ไป๋ซูเถียนทรุดตัวลงนั่งในห้องโถงกลาง ก้มมองสองมือที่เต็มไปด้วยรอยแดงเพราะการสานขาเทียมแล้วก็ยิ้มออกมา …วันนี้แม้จะเหนื่อยอยู่บ้างแต่ก็อิ่มใจยิ่งนัก ดูเถิดว่านางใช้เงินเพียงห้าอีแปะกับเวลาไม่กี่ชั่วยามก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนได้
สาวใช้ประจำตัวจัดขนมจานหนึ่งขึ้นโต๊ะกลาง ขนมกล่องนี้ไป๋ซูเถียนเจียดเงินที่มีอยู่น้อยนิดไปซื้อเพราะอดใจไม่ไหว แป้งทอดเนื้อนิ่มคลุกงาตัดเป็ชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ดูน่าทาน รสชาติก็ดีมาก แต่เมื่อคิดว่าเงินในกระเป๋าหายไปถึงหนึ่งในสี่ สีหน้าสดใสก็ห่อเหี่ยวลง
“เสี่ยวซี.. ทำอย่างไรจึงจะหาเงินได้นะ”
“คุณหนูลองขอนายท่านใหญ่ดีหรือไม่เ้าคะ?” เสี่ยวซีหมายถึง ‘ไป๋ซีเฉิง’ พี่ชายของนาง ผู้เป็เ้าของเรือนหลังนี้
แต่ไรมาคุณหนูไม่เคยเอ่ยถึงการหาเงินมาก่อน พี่ชายมอบให้เท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น แม้แต่เืที่สั่งให้เสี่ยวซีคอยป้อนให้ทุกวัน คุณหนูก็ยังเป็คนไปจับไก่ฟ้ามาขังไว้ด้วยตัวเอง หญิงสาวพึ่งพาผู้เป็พี่น้อยมาก ความสัมพันธ์ก็ดูห่างเหินจนน่าแปลกใจ
ไป๋ซูเถียนเม้มปากนิ่งคิดครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าเื่นี้เป็ไปได้ยาก … กวาดตามองห้องโถงรับแขกที่ยังโล่งว่าง ไม่มีกระทั่งแจกันประดับหรือภาพวาดตกแต่งให้สมฐานะ เก้าอี้และโต๊ะนั่งแม้แข็งแรงแต่ก็เป็รูปแบบธรรมดาเหมือนกับที่ใช้ในโรงเตี๊ยมระดับล่าง
‘อืมม…ดูเหมือนว่าพี่ชายคนนี้จะตระหนี่อยู่บ้าง…’
เบี้ยหวัดของอาจารย์ในสถานศึกษาอาจไม่มากมายอะไร แต่ชีวิตความเป็อยู่ของขุนนางผู้หนึ่งก็ไม่ควรสมถะจนเกือบเข้าขั้นแร้นแค้นเช่นนี้ ห้องของไป๋ซูเถียนยังดีที่มีเครื่องเรือนครบถ้วน .. ได้ยินเสี่ยวซีพูดว่าห้องของพี่ชายนางไม่มีแม้กระทั่งโต๊ะกลางหรือฉากกั้นด้วยซ้ำ
“นายท่านใหญ่กลับมาแล้วเ้าค่ะ” สิ้นเสียงของสาวใช้ คนผู้หนึ่งพลันก้าวเท้าเข้าประตูเรือนมา
ร่างสูงสง่าสวมชุดราชการสีเขียวคราม บุรุษผู้นี้อายุราวยี่สิบสี่ ทว่าสีหน้าท่าทางกลับดูเคร่งขรึมเกินวัย เส้นผมเหยียดตรงสีน้ำตาลประกายเทาเช่นเดียวกับนาง คิ้วกระบี่สีอ่อนเน้นให้ใบหน้าขาวกระจ่างดูหล่อเหลาสูงศักดิ์ เครื่องหน้าชายหนุ่มคล้ายคลึงไป๋ซูเถียนถึงห้าส่วน มองปราดเดียวก็ทราบว่าทั้งคู่มีสายเืเดียวกัน ที่ต่างจากนางอยู่บ้างก็คือดวงตาคู่นั้นเป็สีเขียวเหลือบเงิน
ไป๋ซีเฉิงก้าวเข้ามาเห็นน้องสาวนั่งอยู่ที่โถงกลางก็ชะงักนิ่ง คล้ายคาดไม่ถึงว่าจะพบนาง ชั่วขณะที่บรรยากาศเงียบจนน่าอึดอัด กระทั่งหญิงสาวเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“พี่ใหญ่” รอยยิ้มหวานเอ่ยทักทายคล้ายยินดีที่ได้พบ
‘วันนี้วันที่สี่หรือห้าเองไม่ใช่หรือ..?!’ ไป๋ซีเฉิงครุ่นคิดไม่พูดจา ขณะที่ดวงตาเขียวสว่างหลุบต่ำ ทำให้ใครบางคนนึกไปว่าเขากำลังมองขนมชิ้นเล็กบนโต๊ะของนาง
“เอ่อ..พี่ใหญ่ทานด้วยกันหรือไม่เ้าคะ?” ผู้เป็น้องเอ่ยถามอย่างเอื้อเฟื้อ ความเงียบของพี่ชายทำให้หญิงสาวรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
“ข้าไม่ทานของไร้ประโยชน์พวกนี้ ..เ้าเองก็ไม่ควรทานมากไปเช่นกัน” เสียงทุ้มเอ่ยเคร่งเครียดตามนิสัย ทำลายความปรารถนาดีของนางไปอย่างเ็า แต่เมื่อไป๋ซูเถียนได้ฟังกลับยิ้มกว้าง
“โธ่.. ก็มันอร่อยนี่เ้าคะ!” คำบ่นเจือกระแสตักเตือนอย่างหวังดีทำให้นางรู้สึกใกล้ชิดกับพี่ชายผู้นี้ขึ้นด้วยซ้ำ
เสียงหวานเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างน่ารัก ใบหน้างามไม่สลดแต่กลับแสดงความสดใสเป็ตัวของตัวเองออกมา ชายหนุ่มมองแล้วก็นิ่งไป ปกติยามสั่งสอนน้องสาวมักจะสะบัดหน้าหนีหรือไม่ก็ตวัดสายตาเ็าใส่ บางครั้งยังส่งเสียงตวาดกลับมา ไม่มีสักครั้งที่นางจะยิ้มให้เขาแบบนี้…
“พี่ใหญ่ลองทานสักชิ้นไหมเ้าคะ ทั้งหอมทั้งนุ่มเลยล่ะ เสียดายแพงไปหน่อยไม่เช่นนั้นข้าคงซื้อมามากกว่านี้แล้ว” น้ำเสียงออดอ้อนและดวงตาที่แสดงถึงความเสียดาย ทำให้ผู้เป็พี่ใจวูบไหวคล้ายต้องมนต์ …ไป๋ซีเฉิงไม่อยากทำให้นางผิดหวัง จึงทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างๆ น้องสาว สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังอ่อนลงมาก
“ข้าขอแค่ชา” คำพูดนี้เขาตั้งใจเอ่ยกับสาวใช้ ไหนเลยจะคิดว่าน้องของเขากลับเป็คนตอบรับอย่างกระตือรือร้น
“ได้เลยเ้าค่ะ” ไป๋ซูเถียนยกกาน้ำชาเทให้พี่ชายกับมือ หญิงสาวต่างโลกเคยชินกับการดูแลตัวเองมานาน แต่ในสายตาของพี่ชายกลับมองว่าน้องสาว้าเอาใจ.. ท่าทางที่อ่อนลงคราวนี้ยิ่งอ่อนยวบไปทั้งหัวใจ
“เ้าไปข้างนอกมาหรือ?” น้ำเสียงแม้ยังเคร่งขรึม แต่ก็ทอดปลายเสียงยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไป๋ซูเถียนได้ฟังก็ยิ่งพูดคุยกับเขาอย่างร่าเริงมากขึ้น
“เ้าค่ะ.. ออกไปนิดเดียวก็เจอถนนสายหลักแล้ว.. ไม่นึกมาก่อนเลยว่าบ้านของพวกเราจะอยู่ใกล้ตลาด … เอ่อ …ข้าหมายถึง ข้ารู้อยู่แล้ว แค่นึกไม่ถึงว่าจะใกล้เพียงนี้” เกือบไปแล้วนางมารอยู่บ้านหลังนี้มาั้แ่ห้าหกขวบ จะไม่รู้เื่นี้ได้อย่างไร
เสียงตะกุกตะกักอย่างคนมีพิรุธกลับฟังคล้ายเด็กน้อยที่ตื่นเต้นจนลนลาน ไป๋ซีเฉิงมองท่าทางน่าเอ็นดูนั้นด้วยสายตาสงสาร น้องสาวของเขาไม่ได้ออกไปตลาดนานแค่ไหนกันแล้วนะ? ดูเหมือนว่า นับแต่วันที่มาอยู่กับเขาที่แคว้นสือหลง นางก็ไม่เคยไปตลาดหรือคิดหาความสุขใส่ตัวมาก่อน
สมองของนาง.. มีแต่เื่การล้างแค้นเท่านั้น
“บ้านหลังนี้ค่าเช่าแพงหรือไม่เ้าคะ?” หญิงสาวเอ่ยถาม ทว่าพี่ชายของนางยังจมอยู่ในความทรงจำบางอย่าง สีหน้าจึงมืดมนอยู่บ้าง
“มันคุ้มค่า..”
เรือนหลังเล็กแถมราคายังแพงมาก แต่ก็ดีที่ตั้งอยู่ในที่ชุมชน เพราะงานที่สถานศึกษาไป๋ซีเฉิงจึงไม่ได้กลับบ้านบ่อยนัก ในบ้านจึงมีแค่น้องสาวและคนใช้อีกสองคนเท่านั้น จากประสบการณ์ในอดีตเขาย่อมไม่กล้าเช่าบ้านที่เปลี่ยวเกินไป
ทว่าผู้เป็น้องกลับคิดไปอีกทาง….
“พี่ใหญ่ทำถูกแล้วเ้าค่ะ เงินทุกตำลึงควรต้องคิดก่อนใช้ บ้านหลังใหญ่เกินไปก็ไม่ดีหรอกเ้าค่ะ ทั้งเหงาทั้งสิ้นเปลือง พวกน้ำมันตะเกียงหรือถ่านต่างๆ ก็ไม่จำเป็ทั้งนั้นก็กักตุน ที่สำคัญบ้านหลังใหญ่ในตระกูลเก่าแก่ก็มักจะมีิญญาอีกด้วยนะเ้าคะ…” เสียงใสเจื้อยแจ้วเอ่ยชื่นชมความตระหนี่ของพี่ชายคล้ายเห็นด้วยอย่างมาก.. ทั้งยังเอ่ยเล่าเื่ลี้ลับต่างๆ ไม่หยุดปาก
เสี่ยวเถียนเป็เด็กช่างพูดและมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ หากอยากสนิทกับใครก็สามารถหาเื่มาพูดกับเขาได้ทั้งวัน ตลอดเวลาที่พูดคุยยังคอยลอบสังเกตุอารมณ์ของฝ่ายตรงข้าม นางมักเลือกพูดแต่สิ่งที่คู่สนทนาอยากได้ยินเท่านั้น
บุคลิกของนางต่างกันโดยสิ้นเชิงกับไป๋ซูเถียน นางมารผู้เงียบขรึมเ็า …
ตอนแรกไป๋ซีเฉิงมองน้องสาวอย่างแปลกใจอยู่บ้าง ดูท่าวันนี้นางคงอารมณ์ดีมาก คำพูดที่เคยเอ่ยมาตลอดสิบปีนี้รวมกันยังไม่มากเท่าที่นางพูดวันนี้วันเดียว
‘ช่างเถิด..มีความสุขก็ดีแล้ว’ อาจเพราะน้องสาวเป็อย่างที่ตนเอง้ามาตลอด ไป๋ซีเฉิงจึงเลือกมองข้ามความผิดปกติของนาง ดวงตาอ่อนโยนมองหญิงสาวเล่าเื่ต่างๆ ระหว่างหยิบขนมทานเล่นไปพลาง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพอใจ
ที่แท้ขนมไร้สาระพวกนี้ก็มีข้อดีเหมือนกัน…
“เ้าสวมชุดสีขาว …” ไป๋ซีเฉิงเพิ่งสังเกตุเห็นความผิดปกติอีกอย่าง.. โดยปกติน้องสาวของเขามักสวมแต่ชุดสีดำหรือสีเข้มตลอดเวลา
“อ้อ…จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าข้าเหมาะกับสีอ่อนมากกว่า พี่ใหญ่ไม่คิดเช่นนั้นหรือเ้าคะ?” หญิงสาวคิดว่าหาก้าเปลี่ยนแปลงชะตา นางมารร้ายไปขวานางก็ต้องไปซ้าย ในเมื่อไป๋ซูเถียนชอบสีดำนางก็จะใส่สีขาวเสียเลย
ไป๋ซีเฉิงมองหญิงสาวช่างพูดดวงหน้าอ่อนเยาว์งดงาม รอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาใสกระจ่าง หากสวมชุดสีดำหรือสีทึบย่อมดูไม่เข้ากัน
“อืมม..ข้าเห็นด้วยกับเ้า” ชายหนุ่มยิ้มรับ ก่อนจะนั่งฟังน้องสาวเล่าเื่ต่างๆ ต่ออย่างเพลิดเพลิน บรรยากาศระหว่างสองพี่น้องอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาแล้วนับสิบปี
เช้าวันรุ่งขึ้น ชายขาพิการมาปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าเรือนหลังเล็กอีกครั้ง เกาเหลียงไม่ได้มาเพื่อรับขาเทียมอันใหม่ แต่มาเพื่อขอมอบตัวรับใช้ไป๋ซูเถียน
เกาเหลียงเล่าว่าเมื่อก่อนเขาเคยเป็หมอที่มีชื่อเสียงของแคว้นหลัน แต่เพราะผิดใจกับผู้มีอำนาจ.. จึงถูกตัดขา ยึดทรัพย์และเนรเทศ เกาเหลียงจำต้องเร่ร่อนเดินทางมายังแคว้นสือหลงแห่งนี้
“พวกเขากล่าวว่าข้ารักษาผิดพลาด … ที่แท้แล้วนั่นเป็โรคที่ไม่อาจรักษาได้ต่างหาก!” เกาเหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงคับแค้นใจ
“รักษาไม่ถูกใจก็ตัดขา?! ใครกันทำเื่โหดร้ายเช่นนี้?” ไป๋ซูเถียนได้ยินเื่ราวนี้ก็ใมาก ในโลกก่อนของนาง แพทย์คืออาชีพที่ได้รับความเคารพนับถือ เสี่ยวเถียนแทบจะโตในโรงพยาบาลได้พบหมอมากมาย พวกเขาไม่ว่าจะมีบุคลิกเช่นไรแต่ในใจล้วนเมตตาและหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์ เห็นหมอคนหนึ่งต้องมาถูกทำลายอนาคตไปอย่างโหดร้ายก็อดเสียใจไม่ได้
เกาเหลียงก้มหน้านิ่งไม่ยอมเอ่ยชื่อผู้ลงมือออกมา เขาไม่อยากให้เด็กสาวน้ำใจงามต้องข้องแวะกับคนชั่วกลุ่มนั้น ชายวัยกลางคนยังเล่าอีกว่าเขาไม่อยากเป็หมออีกแล้ว ทุกวันนี้เขาดำรงชีวิตด้วยการเก็บสมุนไพรเป็หลัก ทว่าเพราะอุปสรรคที่ขาพิการวันๆ หนึ่งก็เก็บสมุนไพรได้ไม่มากนัก อีกทั้งร้านยาที่รับซื้อเ่าั้เห็นเขาพิการทั้งยังเป็คนเร่ร่อนก็แกล้งกดราคา ทำให้เกาเหลียงยากจนมากต้องใช้ชีวิตไม่ต่างจากขอทาน
“หึ..ซ้ำเติมคนเดือดร้อนยังกล้าเปิดร้านขายยา พวกเขาเป็มนุษย์หรือไม่ ..?” ไป๋ซูเถียนโกรธแทนเกาเหลียงยิ่งนัก ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็วาบผ่าน
“ข้ารู้แล้ว ข้าจะเปิดร้านขายยา!” ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบเงินเป็ประกายสว่างวาบ เมื่อคิดถึงสูตรยาประจำบ้านมากมายในหัวของนาง “หมอเกา.. ท่านก็ตรวจรักษาของท่านไป ส่วนข้าจะขายยาเอง”
เกาเหลียงได้ฟังแผนการณ์ของนางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงงุนงงปะปนกับความไม่เชื่อถือ “คุณหนู หากท่านอยากให้ข้ารับใช้ข้าย่อมยินดี ทว่าผู้ใดจะอยากรักษากับหมอพิการอย่างข้า …อีกอย่างร้านขายยาต้องใช้ทุนมหาศาล ทั้งยังต้องมีสมุนไพรจำนวนมาก พวกเราจะไปหาสมุนไพรจากไหนมาขายล่ะ”
“ยาที่ข้าพูดถึงไม่จำเป็ต้องมีจำนวนมาก เน้นความแปลกใหม่เท่านั้น ส่วนเื่ทุนไม่ต้องใช้มากหรอก.. มีท่านมีข้า กับแผงเล็กๆ สักแผงก็พอแล้ว…”
แผง.. แผงอะไรนะ?