“ถอยไป”
การอนกล่าวพลางสะบัดมือเก็บขวานสะบั้นหัวเข้าไปในแหวน พร้อมเดินออกไปด้านหน้า
รีนและทริชต่างก้าวถอยหลังมา พวกนางทั้งคู่รู้ว่าการอนกำลังใช้ทักษะลับที่ซุ่มฝึกมานานหลายปี
สายตาอันแข็งกร้าวจ้องไปยังราฟี้ที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว ไม่นานจึงย่อเข่าลง พลางเกร็งร่างกายทั้งหมดจนสามารถเห็นเส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนใบหน้าและแขนทั้งสองข้าง
ชั่วครู่ ปรากฏพลังงานปฐพีอันมหาศาลไหลขึ้นมาจากพื้น หลอมรวมเข้าทั่วร่างการอน กล้ามเนื้อที่ดูแกร่งแข็งมากอยู่แล้วค่อยๆโป่งพองเด่นชัดจนดูแข็งแกร่งมากกว่าเดิม สีผิวจากสีออกโทนเหลืองค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำช้าๆ เพียงหนึ่งลมหายใจ ทั้งร่างการอนก็กลายเป็นสีดำเงาราวกับเหล็กทมิฬ
“อ่อนหัด คิดใช้เพียงทักษะระดับหายากมาสู้กับข้า”
ราฟี้ตะโกนพร้อมเร่งความเร็วพุ่งไปยังการอน พลังงานสวรรค์ถูกเคลื่อนหลอมรวมเข้ากับดาบทองคู่ จนทำให้เปลวเพลิงที่อยู่บนใบดาบรุนแรงมากยิ่งขึ้น
การอนอัดพลังงานสีเหลืองไปที่เท้าพร้อมพุ่งตัวออกไปอย่างรุนแรง ส่งให้พื้นปูนที่เขายืนในคราแรกแตกกระจาย ทิ้งฝุ่นควันลอยคละคลุ้งอยู่ด้านหน้ารีนและทริช
ร่างสีดำในชุดคลุมสีน้ำเงินและร่างในชุดคลุมสีเทาที่มีกระแสเปลวเพลิงขนาดยักษ์ขนาบข้าง พุ่งเข้าหากันด้วยความเร็วอันบ้าคลั่ง
บานกระจกหน้าต่างตามบ้านเรือนรอบข้างระเบิดออกตามระยะทางที่พวกเขาทั้งสองพาดผ่าน เพียงชั่วพริบตา ร่างทั้งสองก็มาบรรจบกัน
ปัง!!!!
หมัดสีดำเคลือบไปด้วยพลังงานสีเหลืองปะทะเข้ากับดาบสีทองข้างหนึ่งที่มีเปลวเพลิงลุกท่วม ความรุนแรงจากการปะทะครั้งนี้ทำให้พื้นรอบข้างแตกออกเป็นวงกว้าง เส้นพลังงานสีเหลืองและเส้นเปลวเพลิงต่างเคลื่อนไปมารอบตัวทั้งคู่ จนเกิดกระแสลมตีกระจายออกอย่างรุนแรง
นิ่งค้างสักพักราฟี้ก็พลิกตัวหันคมดาบอีกสายฟาดไปยังคอการอน แต่ในช่วงเวลานั้นแขนสีดำอีกข้างก็ตั้งฉากขึ้นรับดาบที่กำลังฟันมาอย่างรวดเร็ว สายตาทั้งคู่จ้องผสานกันราวกับต่างฝ่ายต่างสามารถอ่านความคิดกันออก
เคร้ง!! เคร้ง!! เคร้ง!
หมัดสีดำและดาบสีทองสลับกันรุกรับด้วยความเร็ว ปะทะกันอยู่นานจู่ๆหมัดของการอนก็ดูเหมือนว่าจะค่อยๆเพิ่มความเร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้น จนในที่สุดราฟี้ก็ไม่สามารถมองตามทัน
ในทันทีราฟี้เพ่งสัมผัสจิตวิญญาณออกไปยังร่างการอนเพื่อใช้จับการเคลื่อนไหวแทนตา แต่อย่างไรแขนของนางก็ไม่สามารถตามความเร็วนี้ได้
‘เหตุใดหมัดเจ้าบ้านั่นจึงรวดเร็วนัก หรือมันจะมีทักษะอื่น มิใช่เพียงทักษะกายาทมิฬ’
ชามที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเบิกตากว้าง มันเห็นว่าตอนนี้ราฟี้กำลังเริ่มที่จะโดนกดดันให้ถอยไปด้านหลัง
“ติดอยู่ในอาณาเขตวงเวทหน่วงรั้งแล้วยังมีเวลาหันไปมองผู้อื่นอีกรึ”
พอตแมนกล่าวพลางส่ายหัว
ชามได้ยินดังนั้นก็หันกลับมาทางพอตแมน
“เพียงอาคมกระจอก คิดใช้กักขังข้า”
ว่าแล้วก็ดันตัวลุกขึ้น พลังงานสีขาวเริ่มส่องแสงเจิดจ้าไปรอบตัว ไม่นานพลังงานสีขาวก็ทำท่าว่าจะระเบิด แต่ทันใดนั้นก็มีลูกแก้วสีเหลืองลอยเข้ามาอยู่กลางหัว ราวกับว่าทั้งร่างถูกดูดพลังงานสวรรค์ไปจนหมด ชามคุกเข่าลงอย่างอ่อนแรงพลางหันหน้าจ้องไปที่พอตแมนอย่างหวาดหวั่น
“จะ..เจ้าทำอะไร”
“ข้ามิอยากสังหารผู้คน ฉะนั้นอยู่นิ่งๆไปซะ”
พอตแมนนำมือไขว้หลังอย่างเฉยเมย แม้รากฐานฝึกฝนเขาจะต่ำกว่าชามอยู่หนึ่งขั้นใหญ่ แต่ด้วยสมบัติและทักษะที่มี การจะล้มระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นต้นคนหนึ่ง นับไม่ใช่เรื่องยากลำบากมากนัก
ต้องรู้ว่าผู้ใช้อาคมส่วนมากไม่ได้เป็นดังเช่นพอตแมน โดยส่วนใหญ่ผู้ใช้อาคมจำนวนมากมักจะห่วงแต่เรื่องของอาคม จนใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการศึกษา ทำให้ผู้ใช้อาคมหลายคนไร้ซึ่งทักษะต่อสู้ แม้จะมีศาสตราวุธติดตัวอยู่บ้าง แต่ส่วนมากก็มีเพียงไม้คฑาคนล่ะหนึ่งถึงสองชิ้น
ตอนนั้นเอง จู่ๆก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น
ตูม!!
เปลวเพลิงขนาดใหญ่ราวกับเกลียวคลื่นถูกซัดไปทางการอน ทันทีพลังงานปฐพีถูกควบแน่นไปที่หมัดก่อนจะชกออกไปกลางเกลียวคลื่นเพลิงด้านหน้า
ปัง!!
เปลวเพลิงก้อนยักษ์ถูกแหวกออกไปเป็นสองฝั่ง ตรงกลางช่องว่างขนาดใหญ่ที่ถูกแยกโดยหมัดการอน มีร่างของหญิงชรานางหนึ่งพุ่งลงมาจากอากาศด้วยความเร็ว
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปฝึกทักษะใดเพิ่ม จึงสามารถออกหมัดได้รวดเร็วเช่นนั้น แต่อย่างไรทักษะทั้งสองของเจ้าก็ไม่อาจเทียบระบำเปลวเพลิงของข้าได้”
ดาบสีทองในมือขวาราฟี้ถูกยกชี้ขึ้นไปบนฟ้า เปลวเพลิงที่ลุกไหม้อยู่รอบข้างค่อยๆไหลรวมบนใบดาบ แม้แต่เปลวเพลิงที่อยู่ตรงแผลบนไหล่การอนก็ลอยออกไปรวมด้วย
ไม่นานเปลวเพลิงภายในพื้นที่โดยรอบต่างก็ถูกดูดซับหลอมรวมเข้าไปยังใบดาบสีทองจนหมดสิ้น
การอนเบิกตากว้างมองไปยังเปลวเพลิงอันเข้มข้นที่กำลังบิดตัวไปมาอยู่บนใบดาบสีทองในมือขวาราฟี้
‘เป็นทักษะที่น่ากลัวยิ่ง’
เหงื่อเย็นเยือกไหลท่วมใบหน้าอันเคร่งขรึม หากต้องรับมือกับเปลวเพลิงอันบ้าคลั่งเช่นนี้ ก็คงไม่ต่างอะไรกับฆ่าตัวตาย
ในทันทีการอนดีดตัวถอยไปด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่าง อย่างไรราฟี้กลับไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น นางดีดตัวตามการอนมาด้วยความเร็ว รีนและทริชเมื่อเห็นสถาการณ์เริ่มไม่ดี ก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปช่วย
“อย่าเข้ามา!!!”
สิ้นเสียงตะโกนร่างสีดำของการอนก็ถูกดาบที่อัดแน่นไปด้วยเปลวเพลิงอันน่าสยดสยองฟาดใส่
“อ๊ากก!!”
“ท่านพ่อ!!”
“ท่านพี่!!”
เปลวเพลิงโหมกระหน่ำเผาผลาญทั่วทั้งร่างการอน แม้จะเคลื่อนพลังงานปฐพีคลุมกายพร้อมด้วยทักษะกายาทมิฬที่ทำให้ร่างกายแข็งดั่งเหล็ก ก็ไม่อาจต้านเปลวเพลิงอันคลุ้มคลั่งราวกับปีศาจนี้ได้
เพียงไม่กี่นาทีเปลวเพลิงก็มอดดับ ราฟี้ใช้พลังงานสวรรค์อันมหาศาลไปกับการฟันครั้งสุดท้าย จึงไม่คิดรั้งเปลวเพลิงเผาร่างการอนไว้นานนัก นางต้องการสำรองพลังงานสวรรค์ไว้เผื่อสถานการณ์ไม่คาดคิด
อย่างไรเพียงไม่กี่นาทีที่อยู่กลางเปลวเพลิง ร่างการอนก็ดูเหมือนว่าจะไหม้เกรียมไปทั้งหมด แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังสามารถจับสัญญาณชีวิตได้ นี่ทำให้ราฟี้ปั้นหน้าด้วยความหงุดหงิดพร้อมก้าวเดินเข้าไปยังร่างไหม้เกรียมที่อยู่ในท่าคุกเข่า
“ข้าจะสังหารเจ้า!!!”
เสียงรีนดังมาจากระยะไกล มีดสั้นสีน้ำเงินส่องแสงพร้อมฟาดออกไปด้านหน้า คลื่นพลังงานสวรรค์สีขาวพุ่งตรงไปยังราฟี้ด้วยความเร็ว
“ทักษะพื้นฐานระดับสามัญคลื่นแผ่พุ่งรึ”
ราฟี้ยืนจ้องนิ่งไปยังพลังงานสีขาวที่กำลังพุ่งเข้ามา
“เพียงเด็กรับใช้ในตระกูลข้ายังสามารถใช้ทักษะกระจอกเช่นนี้ได้”
ดาบสีทองในมือขวาถูกสะบัดออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อคลื่นพลังงานสีขาวสัมผัสเข้ากับปลายดาบ มันก็ถูกทำลายสลายหายไปในอากาศทันที
ทว่าตอนนั้น จู่ๆก็มีร่างหนึ่งพุ่งมาจากด้านข้าง ราฟี้ปรายตามองก่อนฟาดดาบสีทองในมือซ้ายออกไป
เคร้ง!!
ดาบสีทองปะทะเข้ากับคฑาสีดำที่ตรงปลายหัวมีผลึกสีแดงฝังไว้ หลังพอตแมนผนึกชามไว้โดยสมบูรณ์ เขาก็คิดจะพุ่งตัวเข้ามาช่วยการอน แต่กลับไม่ทันการ เปลวเพลิงที่เผาผลาญร่างการอนเมื่อครู่มีความรุนแรงมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ในระยะสิบก้าว ครั้นจะร่ายอาคมเรียกวารีเพื่อดับเปลวเพลิงก็ดูเหมือน จะต้องใช้เวลาเขียนอักขระอยู่หลายนาที
ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจ เปลวเพลิงอันคลุ้มคลั่งก็มอดลงเสียก่อน ทำให้พอตแมนอาศัยโอกาสนี้พุ่งตัวเข้ามาช่วย
“นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้ใช้อาคมแห่งอาณาจักร”
ราฟี้กล่าวพลางมองเหยียดไปทางพอตแมน
“ใช่ หากพวกเจ้ามิได้จับตัวลูกศิษย์ข้า เรื่องนี้ก็คงไม่เกี่ยวอันใดกับข้า”
พอตแมนกล่าวพลางควงคฑาในมือ ก่อนจะฟาดหัวผลึกสีแดงไปทางราฟี้
“อ่อนหัด!!”
ราฟี้คำรามพร้อมหลบคฑาสีดำไปด้านข้าง นางพลิกตัวอัดพลังงานสวรรค์ไปที่ปลายเท้า พุ่งไปด้านหน้า หวังสังหารพอตแมน
ขณะนั้นมีดสั้นสีน้ำเงินก็โผล่ฟาดเข้ากลางลำตัวราฟี้ด้วยความเร็ว
“ไร้ค่า!!!”
ราฟี้ตะโกนลั่น พร้อมปลดปล่อยทักษะระบำเปลวเพลิงอีกครั้ง กระแสเปลวเพลิงโหมกระหน่ำขึ้นรอบตัว ไม่นานก็ระเบิดออกเป็นวงกว้าง ส่งร่างรีนและพอตแมนกระเด็นออกไปในระยะไกล
ทิ้งช่วงเพียงเสี้ยววิ สัมผัสจิตวิญญาณราฟี้ก็ตรวจพบศาสตราวุธกำลังพุ่งเข้ามากลางลำคอจากด้านหลัง นี่ทำให้นางแสยะยิ้มอย่างดูถูก
“รนหาที่ตาย”
ราฟี้หันตัวกลับฟาดดาบที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงเข้าใส่ นางคิดว่าผู้ที่โผล่มาด้านหลังนี้จะต้องเป็นทริช แต่แล้วก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ดาบสีฟ้าถูกฟาดมาด้วยความเร็ว ในทันทีที่กระทบเข้ากับดาบสีทอง ร่างของราฟี้ก็ถูกดันถอยออกไปกว่าห้าเมตร
“ใครกัน ที่เจ้าว่ารนหาที่ตาย”
ชิลกล่าวพลางจ้องนิ่งไปยังราฟี้ที่กำลังแสดงท่าทางแปลกใจ ไม่นานท่าทางแปลกใจก็ค่อยๆกลายเป็นท่าทางเปี่ยมสุข
“ฮ่าๆ ดี!! เจ้าโผล่มาให้สังหารโดยที่ข้าไม่ต้องเสียเวลาออกตามหา ยอดเยี่ยม!!”
รีนที่เห็นชิลยืนประจันหน้าอยู่กับราฟี้ จึงคิดก้าวเข้าไปห้ามปราม อย่างไรราฟี้ก็เป็นผู้ฝึกฝนรากฐานสวรรค์ระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นกลางที่สามารถเอาชนะการอน และสามารถรับมือกับทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ได้ ต่อให้ชิลมีทักษะดาบที่สูงส่งเพียงใด การจะต้านทานราฟี้ก็ดูเหมือนจะเป็นได้เพียงฝัน
แต่ก่อนที่รีนจะได้ก้าวเดิน พอตแมนก็เข้ามายืนขวางทางไว้
“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
รีนเงยหน้ามองพอตแมนด้วยสีหน้างุนงง
“ข้าว่าให้เขารับมือกับราฟี้ไป ส่วนเจ้ากลับไปดูอาการการอนเสีย”
พอตแมนกล่าวเสียงค่อย พลางมองทริชที่กำลังใช้พลังงานสวรรค์เคลื่อนตัวการอนออกไปด้านข้าง
“เจ้าจะบ้าไปแล้วรึ”
รีนกล่าว ก่อนขมวดคิ้วเข้าหากัน
พอตแมนหันสายตาไปทางผู้คนที่นอนอยู่ตรงกลางปากซอยร้อยมังกร แม้เปลวเพลิงจะถูกซึมซับไปในช่วงที่ราฟี้จู่โจมใส่การอน แต่อย่างไรพวกเขาก็ยังคงบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี ไม่นานจึงเลื่อนสายตากลับมาทางรีน
“สงครามในครั้งนี้จบไปนานแล้ว ตั้งแต่คราราฟี้ระเบิดทักษะระบำเปลวเพลิงใส่ทุกคน แม้จะมีผู้ไม่โดนเปลวเพลิงอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะสู้ต่อ”
“แล้วมันเกี่ยวอันใดกับเรื่องที่เจ้าขวางทางข้า”
รีนกล่าวพลางเลื่อนสายตามองผ่านพอตแมน ก็เห็นว่าชิลและราฟี้กำลังทำท่าเตรียมตัวพุ่งเข้าหากัน
“หลีกไปข้าต้องไปช่วยเขา!”
“เจ้าจะเข้าไปเป็นตัวเกะกะเขาเสียมากกว่า อยู่ดูแลผู้บาดเจ็บที่นี่ซะ”
พอตแมนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเชื่อมั่นว่าชิลสามารถรับมือกับราฟี้ได้ เพียงแค่มองไปยังชิล ภาพในครั้งที่เด็กชายในชุดฟางทำการสังหารหมู่ผู้ใช้อาคมนับร้อยก็หวนคืนมาอีกครั้ง
เมื่อรีนเห็นใบหน้าจริงจังของพอตแมน นางก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนกล่าว
“ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าจึงมั่นใจในตัวเด็กนั่น เช่นนั้นข้าจะรอดูอยู่ที่นี่ หากเขามีทีท่าว่าจะพ่าย ข้าจะเข้าไปช่วยทันที”
“ก็ดี เช่นนั้นข้าจะเป็นผู้ไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเอง”
พอตแมนกล่าวพลางยิ้ม เขาหันกลับไปมองชิลคราหนึ่ง ก่อนเดินผ่านรีนไป