เบื้องหน้าของลอร์ดเอ็กเซลปรากฏแผ่นเหล็กขนาดฝ่ามือแผ่นหนึ่ง
*แผ่นตราประจำตระกูลอารากอน*
มันคือแผ่นตราที่จะมอบให้กับคนสนิทของเชื้อพระวงศ์ในตระกูลเท่านั้น นี่คือแผ่นตราที่เมอร์ลินพกมันติดตัวมาหลายปีนับตั้งแต่ที่เขาเคยมีฐานะเป็นข้ารับใช้ของอาเธอร์บุตรแห่งดยุกโคว
เมอร์ลินแสดงแผ่นตราสัญลักษณ์ในขณะที่เขาสวมหน้ากากและชุดคลุมสีขาวปกปิดตัวตน
เขาต้องการซ่อนเร้นตัวตนของเขา
แม้การสร้างตัวตนในหลายๆตัวตนนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก
ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อยที่เป็นข้ารับใช้ของตระกูลอารากอนหรืออเลนผู้ใช้อักขระที่ยิ่งใหญ่แห่งร้านเสื้อคลุมสีฟ้า ไม่ว่าจะสร้างขึ้นอีกหลายตัวตนเท่าใดเขานั้นไม่ใส่ใจ หากมันเป็นประโยชน์ในการปิดซ่อนพลังปราณเซียนของเขาได้เขาก็ยินดีที่จะทำมัน
ลอร์ดเอ็กเซลนั้นถือว่าผู้ใช้เวทมนต์ที่มีพลังอ่อนแอในสายตาของเมอร์ลินเขาไม่ใส่ใจในตัวตนระดับนี้
แต่หากวันหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่ยิ่งใหญ่มากกว่านี้ตัวตนที่เป็นนักรบเวท์ที่แท้จริง เมอร์ลินยังไม่มีความมั่นใจที่จะเอาชนะตัวตนเหล่านั้นได้ถึงแม้จะมีพลังอักขระขั้นสีเขียวแบบไม่สมบูรณ์ แต่พลังนี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก
จากประสบการณ์ของเมอร์ลินการใช้พลังอักขระแต่ละครั้งนั้นกินพลังเวทย์ไปอย่างมากด้วยระดับการบ่มเพาะพลังเวทย์ของเขาในตอนนี้นั้นไม่เพียงพอที่จะใช้พลังนั้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
หากเป็นการต่อสู้ในระยะเวลาสั้นๆเมอร์ลินอาจมีความได้เปรียบ แต่หากการต่อสู้เกิดการยืดเยื้อออกไป ถึงแม้เขาจะมีน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์จำนวนมากแต่นั่นก็ทำให้เขามีโอกาสที่จะพลั้งพลาดได้
หากคิดพึ่งพาพลังปราณเซียนเพียงอย่างเดียว การบ่มเพาะในขั้นก่อลำต้นนั้นสามารถกล่าวได้ว่ามันยังไม่เพียงพอกับการต่อสู้กับตัวตนที่เป็นสัตว์ประหลาดมันยังมีขีดจำกัดอีกหลายอย่างที่เขาไม่อาจดูถูกได้
ผู้ใช้เวทมนต์ในดินแดนแห่งนี้เปรียบได้กับเสือซุ้มมังกรซ่อนเขานับว่าโชคดีที่ได้เจอลอร์ดเอ็กเซลที่เป็นนักเวทย์ระดับสูง แต่หากเขาพบกับผู้มีขีดจำกัดทางสายเลือดหรือผู้ใช้เวทย์พิสดารอื่นๆ ที่มีพลังเวทย์ในระดับสูง ไม่แน่ว่าเขาอาจจะตกในที่นั่งลำบากจนเอาตัวไม่รอด
เรียกได้ว่าพลังอำนาจของพลังเวทย์นั้นก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันกับอำนาจของพลังปราณเซียนของเขา
เมอร์ลินจำต้องมีระดับการบ่มเพาะที่แข็งแกร่งมากกว่านี้ เดิมทีแล้วเขาสามารถใช้โอกาสนี้ปิดด่านฝึกตนเพื่อเพิ่มพลังในการฝึกฝนพลังปราณเซียนได้ แต่ทางเส้นนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างยาวนาน และหากวันหนึ่งเขาสามารถบรรลุถึงขั้นผลิดอกได้ แน่นอนว่าผู้ฝึกตนผู้นั้นจะต้องรับรู้ถึงพลังการบ่มเพาะของเขา
มันอันตรายเกินไปที่จะเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ขอบเขตผลิดอกที่ปรากฏก่อนหน้านี้
การออกมาใช้ชีวิตในฐานะผู้ใช้เวทมนต์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้เขาอยู่รอดได้การที่ได้ศึกษาพลังเวทย์และทำการบ่มเพาะ จึงสามารถทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้อีกทางหนึ่ง
อีกทั้งเมอร์ลินยังสามารถแสวงโชคเพื่อเพิ่มพูนการบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็วดังเช่นสถานที่เสาลึกลับที่เขาได้รับดวงตาเลเมเกทันหรือหอคอยมหาเวทย์ที่มีพลังหนาแน่นจนทำให้เขาก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นโชคที่ยิ่งใหญ่
เมอร์ลินยังมีความคิดที่จะกลับไปยังหอคอยมหาเวทย์อีกครั้งหนึ่งเพราะนอกจากพลังเวทย์อันหนาแน่นที่เหมาะสมสำหรับเป็นทรัพยากรในการบ่มเพาะแล้ว ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดเขา
นั่นคือสมบัติอีกชิ้นหนึ่งของโซโลมอนที่อยู่บนชั้น 38 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของหอคอยมหาเวทย์
แต่ทว่าการกลับไปยังที่แห่งนั้นในตอนนี้มันยังอันตรายเกินไปหากเมอร์ลินกลับไปโดยไม่มีกุญแจแห่งโซโลมอน เขาอาจถูกความเกรี้ยวกราดขอจอร์มุนกานต์ทำลายเอาได้
นอกจากการนำกุญแจไปให้จอร์มุนกานต์แล้วเมอร์ลินยังต้องเตรียมแผนสำรองหากจอร์มุนกานต์นั้นผิดคำพูดเพราะมันไม่มีอะไรรับรองได้ว่าเมื่อจอร์มุนกานต์หลุดพ้นจากพันธนาการได้แล้วชายชรานั้นจะไม่ทำร้ายเขา
ยิ่งเมอร์ลินได้ครอบครองสมบัติของโซโลมอนหลายชิ้นมันก็เป็นการประกาศกลายๆ ว่าเขานั้นคือผู้สืบทอดของโซโลมอน
ด้วยจอร์มุนกานต์และโซโลมอนนั้นเป็นอริกันนั่นยิ่งทำให้เขาหวาดระแวงในการกระทำของจอร์มุนกานต์มากยิ่งขึ้น
ในอนาคตข้างหน้าเขาจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสมบัติของโซโลมอนให้มากกว่านี้ไม่แน่ว่ามหาเวทย์ทั้ง 5 บทที่โซโลมอนทิ้งไว้ อาจจะนำมาใช้ปราบปรามจอร์มุนกานต์อีกครั้งหนึ่งก็ได้
การสร้างตัวตนที่หลากหลายจึงเป็นหนึ่งในแผนการของเมอร์ลินวางไว้ไม่แน่ว่าในอนาคตเขาอาจจะใช้ประโยชน์จากตัวตนเหล่านี้ก็เป็นได้
เด็กน้อยในชุดคลุมสีขาวผู้เป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าในสายตาของผู้คนในยามนี้ ตัวตนของเขานั้นสูงส่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เพียงเวลาไม่นานเขาสามารถกวาดผ่านทหารของอาณาจักรทั้งหมดและยังกำราบบารอนผู้หนึ่งอย่างง่ายดาย สายตาของคนในหมู่บ้านพวกเขาล้วนมองเมอร์ลินอย่างเทิดทูน
สายตาของพวกเขานั้นจ้องมองไปยังเมอร์ลินดุจดั่งตัวตนของวีรบุรุษผู้ช่วยชีวิต
การกระทำของเด็กน้อยสามารถกำราบผู้คนได้ทั้งหมด
ลอร์ดเอ็กเซลเมื่อได้เห็นตราสัญลักษณ์ของตระกลูอารากอนอย่างเต็มตาความหึกเหิมในใจของเขาพลันดับวูบลง บทเวทย์ที่กำกับร่างของเขานั้นถูกคลายออกในทันที
เศษหินมากมายล่วงหล่นออกมาจากร่างของลอร์ดเอ็กเซลจากมนุษย์หินยักษ์ตนหนึ่งบัดนี้เขาได้กลายมาเป็นมนุษย์ธรรมดาเช่นเดิม
ลอร์ดเอ็กเซลได้คลายบทเวทย์ระดับสูงของเขาสายตาของเขาเปลี่ยนเป็นนอบน้อม
มันไม่มีเหตุผลใดที่จะต่อต้านคนของตระกูลอารากอนผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้
ลอร์ดเอ็กเซลแหงนมองไปยังร่างของเมอร์ลินภาพทีเขาเห็นคือเด็กน้อยที่สวมชุดคลุมสีขาวซึ่งด้านหลังมีผ้าคลุมเวทย์ที่บ่งบอกถึงฐานะผู้ใช้อักขระปลิวลู่ไปตามแรงลมดวงตาคู่นั้นดั่งอาวุธอันเฉียบคมแสดงถึงความมีอำนาจ กระทั้งหน้ากากและชุดคลุมที่เด็กน้อยพยายามที่จะปกปิดอย่างมิดชิดแต่ก็ไม่อาจบดบังรัศมีอันสูงส่งของเขาเอาไว้ได้
อย่างที่ทราบกันว่าผู้ใช้อักขระนั้นหาได้ยากเสียยิ่งกว่ายากในแผ่นดินนี้แทบจะมีผู้ใช้อักขระนับจำนวนด้วยนิ้วมือได้แต่ในตอนนี้ผู้ใช้อักขระผู้หนึ่งกลับปรากฏอยู่ตรงหน้า พวกเขาหลายคนล้วนเป็นทหารและชาวบ้านธรรมดา ชาตินี้ทั้งชาติก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีโอกาสที่จะได้พบกับผู้ใช้อักขระเลยด้วยซ้ำ
มิหน่ำซ้ำตัวตนของเด็กน้อยผู้นี้ยังถือครองตราสัญลักษณ์ของตระกูลอารากอนนั่นก็หมายความว่าเขาคือผู้ใช้อักขระของอาณาจักรนี้นี่คือความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ลอร์ดเอ็กเซลเมื่อถูกเมอร์ลินปลดปล่อยออกจากรูปแบบการกักขังเขานั้นได้โค้งเคารพต่อหน้าเด็กน้อยทันที ภาพนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึงเป็นอย่างมาก
“ทหารทุกคนจงโค้งเคารพต่อผู้ใช้อักขระของอาณาจักรอารากอน” เสียงที่ดุดันและหนักแน่นของลอร์ดเอ็กเซลตะโกนออกมา
ทหารและนักปรุงยาที่ติดตามต่างล้วนปฏิบัติตามโดยทันทีพวกเขาเหล่านี้ไม่กล้าที่จะไม่เคารพผู้ใช้อักขระของอาณาจักร
ในตอนนี้พวกเขาได้รู้คำตอบแล้วว่าแผ่นตราแผ่นนั้นคือสัญลักษณ์ที่แสดงตัวตนของผู้ใช้อักขระของอาณาจักร
“ข้าลอร์ดเอ็กเซล บารอนแห่งเซเซน่า ขออภัยที่ล่วงเกินท่านผู้ใช้อักขระของอาณาจักร” ลอร์ดเอ็กเซลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ แม้เขาจะมีความยโสอยู่ในตัวแต่เขาก็เป็นผู้หนึ่งที่ภักดีต่ออาณาจักร ด้วยพลังและฐานะของเด็กน้อยคนนี้ มันเพียงพอที่ทำให้เขาโค้งเคารพและปฏิบัติอย่างนอบน้อม
เหล่าทหารและผู้ติดตามต่างกล่าวตามลอร์ดเอ็กเซลอย่างพร้อมเพียงกันพวกเขานั้นไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเมอร์ลินนั่นเพราะความละอายใจกับการกระทำอันโง่เขลาเมื่อครู่ และอีกส่วนหนึ่งคือฐานะของเด็กน้อยคนนี้ด้วยเช่นกัน
คนในหมู่บ้านเมื่อได้ยินดังนั้นพวกเขานั้นแทบจะหมอบกราบเมอร์ลินพวกเขาไม่คิดเลยว่าตัวตนของเมอร์ลินจะสูงส่งถึงเพียงนี้
ด้านเมอร์ลินนั้นเขาไม่ได้ปฏิเสธใดๆต่อฐานะผู้ใช้อักขระของอาณาจักร ตรงกันข้ามเขากลับยอมรับมันโดยดี
เมอร์ลินนำตราสัญลักษณ์กลับเข้าไปในแหวนเวทย์และเอ่ย
“ครั้งนี้ข้าจะให้อภัยพวกเจ้า และมันจะไม่มีครั้งต่อไป” เมอร์ลินกวาดตามองด้วยสายตาที่เย็นชาและเอ่ยต่อ “จงไปซะหน้าที่ของพวกเจ้านั้นหมดลงแล้ว ภารกิจนี้ข้าจะเป็นผู้เก็บกวาดเอง”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเมอร์ลินเหล่าทหารต่างสั่นสะท้านพวกเขานั้นสำนึกได้แล้วว่าด้วยพลังของเมอร์ลินนั้นสามารถสังหารพวกเขาได้อย่างง่ายดายแต่ทว่าเมอร์ลินเลือกที่จะตอบโต้อย่างเบามือทั้งทหารและลอร์ดเอ็กเซลนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บหนักหรือเสียชีวิต นั่นเพราะความเมตตาของเมอร์ลิน
“ขอบคุณท่านผู้ใช้อักขระ” เหล่าทหารกล่าวขอบคุณอย่างโล่งใจที่เมอร์ลินไม่เอาเรื่อง
พวกเขาไม่กล้าที่จะขัดขืนคำสั่งของเมอร์ลินไม่นานนักลอร์ดเอ็กเซลก็นำทหารและนักปรุงยาของเขาออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ทันที
บัดนี้จึงเหลือเพียงเมอร์ลินและคนจากหมู่บ้านอยู่เท่านั้นเมอร์ลินกวาดสายตามองดูชาวบ้านที่แยกออกเป็นสองกลุ่มกลุ่มหนึ่งคนที่ป่วยเป็นโรคไข้ผลึกและอีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่ไม่ติดเชื้อ
พวกเขาทุกคนต่างไม่กล้าที่จะสบตากับเมอร์ลินโดยตรงนั่นเพราะอำนาจที่เมอร์ลินได้แสดงก่อนหน้านี้
เมอร์ลินเดินตรงไปยังผู้ติดเชื้อทั้งที่อาการหนักและไม่หนักเขาได้ใช้ทักษะการตรวจโรคจากอดีต ทั้งการมองเส้นเลือดในตา การตรวจดูน้ำลายและน้ำหนองเขานั้นได้ทำการตรวจอย่างไม่รู้สึกรังเกียจ
มันอาจเรียกได้ว่าเขานั้นมีจิตวิญญาณของการเป็นหมอ
ชาวบ้านต่างจ้องมองพฤติกรรมของผู้ใช้อักขระตัวน้อยด้วยความชื่นชมเมอร์ลินนั้นกล้าที่จะทำการตรวจโรคอย่างใกล้ชิดโดยที่ไม่เกรงตัวการติดเชื้อเลยแม้แต่น้อยทั้งที่เขามีฐานะที่สูงส่งแต่กลับยินยอมที่จะเกลือกกลั้วกับโรคภัยเหล่านี้
เมอร์ลินนั้นสนใจในเรื่องของโรคไข้ผลึกไม่น้อยโรคภัยที่สามารถกลั่นคนให้กลายเป็นแหล่งพลังงานเวทย์ผลึกวิญญาณชีพอันทรงพลัง เขาใช้เวลาอยู่3 วันในการศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้
ต่อมาเมอร์ลินได้ทำการสอบถามหัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านที่ติดโรคแล้วถึงเรื่องต้นตอของการติดโรค สาเหตุเริ่มต้นที่ทำให้คนในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นโรคไข้ผลึก
ในที่สุดเมอร์ลินก็ได้พบสิ่งผิดปกติอย่างหนึ่งครอบครัวของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไข้ผลึกนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นผู้ติดโรค แม้จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแต่บางคนกลับไม่เป็นอะไรเลย
เมอร์ลินตั้งข้อสันนิฐานว่าโรคไข้ผลึกนี้ไม่ใช่โรคระบาดอย่างที่ชาวบ้านเข้าใจหากเป็นโรคระบาดที่สามารถติดเชื้อส่งต่อกันได้คนทั้งหมู่บ้านย่อมไม่รอดพ้นจากโรคนี้อย่างแน่นอน
จากการสอบถามของหัวหน้าหมู่บ้านคนที่เริ่มเป็นโรคนี้คนแรกนั้นพักอาศัยอยู่ที่ชายป่านอกหมู่บ้าน
เมื่อทราบดังนั้นเมอร์ลินก็ลงพื้นที่ติดตามต้นตอของโรคนี้ทันทีเขาไปยังบ้านของผู้ติดเชื้อคนแรก
บ้านหลังนี้อยู่ติดอยู่ธารน้ำแห่งหนึ่งที่ไหลผ่านมาจากบนภูเขา ชาวบ้านส่วนใหญ่นั้นมักจะใช้ธารน้ำแห่งนี้อุปโภคบริโภคและมีบางส่วนที่ขุดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เอง
จากการสอบสวนต่อมาเมอร์ลินก็ได้ทราบว่าผู้ที่ติดโรคไข้ผลึกส่วนใหญ่นั้นได้ใช้น้ำจากลำธารแห่งนี้และโรคไข้ผลึกก็เริ่มระบาดจนลุกลามไปทั่ว
เมอร์ลินสามารถฟันธงได้แล้วว่าโรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่ออย่างแน่นอนมิหนำซ้ำโรคนี้อาจเกิดจากความตั้งใจของมนุษย์ ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นการวางยาพิษชนิดหนึ่ง
ต้นตอของโรคไข้ผลึกอาจเกิดจากการวางยาของผู้ไม่หวังดี