แสงแดดยามบ่ายของวันเสาร์ ทำเอาเปรี้ยวที่ออกมาช่วยพ่อนั่งเฝ้าร้านแทบทนไม่ไหว พัดลมตัวเล็กที่เปิดอยู่ก็พัดเอาแต่ลมร้อนออกมากระทบร่างจนร่างเล็กเต็มไปด้วยเหงื่อ ยังดีที่พ่อเใจดียอมให้เธอหยิบน้ำอัดลมที่อยู่ในตู้แช่ออกมากินได้
เปรี้ยวเหม่อมองไปนอกร้าน บรรยากาศภายในซอยคึกคักั้แ่เช้า ทั้งจากบรรดารถของพวกเซียนมวยทั้งหลาย ไหนยังรถของพวกแฟนมวยที่ทยอยขับเข้ามาจับจองพื้นที่ในลานจอดรถกันหลากหลายคัน
เหตุก็เพราะวันนี้เป็วันชกนัดสำคัญของ ‘เพชรภูผา ส.เพชรทวี’
แต่จากสถานการณ์ของพี่ผาที่เธอได้ยินมา เปรี้ยวก็อดที่จะตื่นเต้นและเป็กังวลแทนเขาไม่ได้
“พ่ออ!!!”
“เฮ้ย!!! ใหมดไอ้ลูกคนนี้นิ…. มีอะไร จะะโทำไม”
“เปรี้ยวเป็ห่วงพี่ผาน่ะขอไปดูหน่อยได้ไหม….เมื่อวานสีหน้าพี่เขาไม่ดีเลย”
“เหรอ….เออๆ ….ไปแล้วก็พูดดีๆ อย่าไปกวนตีนพี่เขาล่ะ อะ….ไหนๆ ก็ไปแล้วเอาอันนี้ไปให้เฮียด้วย บอกว่าพ่อฝากมา”
ฟุบ!!!
คนเป็พ่อโยนถุงพลาสติกมัดหนังยางมาทางเธอ เปรี้ยวมองมันเล็กน้อยก็เก็บเข้ากระเป๋าโดยไม่ได้สงสัยอยากรู้ว่ามันคืออะไร
ร่างเล็กในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงเจเจสีสด เดินคีบแตะช้างดาวคู่ใจก้าวฉับๆ เข้าไปในค่าย จุดหมายแรกของเธอคือเฮียเ้าของค่าย หลังจากที่ส่งมอบของเสร็จเธอก็ถามหาพี่ผาทันที
“พี่ผาล่ะเฮีย….”
“หลังค่ายโน้น….แล้วอย่าไปกวนตีนพี่เขาล่ะ ไม่งั้นเฮียจะมะเหงกให้!!!”
“โอยยยย….ทั้งพ่อทั้งเฮียเห็นเปรี้ยวเป็คนยังไง เปรี้ยวออกจะเป็เด็กดีแท้ๆ”
“จ้าๆ ….เด็กดีจนโดนไอ้พี่ผาของเอ็งเตะเอาบ่อยๆ”
เปรี้ยวเดินมุ่ยปากบ่นงึมงำว่าทุกคนใส่ร้ายไปยังทิศทางที่เฮียชี้มา เด็กสาวเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงบริเวณหลังค่ายมวย ตรงลานโล่งใต้ต้นหูกวางต้นใหญ่ เธอเห็นร่างคุ้นตากำลังนั่งสูบบุหรี่พ่นควันโขมงอยู่ตรงนั้นเงียบๆคนเดียว
กลิ่นควันบุหรี่ลอยเอื่อยอยู่ในอากาศ แม้แต่เธอที่ยืนห่างออกมายังได้กลิ่น ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสูบหนักขนาดไหนกัน ในขณะที่เธอกำลังยืนลังเลอยู่นั้นเอง ควันสีขาวอีกสายก็ถูกพ่นออกมา ท่าทางอัดอั้นเหมือนคนไร้ทางออกนั้นทำให้เปรี้ยวรู้สึกอึดอัดแทน
เปรี้ยวเม้มปาก สุดท้ายเธอก็ทนมองคนที่เธอเห็นเป็พี่ชายเครียดไม่ไหว ร่างเล็กกลั้นใจเดินไปหาอีกฝ่าย เสียงฝีเท้าของเธอในที่สุดก็เรียกความสนใจจากร่างสูงได้ในทันที
“นั่งหน้าเครียดเป็หมาเหงาเชียวนะพี่ผา ควันโขมงจนหนูจะสำลักตายอยู่แล้วเนี่ย เป็อะไรของพี่ นัดเย็นนี้ยังไม่ทันเริ่ม….ถอดใจแล้วเหรอ?”
พี่ผาชะงักไป ก่อนที่จะรีบทิ้งบุหรี่ในมือลงพื้นแล้วเอาเท้าขยี้ มือหนาปัดไปมาในอากาศพยายามที่จะปัดควันบุหรี่ให้ออกห่างจากร่างของเด็กสาว
“ไอ้ลิง….ปากมอมนะเราน่ะ กลับไปเลยไป พี่ไม่มีอารมณ์มาต่อปากต่อคำกับเอ็งหรอก”
คิ้วหนาขมวดมุ่น สายตาคมกริบตวัดมองเธอด้วยความระอา ก่อนที่จะเอ่ยปากกลับไล่อย่างไม่ไว้หน้า แต่แม้ว่าเขาจะดูอารมณ์ร้ายกว่าปกติ กระแสเสียงที่พูดออกมากลับสั่นพร่ากว่าทุกครั้ง อีกทั้งมันยังแฝงไปด้วยอารมณ์กดดันอย่างบอกไม่ถูก เพราะอย่างงั้นเปรี้ยวจึงไม่ได้เก็บเสียงตวาดนั้นมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
“ไม่กลับ!!! พี่มีอะไรก็พูดมาสิ….ซึมกะทือเป็ส้วมแบบนี้ ใครเห็นเขาก็ดูออกกันทั้งนั้นว่าพี่มีเื่ในใจ”
“….”
“พี่มีอะไรให้หนูช่วยไหมล่ะ ถ้าหนูช่วยได้….ถ้ามันไม่ยากเกินไปหนูจะช่วย!!!!”
เปรี้ยวเซ้าซี้ไม่เลิก ร่างเล็กขยับไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆอีกฝ่าย ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นจนสุดเพื่อที่จะสบตากับเขา และทันทีที่คำว่า ‘ช่วย’ ออกจากปากของเธอ ร่างของพี่ผาก็ชะงักกึกทันที ร่างสูงค่อยๆ หันขึ้นมาสบตาของเธออย่างช้าๆ ด้วยดวงตาเป็ประกายวาววับ
“จริงเหรอ….ที่บอกว่าจะช่วยน่ะ”
พี่ผาถามเธอเสียงแ่ต่ำ แววตาคู่เดิมที่ดูมืดหม่นวาวโรจน์ขึ้นมาราวคนที่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ร่างสูงขยับเดินเข้ามาประชิดตัวเธอ จนเปรี้ยวที่เป็คนเอ่ยปากจะช่วยเองเริ่มรู้สึกหวั่นๆ
“จะ….จริงสิ แต่หนูชกมวยก็ไม่เป็ นวดก็ไม่ได้….พวกน้ำมันมวยก็ทำได้แค่เทออกจากขวดใส่มือให้พี่ก็เท่านั้นแหละ พะ….พี่ผาอยากจะให้หนูช่วยอะไรล่ะ”
เปรี้ยวอ้อมแอ้มตอบออกไป พร้อมๆ กับค่อยๆ ก้าวถอยหลัง บรรยากาศระหว่างเธอและพี่ผาดูแปลกประหลาดขึ้นทุกที แต่ยังไม่ทันที่เธอจะขยับถอยไปไหนไกล มือใหญ่ของชายหนุ่มตรงหน้าก็รีบคว้าข้อมือเธอเอาไว้ ความร้อนจากฝ่ามือของอีกฝ่ายลวกผิวเธอจนสะดุ้งเฮือก เปรี้ยวพยายามบิดมือหนีแต่ก็สู้แรงของเขาไม่ไหว ตอนนั้นเองที่คำพูดต่อมาของพี่ผาทำเอาเธออ้าปากค้าง
“ถ้าอย่างงั้น….ขอพี่เอาทีหนึ่งสิ”
“หะ….หาาาาาา!!!! พี่ผา….พี่พูดบ้าอะไรเนี่ย พี่กวนประสาทหนูเหรอ”
“ไม่ๆ เปรี้ยวฟังพี่ก่อนคืองี้….”
เห็นเธอใชายหนุ่มชะงักไป ลิ้นหนาแลบออกมาเลียริมฝีปากสีเข้มที่แห้งผาก เปรี้ยวรู้สึกได้ทันทีว่าเขาเองก็กระอักกระอ่วนไม่น้อยไปกว่าเธอเลย พี่ผาขยับปากอ้าๆ หุบๆ พยายามเค้นคำพูดอย่างยากลำบากอยู่พักใหญ่ ก่อนที่สุดท้ายเขาก็ยอมพูดเหตุผลของตัวเองออกมา
“เฮ้อออออออ….มันเป็เคล็ดน่ะ”
“เคล็ด??”
“ใช่….ั้แ่ที่พี่เริ่มขึ้นชกจริงจัง ก่อนแข่งทุกนัดพี่จะต้องมีอะไรกับผู้หญิงก่อนขึ้นเวที ตอนแรกก็คู่นอนบ้าง คนคุยบ้าง ห้าหกปีหลังๆ มานี้พี่ก็คบพี่น้ำก็เป็พี่น้ำที่ทำหน้าที่นั้นมาโดยตลอด”
“แล้ว….”
“มันได้ผลจริงๆ นะเปรี้ยว….พี่ชนะมาตลอด จนกระทั่งสามนัดหลังมานี่แหละที่พี่แพ้”
พี่ผาผ่อนลมหายใจยาวออกมา ก่อนที่จะค่อยๆ อธิบายเหตุผลของเขา จริงๆ เธอว่ามันดูเหมือนเป็การระบายความอัดอั้นของเขาเสียมากกว่า เธอมองคนที่ปกติพูดน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยพ่นประโยคยาวๆ ออกมาโดยไม่ขัด จนกระทั่งเขาพูดจบเธอถึงได้ถามออกไป
“แล้ววันนี้ล่ะ พี่ผามีอะไรกับพี่น้ำรึยัง ลองดูอีกรอบไหมเพื่อว่าจะชนะ”
“….”
พี่ผาที่ได้ยินเธอพูดถึงน้ำแฟนตัวเองก็ยิ่งหน้าเครียดยิ่งกว่าเดิม ดวงตาที่ดุอยู่แล้วก็ยิ่งดุขึ้นไปอีก แต่คราวนี้มันมีอารมณ์อย่างอื่นแฝงอยู่ด้วย ความน้อยใจ….ร่างสูงถอนหายใจยาวออกมาอีกรอบก่อนที่จะพูดต่อว่า
เฮ้อออออออ….ยัง มันไม่ยอมมาหาพี่ที่ค่าย โทรไปก็บอกว่าติดงานๆ พอโทรไปมากๆ ก็ปิดเครื่องหนีไปเฉยเลย จะไปหาที่ห้อง ก็ไปไม่ได้เพราะต้องเก็บตัวซ้อม พี่ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย”
“….”
“ขอล่ะเปรี้ยว….พี่ไม่อยากแพ้ติดกันเป็นัดที่สี่….นัดนี้สำคัญกับพี่มาก ถ้าแพ้อีกพี่คงต้องแขวนนวม”
“….”
“ถือว่าช่วยพี่ ช่วยเฮีย ช่วยค่ายนะเปรี้ยว พี่สัญญาว่ารอบเดียวจบ ชกเสร็จก็แยกย้าย ไม่ว่าผลจะออกมายังไงแพ้หรือชนะพี่จะไม่โทษเราเด็ดขาด”
“แต่….”
เปรี้ยวไปแทบไม่เป็ เธอไม่เคยเห็นพี่ผาด้านนี้มาก่อน เื่ที่อีกฝ่ายบอกว่าถือเคล็ด เกิดมาสิบเจ็ดปีก็เพิ่งจะเคยได้ยินเป็ครั้งแรกนี่แหละ
เธอมองคนที่ตัวเองนับถือเป็พี่ชาย คนที่ตัวเองถือว่าเป็ไอดอล ยอมทิ้งศักดิ์ศรีแล้วเอ่ยปากขอร้องเด็กแบบเธออย่างคนจนตรอก สายตาที่มองมานั้น ทำเอาเธออึกอักพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
“เปรี้ยว….ขอร้องนะ ช่วยพี่ที”
ความรู้สึกสับสนประเดประดังเข้ามา ภาพความทรงจำระหว่างตัวเธอกับคนตรงหน้า ภาพตอนที่เขายืนโดดเด่นอยู่บนสังเวียน ภาพรอยยิ้มตอนได้รับชัยชนะ ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เธอไม่อยากให้รอยยิ้มของเขาหายไป เปรี้ยวเม้มปากแน่นจนเป็เส้นตรง ก่อนที่จะพยักหน้าช้าๆ เป็อันตกลง
“คะ….ครั้งเดียวเท่านั้นนะคะ”
ทันทีที่คำตอบหลุดออกจากปากของเปรี้ยว ใบหน้าที่เคยหม่นหมองของพี่ผาก็พลันสว่างขึ้นมา ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเธออีกครั้งด้วยดวงตาวาววับ มือหนาที่ออกแรงกำข้อมือของเธอเมื่อครู่ เลื่อนลงมาสอดนิ้วกอบกุมมือเล็กไว้ แล้วจูงเธอ เดินดิ่งเข้าไปยังทางเดินแคบๆ หลังค่ายมวย ตรงไปยังห้องเก็บของร้างที่ไร้ผู้คนทันที
มีเวลาเหลืออีกไม่ถึงสองชั่วโมงเท่านั้น ก่อนที่ระฆังบนเวทีจะเริ่มดังขึ้น