ฉินซู่ยังคงทำของเล่นอยู่ในมือพลางพูดขึ้นมา
"ก็แค่ของเล่นกระจุกกระจิกให้เด็กๆ ใครๆ ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ"
ครอบครัวที่ยากจนส่วนมากไม่มีเงินซื้อของเล่นให้ลูกพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็จะทำของเล่นจากไม้หรือใบหญ้าให้ลูกเล่นกัน
เช่น กังหันไม้ไผ่ หรือตั๊กแตนหญ้าพวกเขาจะใช้หญ้าสานของเล่นแปลกใหม่ต่างๆ ให้ลูก
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเองก็ดูเหมือนเด็กตัวน้อยที่ยังไร้เดียงสาเธอเล่นตั๊กแตนสานในมืออย่างสนุกสนาน
เด็กทั้งสามคนถือของเล่นสานจากหญ้าคนละอันวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนาน
"ฉันอยากไปทำงาน!" จู่ๆ ฉินซู่ก็พูดขึ้นมา เขามองไปที่เด็กๆ ที่วิ่งไล่จับกันอยู่ในลานบ้านแล้วพูดต่อว่า "ฉันจะปล่อยให้เธอออกไปหาเงินคนเดียวส่วนฉันก็นั่งสบายๆ อยู่บ้านได้ยังไงกัน"
ถึงเขาจะรู้ว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวเก่งขนาดไหนแต่เขาก็ไม่ใช่พวกเกาะเมียกิน
ถึงตอนนี้จะยังเคลื่อนไหวไม่สะดวกแต่ถ้ากลับไปทำงานที่เดิมก็ยังจะพอไหวอยู่
"ไม่ได้!" ต่งเสี่ยวเสี่ยวส่ายหน้าปฏิเสธ เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ฉันไม่อนุญาต! นายยังอยู่ในช่วงรักษาตัว เคลื่อนไหวไม่สะดวกถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ฉันจะทำยังไงล่ะ!"
ตอนนี้ขาของฉินซู่ค่อยๆ ดีขึ้นแล้วแต่ถ้าออกไปข้างนอก ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดปัญหาขึ้นตามมาทีหลังก็ได้
พอได้ยินแบบนั้นขนตาของฉินซู่ก็สั่นเล็กน้อย เขาเม้มปากแน่น และไม่ตอบอะไรกลับมา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวสังเกตเห็นความผิดปกติของฉินซู่เธอรู้ดีว่าศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขามันค้ำคอ ทำให้เขาไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ
เมื่อก่อนตอนที่ร่างเดิมเอาแต่กินๆ นอนๆถึงฉินซู่จะเคลื่อนไหวไม่สะดวกแค่ไหน ก็ยังกัดฟันหาเงินมาได้มากมายแต่ส่วนใหญ่ก็ถูกร่างเดิมเอาเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวคิดอยู่สักพักก่อนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเบาๆ
"ที่รัก นายไม่ต้องรู้สึกผิดนะเมื่อก่อนนายทำงานข้างนอก ส่วนฉันอยู่บ้านเลี้ยงลูก ช่วงนี้เป็นช่วงรักษาตัวนายก็ใช้โอกาสนี้พักผ่อนให้เต็มที่ ถือซะว่าเราเปลี่ยนหน้าที่กันนะ!”
“พอนายหายดีแล้วฉันรับรองว่านายจะต้องหาเงินได้มากกว่านี้แน่นอน”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองเขาด้วยสายตาที่จริงใจทำเอาหัวใจของฉินซู่อ่อนยวบลงในทันที
ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกสับสนในใจความรู้สึกนั้นถ้าให้อธิบายก็คงจะอธิบายไม่ถูก
เมื่อก่อนเขาเคยคิดที่จะหย่ากับต่งเสี่ยวเสี่ยว
แต่ตอนนี้เขากลับต้องพึ่งพาต่งเสี่ยวเสี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆแค่ได้รับคำชมจากภรรยาเพียงประโยคเดียว ก็ทำให้เขามีความสุขไปทั้งคืนแล้ว
ฉินซู่เม้มปาก เขาเอามือวางไว้ที่หน้าอกนี่เขาป่วยหรือเปล่านะ?
พอต่งเสี่ยวเสี่ยวแนะนำแบบนั้นฉินซู่ก็พยักหน้า แล้วยอมเชื่อฟังเธอแต่โดยดี
ฉินซู่มีใบหน้าหล่อเหลาน่ามองแถมยังมีท่าทีว่าง่ายอ่อนโยนอีก ทำให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวอดใจไม่ไหวเอามือทั้งสองข้างฟัดใบหน้าของฉินซู่อย่างแรง
จนผมของฉินซู่ยุ่งเหยิงเหมือนรังนกใบหน้าถูกฟัดจนแดงก่ำ ต่งเสี่ยวเสี่ยวถึงได้ปล่อยมือออกอย่างเสียดาย
ตอนนี้ฉินซู่โดนต่งเสี่ยวเสี่ยวฟัดหน้าจนแดงไปหมดใบหน้าก็เหม่อลอย ดูแล้วเหมือนลูกหมีน้อยนุ่มฟูที่ทั้งซื่อทั้งน่าเอ็นดูสุดๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นแบบนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย
ช่วยไม่ได้จริงๆ จะไปโทษเธอได้ยังไงก็ในเมื่อเธอแอบเป็นสาวคลั่งความหล่อนี่นา เจอผู้ชายแบบนี้เข้าไป ใครจะอดใจไหวล่ะ!
พอรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวกระอักกระอ่วนขึ้นต่งเสี่ยวเสี่ยวหน้าแดงเล็กน้อย เธอยกมือขึ้นมา
"แค่กๆ!"
และกระแอมเบาๆสองครั้งเพื่อคลายความกระอักกระอ่วน
"คือว่า ฉัน...ฉันไม่ได้ตั้งใจ"
ใครใช้ให้ฉินซู่มีหล่อขนาดนั้นกันล่ะถ้าไม่หล่อ ฉันคงไม่...
"ไม่เป็นไร"
เสียงของฉินซู่ฟังดูแหบพร่านิด ๆดวงตาก็พร่าเลือนนิดหน่อย ดูแล้วช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาอีกแล้วอยากจะเข้าไปฟัดฉินซู่อีกรอบ ถ้าแกล้งเขาจนร้องไห้ได้คงจะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเขา
พอรู้ตัวว่าคิดอะไรแปลก ๆ อยู่ในใจเธอก็ดันสบตากับฉินซู่ที่มองมาด้วยสายตานิ่งเฉยแบบไม่รู้เรื่องต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เริ่มรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
"พี่เสี่ยวเสี่ยว"
ในตอนนั้นเองสวีซิ่วก็ตะโกนเรียกเธอจากด้านนอก
พอได้ยินเสียง เธอก็หันไปมองเห็นสวีซิ่วถือตะกร้าไม้ไผ่เดินเข้ามา
สวีซิ่วเห็นฉินซู่นั่งอยู่เธอก็พยักหน้าให้ฉินซู่อย่างสุภาพ จากนั้นก็หันไปหาต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วเปิดตะกร้าไม้ไผ่ออก
"พี่เสี่ยวเสี่ยวฉันทำขนมเปี๊ยะไส้เนื้อมา ฉันทำเยอะเกินไปหน่อย เลยเอามาให้พี่กับเด็กๆลองชิมดูค่ะ"
ขนมเปี๊ยะสีเหลืองทองทั้งสองด้าน สีสันสดใสดูน่ากินมากจริงๆ
แถมยังมีไอร้อนลอยขึ้นมาอยู่เลยแสดงว่าเพิ่งจะทำเสร็จได้ไม่นาน
"ฉันไม่มีอะไรจะตอบแทนพี่พี่ต้องรับขนมเปี๊ยะไว้นะคะ"
สวีซิ่วเอาเงินก้อนนั้นไปซื้อเสื้อผ้าให้เด็กทั้งสามคนคนละสองชุดรวมถึงแม่ของเธอด้วย
เธอยังซื้อข้าวสาร แป้งสาลี เนื้อหมูและไก่มาตัวหนึ่ง ตั้งใจจะทำอาหารดีๆ ให้เด็กๆ ได้ลองชิมกัน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหยิบขนมเปี๊ยะขึ้นมาหนึ่งชิ้นมันยังอุ่นๆ อยู่ พอบิออก กลิ่นหอมของเนื้อก็โชยมา
สวีซิ่วไม่หวงเครื่องเลย หนังกรอบบางๆชั้นในเป็นไส้เนื้อแน่นๆ แถมยังมีน้ำมันเยิ้มออกมาด้วย
เด็กๆ จมูกไว พอได้กลิ่นหอมของเนื้อเจ้าตัวเล็กทั้งสามก็วิ่งมารวมตัวกัน
"แม่คะ ขนมเปี๊ยะหอมจังเลยหนูขอลองชิมหน่อยได้ไหมคะ?"
ฉินไห่เยว่มองขนมเปี๊ยะไส้เนื้อในมือของต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ละสายตาน้ำลายไหลออกมาตรงมุมปาก เธอกลืนน้ำลายลงคอจากนั้นก็มองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยแววตาคาดหวัง
ขนมเปี๊ยะหอมจัง!
แถมข้างในยังมีเนื้อตั้งเยอะ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเอ็นดู เธอบีบจมูกเล็กๆของฉินไห่เยว่อย่างอ่อนโยน
"ได้สิลูก"
เธอพูดพลางก็หยิบขนมเปี๊ยะออกมาจากตะกร้าสองชิ้นแล้วบิออก แบ่งให้เด็กสามคน คนละครึ่ง
"ตอนนี้กินมากไม่ได้นะเดี๋ยวตอนเย็นต้องกินข้าวเย็น พอท้องอืดแล้วเดี๋ยวจะไม่ยอมกินข้าวกัน"
"ครับ/ค่ะ"
เด็กน้อยสามคนตอบพร้อมกันพวกเขาถือขนมเปี๊ยะไว้ นั่งลงอย่างเชื่อฟังที่มุมลานบ้านแล้วเริ่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวลุกขึ้นไปหยิบชามใบใหญ่มาจากในครัวเอาขนมเปี๊ยะทั้งหมดใส่ไว้ในชามจากนั้นก็เอาเนื้อเค็มตากแห้งใส่ไปในตะกร้าไม้ไผ่ของสวีซิ่ว
ตอบแทนน้ำใจกัน!
สวีซิ่วรู้สึกตกใจ
"ทำแบบนี้ได้ยังไงกันคะพวกพี่ช่วยฉันไว้มากพอแล้ว ฉันจะเอาเปรียบพวกพี่ได้ยังไงกัน"
เพราะเห็ดหลินจือสองต้นนั้นในช่วงสองวันนี้ทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้นมากเธอรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วเธอจะกล้าเอาเปรียบต่งเสี่ยวเสี่ยวได้อย่างไร?
"ซิ่วซิ่ว เธอรับไว้เถอะตอบแทนน้ำใจกันนะ ในครัวยังมีเนื้อเค็มตากแห้งครึ่งก้อนพวกเรายังเหลือเก็บไว้อีกตั้งเยอะ เธอไม่ต้องเกรงใจหรอก!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวปิดผ้าตะกร้าไม้ไผ่ให้ดีแล้วพูดอย่างร่าเริง
พูดกันตามตรงเธอรู้สึกชอบและถูกชะตากับสวีซิ่วมาก
อย่างน้อยก็รู้จักบุญคุณคนไม่เหมือนพวกคนที่โลภมาก พอได้ผลประโยชน์ไปนิดหน่อยก็อยากจะได้อีกเรื่อยๆ
ถึงสวีซิ่วจะไม่รู้หนังสือแต่เธอก็ยังมีคุณธรรม นั่นก็นับว่าหาได้ยากแล้ว
เธอเถียงสู้ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ไหวสวีซิ่วได้แต่กัดฟันยอมรับเนื้อเค็มตากแห้งครึ่งก้อนนี้ไว้
จากนั้นสวีซิ่วก็นั่งลงข้างๆต่งเสี่ยวเสี่ยว เธอมีสีหน้าลำบากใจ อยากพูดก็ไม่กล้าพูดพอจะพูดออกมาก็กลืนกลับเข้าไปทุกที
ฉินซู่อยู่ข้างๆรินน้ำยื่นให้สวีซิ่วแก้วหนึ่ง
"ดื่มน้ำก่อน"
สวีซิ่วยิ้มขอบคุณแล้วก็เลื่อนสายตาไปมองที่ต่งเสี่ยวเสี่ยว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวทนสายตานี้ไม่ไหวจริงๆ