ้งโบกมืออย่างไร้ความอดทน แล้วเริ่มต้นคำนวณ
“เงิน 20 ล้านหยวน 1 ปี ดอกเบี้ย 25 ก็เป็ 25 ล้านหยวน ถูกต้องไหม?”
“ใช่แล้ว” เสี่ยลิ่วเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
“จ่ายเงินก่อนมื้อเย็น คุณทำได้ไหม?” เซียวเจิ้งถามอย่างตรงไปตรงมา
“ผมเอาเงินสดจำนวนมากขนาดนั้นออกมาแบบปุบปับไม่ได้หรอก........” เสี่ยลิ่วกล่าว
“คุณอยากให้ผมสอนวิธีโอนเงินให้ไหมล่ะ?” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่ต้องหรอก.......” เสี่ยลิ่วพยักหน้า แล้วโค้งเอวคำนับ “ผมจะจ่ายเงินก่อนมื้อเย็นแน่นอน”
“จำเอาไว้ว่าต้องเป็มื้อเย็นของวันนี้” เซียวเจิ้งสูบบุหรี่ต่อไป ก่อนที่จะตบบ่าเสี่ยลิ่ว
“ข้อแรกคือคุณไม่ใช่ผู้หญิง ข้อที่สองคือคุณไม่ใช่ศิษย์เก่าในโรงเรียนเดียวกับผม ความอดทนที่ผมมีต่อคุณมันค่อนข้างจะมีขีดจำกัด”
“คุณไม่ต้องห่วง ผมจะจ่ายเงินให้ตรงเวลาอย่างแน่นอน” เสี่ยลิ่วให้สัญญา
เซียวเจิ้งยิ้มรับ และส่งบุหรี่ให้เสี่ยลิ่วหนึ่งมวน “จ่ายเงินคืนั้แ่แรกก็จบแล้ว ไม่น่าอ้อมค้อมให้มากความ จริงไหม?”
“ชะ ใช่แล้ว” เสี่ยลิ่วพยักหน้า แต่เืไหลหยดออกมาจากหัวใจ
เป็หนี้ 20 ล้านหยวน แต่กลับต้องจ่าย 25 ล้านหยวน ยัยหลิวเม่ยน่าตายนั่น เจอกันครั้งหน้า เธอไม่รอดแน่!
หลังจากที่สะสางปัญหาเื่หนี้สินเสร็จแล้ว เซียวเจิ้งก็รั้งตัวเสี่ยลิ่วที่ถูกทำร้ายจิตใจเอาไว้ เพื่อให้มาดื่มชายามบ่าย หรือก็คือไวน์ด้วยกัน เมื่อแคะขี้ฟันเสร็จ เขาก็เดินออกไปจากแฟนธ่อม นั่งรถประจำทางกลับไปยังซินอ้าว และแอบคิดในใจว่า
ถึงจะเขียนการทำความดีลงไปในไดอารี่ได้ ก็เอาไปเผยแพร่ที่ไหนไม่ได้อยู่ดี แต่ด้วยความฉลาดของผู้อำนวยการหลาน เธอจะต้องคาดเดาผ่านเบาะแสได้อย่างแน่นอนว่าฉันคือคนที่อยู่เื้ัเื่นี้ เมื่อถึงตอนนั้น ถ้าฉันไปผูกมิตรกับสาวสวยในแผนกการเงิน เธอจะต้องไม่ขัดขวางฉันแน่ ดีไม่ดีเธออาจจะช่วยแนะนำให้ฉันอย่างลับ ๆ ก็ได้ แค่คิดถึงวันที่จะได้โอบกอดสาว ๆ ในกุฏิแม่ชี ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว.....