คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 45 : ปะทะ

     

             “ถอยไป” 

     

             การอนกล่าวพลางสะบัดมือเก็บขวานสะบั้นหัวเข้าไปในแหวน พร้อมเดินออกไปด้านหน้า 

     

             รีนและทริชต่างก้าวถอยหลังมา พวกนางทั้งคู่รู้ว่าการอนกำลังใช้ทักษะลับที่ซุ่มฝึกมานานหลายปี 

     

             สายตาอันแข็งกร้าวจ้องไปยังราฟี้ที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว ไม่นานจึงย่อเข่าลง พลางเกร็งร่างกายทั้งหมดจนสามารถเห็นเส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนใบหน้าและแขนทั้งสองข้าง

     

             ชั่วครู่ ปรากฏพลังงานปฐพีอันมหาศาลไหลขึ้นมาจากพื้น หลอมรวมเข้าทั่วร่างการอน กล้ามเนื้อที่ดูแกร่งแข็งมากอยู่แล้วค่อยๆโป่งพองเด่นชัดจนดูแข็งแกร่งมากกว่าเดิม สีผิวจากสีออกโทนเหลืองค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำช้าๆ เพียงหนึ่งลมหายใจ ทั้งร่างการอนก็กลายเป็นสีดำเงาราวกับเหล็กทมิฬ 

     

              “อ่อนหัด คิดใช้เพียงทักษะระดับหายากมาสู้กับข้า” 

     

             ราฟี้ตะโกนพร้อมเร่งความเร็วพุ่งไปยังการอน พลังงานสวรรค์ถูกเคลื่อนหลอมรวมเข้ากับดาบทองคู่ จนทำให้เปลวเพลิงที่อยู่บนใบดาบรุนแรงมากยิ่งขึ้น 

     

             การอนอัดพลังงานสีเหลืองไปที่เท้าพร้อมพุ่งตัวออกไปอย่างรุนแรง ส่งให้พื้นปูนที่เขายืนในคราแรกแตกกระจาย ทิ้งฝุ่นควันลอยคละคลุ้งอยู่ด้านหน้ารีนและทริช 

     

             ร่างสีดำในชุดคลุมสีน้ำเงินและร่างในชุดคลุมสีเทาที่มีกระแสเปลวเพลิงขนาดยักษ์ขนาบข้าง พุ่งเข้าหากันด้วยความเร็วอันบ้าคลั่ง 

     

             บานกระจกหน้าต่างตามบ้านเรือนรอบข้างระเบิดออกตามระยะทางที่พวกเขาทั้งสองพาดผ่าน เพียงชั่วพริบตา ร่างทั้งสองก็มาบรรจบกัน 

     

             ปัง!!!! 

     

             หมัดสีดำเคลือบไปด้วยพลังงานสีเหลืองปะทะเข้ากับดาบสีทองข้างหนึ่งที่มีเปลวเพลิงลุกท่วม ความรุนแรงจากการปะทะครั้งนี้ทำให้พื้นรอบข้างแตกออกเป็นวงกว้าง เส้นพลังงานสีเหลืองและเส้นเปลวเพลิงต่างเคลื่อนไปมารอบตัวทั้งคู่ จนเกิดกระแสลมตีกระจายออกอย่างรุนแรง

     

             นิ่งค้างสักพักราฟี้ก็พลิกตัวหันคมดาบอีกสายฟาดไปยังคอการอน แต่ในช่วงเวลานั้นแขนสีดำอีกข้างก็ตั้งฉากขึ้นรับดาบที่กำลังฟันมาอย่างรวดเร็ว สายตาทั้งคู่จ้องผสานกันราวกับต่างฝ่ายต่างสามารถอ่านความคิดกันออก 

     

             เคร้ง!! เคร้ง!! เคร้ง! 

     

             หมัดสีดำและดาบสีทองสลับกันรุกรับด้วยความเร็ว ปะทะกันอยู่นานจู่ๆหมัดของการอนก็ดูเหมือนว่าจะค่อยๆเพิ่มความเร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้น จนในที่สุดราฟี้ก็ไม่สามารถมองตามทัน 

     

             ในทันทีราฟี้เพ่งสัมผัสจิตวิญญาณออกไปยังร่างการอนเพื่อใช้จับการเคลื่อนไหวแทนตา แต่อย่างไรแขนของนางก็ไม่สามารถตามความเร็วนี้ได้ 

     

              ‘เหตุใดหมัดเจ้าบ้านั่นจึงรวดเร็วนัก หรือมันจะมีทักษะอื่น มิใช่เพียงทักษะกายาทมิฬ’ 

     

             ชามที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเบิกตากว้าง มันเห็นว่าตอนนี้ราฟี้กำลังเริ่มที่จะโดนกดดันให้ถอยไปด้านหลัง 

     

              “ติดอยู่ในอาณาเขตวงเวทหน่วงรั้งแล้วยังมีเวลาหันไปมองผู้อื่นอีกรึ”

     

             พอตแมนกล่าวพลางส่ายหัว 

     

             ชามได้ยินดังนั้นก็หันกลับมาทางพอตแมน 

     

              “เพียงอาคมกระจอก คิดใช้กักขังข้า” 

     

             ว่าแล้วก็ดันตัวลุกขึ้น พลังงานสีขาวเริ่มส่องแสงเจิดจ้าไปรอบตัว ไม่นานพลังงานสีขาวก็ทำท่าว่าจะระเบิด แต่ทันใดนั้นก็มีลูกแก้วสีเหลืองลอยเข้ามาอยู่กลางหัว ราวกับว่าทั้งร่างถูกดูดพลังงานสวรรค์ไปจนหมด ชามคุกเข่าลงอย่างอ่อนแรงพลางหันหน้าจ้องไปที่พอตแมนอย่างหวาดหวั่น

     

              “จะ..เจ้าทำอะไร” 

     

              “ข้ามิอยากสังหารผู้คน ฉะนั้นอยู่นิ่งๆไปซะ” 

     

             พอตแมนนำมือไขว้หลังอย่างเฉยเมย แม้รากฐานฝึกฝนเขาจะต่ำกว่าชามอยู่หนึ่งขั้นใหญ่ แต่ด้วยสมบัติและทักษะที่มี การจะล้มระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นต้นคนหนึ่ง นับไม่ใช่เรื่องยากลำบากมากนัก 

     

             ต้องรู้ว่าผู้ใช้อาคมส่วนมากไม่ได้เป็นดังเช่นพอตแมน โดยส่วนใหญ่ผู้ใช้อาคมจำนวนมากมักจะห่วงแต่เรื่องของอาคม จนใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการศึกษา ทำให้ผู้ใช้อาคมหลายคนไร้ซึ่งทักษะต่อสู้ แม้จะมีศาสตราวุธติดตัวอยู่บ้าง แต่ส่วนมากก็มีเพียงไม้คฑาคนล่ะหนึ่งถึงสองชิ้น

     

             ตอนนั้นเอง จู่ๆก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น 

     

             ตูม!! 

     

             เปลวเพลิงขนาดใหญ่ราวกับเกลียวคลื่นถูกซัดไปทางการอน ทันทีพลังงานปฐพีถูกควบแน่นไปที่หมัดก่อนจะชกออกไปกลางเกลียวคลื่นเพลิงด้านหน้า 

     

             ปัง!! 

     

             เปลวเพลิงก้อนยักษ์ถูกแหวกออกไปเป็นสองฝั่ง ตรงกลางช่องว่างขนาดใหญ่ที่ถูกแยกโดยหมัดการอน มีร่างของหญิงชรานางหนึ่งพุ่งลงมาจากอากาศด้วยความเร็ว

     

              “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปฝึกทักษะใดเพิ่ม จึงสามารถออกหมัดได้รวดเร็วเช่นนั้น แต่อย่างไรทักษะทั้งสองของเจ้าก็ไม่อาจเทียบระบำเปลวเพลิงของข้าได้” 

     

             ดาบสีทองในมือขวาราฟี้ถูกยกชี้ขึ้นไปบนฟ้า เปลวเพลิงที่ลุกไหม้อยู่รอบข้างค่อยๆไหลรวมบนใบดาบ แม้แต่เปลวเพลิงที่อยู่ตรงแผลบนไหล่การอนก็ลอยออกไปรวมด้วย 

     

             ไม่นานเปลวเพลิงภายในพื้นที่โดยรอบต่างก็ถูกดูดซับหลอมรวมเข้าไปยังใบดาบสีทองจนหมดสิ้น

     

             การอนเบิกตากว้างมองไปยังเปลวเพลิงอันเข้มข้นที่กำลังบิดตัวไปมาอยู่บนใบดาบสีทองในมือขวาราฟี้

     

              ‘เป็นทักษะที่น่ากลัวยิ่ง’

     

             เหงื่อเย็นเยือกไหลท่วมใบหน้าอันเคร่งขรึม หากต้องรับมือกับเปลวเพลิงอันบ้าคลั่งเช่นนี้ ก็คงไม่ต่างอะไรกับฆ่าตัวตาย 

     

             ในทันทีการอนดีดตัวถอยไปด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่าง อย่างไรราฟี้กลับไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น นางดีดตัวตามการอนมาด้วยความเร็ว รีนและทริชเมื่อเห็นสถาการณ์เริ่มไม่ดี ก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปช่วย 

     

              “อย่าเข้ามา!!!” 

     

             สิ้นเสียงตะโกนร่างสีดำของการอนก็ถูกดาบที่อัดแน่นไปด้วยเปลวเพลิงอันน่าสยดสยองฟาดใส่

     

              “อ๊ากก!!” 

     

              “ท่านพ่อ!!” 

     

              “ท่านพี่!!” 

     

             เปลวเพลิงโหมกระหน่ำเผาผลาญทั่วทั้งร่างการอน แม้จะเคลื่อนพลังงานปฐพีคลุมกายพร้อมด้วยทักษะกายาทมิฬที่ทำให้ร่างกายแข็งดั่งเหล็ก ก็ไม่อาจต้านเปลวเพลิงอันคลุ้มคลั่งราวกับปีศาจนี้ได้ 

     

             เพียงไม่กี่นาทีเปลวเพลิงก็มอดดับ ราฟี้ใช้พลังงานสวรรค์อันมหาศาลไปกับการฟันครั้งสุดท้าย จึงไม่คิดรั้งเปลวเพลิงเผาร่างการอนไว้นานนัก นางต้องการสำรองพลังงานสวรรค์ไว้เผื่อสถานการณ์ไม่คาดคิด 

     

             อย่างไรเพียงไม่กี่นาทีที่อยู่กลางเปลวเพลิง ร่างการอนก็ดูเหมือนว่าจะไหม้เกรียมไปทั้งหมด แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังสามารถจับสัญญาณชีวิตได้ นี่ทำให้ราฟี้ปั้นหน้าด้วยความหงุดหงิดพร้อมก้าวเดินเข้าไปยังร่างไหม้เกรียมที่อยู่ในท่าคุกเข่า

     

              “ข้าจะสังหารเจ้า!!!”

     

             เสียงรีนดังมาจากระยะไกล มีดสั้นสีน้ำเงินส่องแสงพร้อมฟาดออกไปด้านหน้า คลื่นพลังงานสวรรค์สีขาวพุ่งตรงไปยังราฟี้ด้วยความเร็ว 

     

              “ทักษะพื้นฐานระดับสามัญคลื่นแผ่พุ่งรึ”

     

             ราฟี้ยืนจ้องนิ่งไปยังพลังงานสีขาวที่กำลังพุ่งเข้ามา

     

              “เพียงเด็กรับใช้ในตระกูลข้ายังสามารถใช้ทักษะกระจอกเช่นนี้ได้”

     

             ดาบสีทองในมือขวาถูกสะบัดออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อคลื่นพลังงานสีขาวสัมผัสเข้ากับปลายดาบ มันก็ถูกทำลายสลายหายไปในอากาศทันที

     

             ทว่าตอนนั้น จู่ๆก็มีร่างหนึ่งพุ่งมาจากด้านข้าง ราฟี้ปรายตามองก่อนฟาดดาบสีทองในมือซ้ายออกไป 

     

             เคร้ง!! 

     

             ดาบสีทองปะทะเข้ากับคฑาสีดำที่ตรงปลายหัวมีผลึกสีแดงฝังไว้ หลังพอตแมนผนึกชามไว้โดยสมบูรณ์ เขาก็คิดจะพุ่งตัวเข้ามาช่วยการอน แต่กลับไม่ทันการ เปลวเพลิงที่เผาผลาญร่างการอนเมื่อครู่มีความรุนแรงมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ในระยะสิบก้าว ครั้นจะร่ายอาคมเรียกวารีเพื่อดับเปลวเพลิงก็ดูเหมือน จะต้องใช้เวลาเขียนอักขระอยู่หลายนาที

     

             ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจ เปลวเพลิงอันคลุ้มคลั่งก็มอดลงเสียก่อน ทำให้พอตแมนอาศัยโอกาสนี้พุ่งตัวเข้ามาช่วย

     

              “นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้ใช้อาคมแห่งอาณาจักร”

     

             ราฟี้กล่าวพลางมองเหยียดไปทางพอตแมน 

     

              “ใช่ หากพวกเจ้ามิได้จับตัวลูกศิษย์ข้า เรื่องนี้ก็คงไม่เกี่ยวอันใดกับข้า” 

     

             พอตแมนกล่าวพลางควงคฑาในมือ ก่อนจะฟาดหัวผลึกสีแดงไปทางราฟี้ 

     

              “อ่อนหัด!!” 

     

             ราฟี้คำรามพร้อมหลบคฑาสีดำไปด้านข้าง นางพลิกตัวอัดพลังงานสวรรค์ไปที่ปลายเท้า พุ่งไปด้านหน้า หวังสังหารพอตแมน 

     

             ขณะนั้นมีดสั้นสีน้ำเงินก็โผล่ฟาดเข้ากลางลำตัวราฟี้ด้วยความเร็ว

     

              “ไร้ค่า!!!” 

     

             ราฟี้ตะโกนลั่น พร้อมปลดปล่อยทักษะระบำเปลวเพลิงอีกครั้ง กระแสเปลวเพลิงโหมกระหน่ำขึ้นรอบตัว ไม่นานก็ระเบิดออกเป็นวงกว้าง ส่งร่างรีนและพอตแมนกระเด็นออกไปในระยะไกล 

     

             ทิ้งช่วงเพียงเสี้ยววิ สัมผัสจิตวิญญาณราฟี้ก็ตรวจพบศาสตราวุธกำลังพุ่งเข้ามากลางลำคอจากด้านหลัง นี่ทำให้นางแสยะยิ้มอย่างดูถูก 

     

              “รนหาที่ตาย” 

     

             ราฟี้หันตัวกลับฟาดดาบที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงเข้าใส่ นางคิดว่าผู้ที่โผล่มาด้านหลังนี้จะต้องเป็นทริช แต่แล้วก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ 

     

             ดาบสีฟ้าถูกฟาดมาด้วยความเร็ว ในทันทีที่กระทบเข้ากับดาบสีทอง ร่างของราฟี้ก็ถูกดันถอยออกไปกว่าห้าเมตร 

     

              “ใครกัน ที่เจ้าว่ารนหาที่ตาย”

     

             ชิลกล่าวพลางจ้องนิ่งไปยังราฟี้ที่กำลังแสดงท่าทางแปลกใจ ไม่นานท่าทางแปลกใจก็ค่อยๆกลายเป็นท่าทางเปี่ยมสุข 

     

              “ฮ่าๆ ดี!! เจ้าโผล่มาให้สังหารโดยที่ข้าไม่ต้องเสียเวลาออกตามหา ยอดเยี่ยม!!” 

     

             รีนที่เห็นชิลยืนประจันหน้าอยู่กับราฟี้ จึงคิดก้าวเข้าไปห้ามปราม อย่างไรราฟี้ก็เป็นผู้ฝึกฝนรากฐานสวรรค์ระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นกลางที่สามารถเอาชนะการอน และสามารถรับมือกับทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ได้ ต่อให้ชิลมีทักษะดาบที่สูงส่งเพียงใด การจะต้านทานราฟี้ก็ดูเหมือนจะเป็นได้เพียงฝัน

     

             แต่ก่อนที่รีนจะได้ก้าวเดิน พอตแมนก็เข้ามายืนขวางทางไว้ 

     

              “เจ้าคิดจะทำอะไร?”

     

             รีนเงยหน้ามองพอตแมนด้วยสีหน้างุนงง 

     

              “ข้าว่าให้เขารับมือกับราฟี้ไป ส่วนเจ้ากลับไปดูอาการการอนเสีย” 

     

             พอตแมนกล่าวเสียงค่อย พลางมองทริชที่กำลังใช้พลังงานสวรรค์เคลื่อนตัวการอนออกไปด้านข้าง

     

              “เจ้าจะบ้าไปแล้วรึ”

     

             รีนกล่าว ก่อนขมวดคิ้วเข้าหากัน 

     

             พอตแมนหันสายตาไปทางผู้คนที่นอนอยู่ตรงกลางปากซอยร้อยมังกร แม้เปลวเพลิงจะถูกซึมซับไปในช่วงที่ราฟี้จู่โจมใส่การอน แต่อย่างไรพวกเขาก็ยังคงบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี ไม่นานจึงเลื่อนสายตากลับมาทางรีน 

     

              “สงครามในครั้งนี้จบไปนานแล้ว ตั้งแต่คราราฟี้ระเบิดทักษะระบำเปลวเพลิงใส่ทุกคน แม้จะมีผู้ไม่โดนเปลวเพลิงอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะสู้ต่อ” 

     

              “แล้วมันเกี่ยวอันใดกับเรื่องที่เจ้าขวางทางข้า”

     

             รีนกล่าวพลางเลื่อนสายตามองผ่านพอตแมน ก็เห็นว่าชิลและราฟี้กำลังทำท่าเตรียมตัวพุ่งเข้าหากัน 

     

              “หลีกไปข้าต้องไปช่วยเขา!”

     

              “เจ้าจะเข้าไปเป็นตัวเกะกะเขาเสียมากกว่า อยู่ดูแลผู้บาดเจ็บที่นี่ซะ” 

     

             พอตแมนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเชื่อมั่นว่าชิลสามารถรับมือกับราฟี้ได้ เพียงแค่มองไปยังชิล ภาพในครั้งที่เด็กชายในชุดฟางทำการสังหารหมู่ผู้ใช้อาคมนับร้อยก็หวนคืนมาอีกครั้ง

     

             เมื่อรีนเห็นใบหน้าจริงจังของพอตแมน นางก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนกล่าว 

     

              “ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าจึงมั่นใจในตัวเด็กนั่น เช่นนั้นข้าจะรอดูอยู่ที่นี่ หากเขามีทีท่าว่าจะพ่าย ข้าจะเข้าไปช่วยทันที”

     

              “ก็ดี เช่นนั้นข้าจะเป็นผู้ไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเอง” 

     

             พอตแมนกล่าวพลางยิ้ม เขาหันกลับไปมองชิลคราหนึ่ง ก่อนเดินผ่านรีนไป

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน