ทั้งเฉินจื้อเฟิงและเฟิงหลี่เฉียงเดินไปที่เขตพระราชฐานด้านในของพระราชวังหนานจิงด้วยกันเพราะที่ทำงานของพวกเขาอยู่ใกล้นั่นเองพระราชวังหนานจิงเป็พระราชวังเก่าของจีนมาหลายราชวงศ์จนในที่สุดฮ่องเต้หย่งเล่อได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ปักกิ่งและสร้างพระราชวังต้องห้ามขึ้นมาในภายหลัง
พระราชวังหนานจิงมีขนาดครอบคลุมพื้นที่กว่า10 ตารางกิโลเมตร มีกำแพงล้อมรอบหลายชั้น ภายในพระตำหนักและอาคารหลายหลังโดยเฉพาะพระที่นั่งหลวงหรือไท่เหอเตี้ยนซึ่งเป็สถานที่สำคัญที่สุดในพระราชวังสำหรับสำนักงานราชเลขาธิการหรือเน่ย์เก๋อ ตั้งอยู่ในบริเวณชั้นในที่เป็เขตพระราชฐาน ซึ่งเป็พื้นที่สงวนสำหรับข้าราชการชั้นสูงและงานราชการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฮ่องเต้เท่านั้น
สำนักงานราชเลขาธิการหรือเน่ย์เก๋อเป็ศูนย์กลางของการบริหารราชการแผ่นดินเป็สถานที่ที่จักรพรรดิใช้ในการศึกษาค้นคว้า จัดเก็บเอกสารสำคัญและปรึกษาหารือกับขุนนางชั้นสูง ในบางยุคหลายคนได้กลายมาเป็เสนาบดีและอัครเสนาบดีที่มีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองของประเทศด้วย
แต่เพราะเ้าหน้าที่หลายคนมีอิทธิพลการเมืองมากเกินไปจนกระทบต่อการปกครองของจักรพรรดิจึงมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในยุคของราชวงศ์ิตอนต้น ให้มีหน้าที่หลัก คือทำงานรับใช้จักรพรรดิด้านเอกสารและการถวายคำปรึกษา และอีกด้านคือเป็สถาบันสูงสุดในการปกครอง (คล้ายกับทั้งองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีผสมผสานกัน)
ในยุคของจักรพรรดิหงอู่จึงยกเลิกตำแหน่งอัครเสนาบดีเพื่อลดอำนาจการบริหารงานลงไปและเปลี่ยนมาเป็หน่วยงานหรือสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดเหนือหกกรม และมีจำนวนสมาชิกเน่ย์เก๋อที่เรียกว่า ต้าเซฺว่ชื่อจำนวนหกคน สมาชิกที่มีาุโสูงสุดเรียกว่า โฉวฝู่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็ขุนนางในระดับกลาง และยังมีขั้นต่ำกว่าเสนาบดีเ้ากรมทั้งหกก็จริงแต่เพราะทำงานรับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ ทำให้พวกเขามีอำนาจและอิทธิพลสูงมากไม่ต่างจากการเป็อัครเสนาบดีเหมือนสมัยก่อน
เมื่อทั้งเฉินจื้อเฟิงและเฟิงหลี่เฉียงเดินมาถึงประตูใหญ่ของพระราชวังที่เรียกว่าเหว่ยิเหมิน พวกเขานำจดหมายที่มีตราประทับจากฮานหลินหยวนและป้ายไม้แสดงตัวยื่นให้ทหารที่รักษาความปลอดภัยอยู่ประตูด้านหน้า เมื่อตรวจสอบตัวตนและพบว่าไม่มีอาวุธแล้วทหารคนหนึ่งนำพวกเขาไปที่อาคารหลังใหญ่แห่งหนึ่ง พวกเขาแจ้งแก่เ้าหน้าที่ด้านหน้าเ้าหน้าที่ก็พาสองบัณฑิตไปยังห้องสมุดที่อยู่ด้านข้าง
ทั้งเฉินจื้อเฟิงและเฟิงหลี่เฉียงเพิ่งเคยมาที่นี่ซึ่งเป็หน่วยงานที่สำคัญที่สุดในการบริหารประเทศ ทำให้พวกเขาอดตื่นเต้นไม่ได้แต่ก็พยายามสำรวมกิริยาเอาไว้
ในห้องสมุดที่มี3 ชั้น มีการแบ่งออกเป็หลายห้อง เ้าหน้าที่พาพวกเขาไปยังชั้นที่้าซึ่งมีหนังสือเอกสารที่เป็ทั้งแผ่นหนัง ม้วนไม้ไผ่ และกระดาษ เก็บรักษาเอาไว้มากมายทำให้เฟิงหลี่เฉียงตาโตด้วยความตื่นเต้น
สำหรับบัณฑิตที่ชื่นชอบการศึกษาเรียนรู้ที่นี่คือ์สำหรับพวกเขา และถ้าไม่ใช่เพราะการทำสารานุกรมหย่งเล่อบัณฑิตหน้าใหม่อย่างเขา จะไม่มีทางได้เห็นเอกสารสำคัญอย่างนี้แน่นอน
เฟิงหลี่เฉียงหันไปบอกกับเฉินจื้อเฟิงว่า“เราแยกกันตรงนี้นะ ถ้าได้เวลาห้องสมุดปิด่พักกลางวัน ค่อยออกมาพบกันด้านหน้า”
อีกฝ่ายพยักหน้าและรีบเดินไปทางชั้นหนังสือที่ตนเอง้า พวกเขาเดินหาหนังสือและเอกสารที่้าเริ่มต้นอ่านและคัดลอกข้อมูลที่้าลงในสมุดที่พวกเขานำติดตัวมาด้วย และใช้เวลาตลอด่เช้าอยู่ในนั้นไปตลอด
และั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาเฟิงหลี่เฉียงจะมาที่ห้องสมุดนี้หลายครั้ง เพื่อค้นหาข้อมูลที่เขา้า
เย็นวันหนึ่งเฟิงหลี่เฉียงออกนอกเส้นทางกลับบ้าน เพื่อซื้ออาหารเพิ่มเติม นอกจากจะซื้ออาหารสำเร็จรูปแล้วเขายังจะซื้ออาหารสดสำหรับทำกินเองในวันอื่นด้วย
ในระหว่างที่เดินกลับนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กชายและเสียงด่าทอของชายคนหนึ่ง เมื่อหันไปเขาก็พบเด็กชายคนหนึ่งนอนขดตัวด้วยความเ็ปอยู่บนพื้นถนนสกปรกเนื้อตัวของเขาเปื้อนเืที่เกิดจากการถูกเฆี่ยนตี
ใกล้กันนั้นเป็ชายวัยกลางคนตัวใหญ่ในมือถือแส้ขนาดใหญ่ กำลังเฆี่ยนตีเด็กชายวัย 11-12 ขวบและตะคอกด่าเสียงดัง “ไอ้ทาสี้เี! พวกเ้ามันมีสันดานแบบนี้ล่ะถึงต้องมาเป็ทาส! ลุกขึ้นมาทำงานเดี๋ยวนี้ อย่ามาสำออย ไม่งั้นข้าจะเฆี่ยนเ้าให้ตายตรงนี้เลย!”
“ข้าไม่ได้ี้เีขอรับนายท่านข้าไม่สบายจริงๆ ข้ายังไม่ได้กินอะไรั้แ่เมื่อวานนี้เลย ข้า..ข้า..เลยหน้ามืดขอรับ!” เด็กชายร้องด้วยเสียงแหบ เขาพยายามยกมือขึ้นป้องกันตัวจากแส้ที่โหมกระหน่ำลงมาทุกครั้งที่แส้ฟาดลงมือ ตรงนั้นก็จะเป็รอยแผลและมีเืไหลซึมเด็กชายร้องไห้ด้วยความเ็ป เขาพยายามหลบแส้ที่ฟาดลงมาแต่สู้แรงของชายคนนั้นไม่ได้ ผู้คนต่างมามุงดู แต่กลับไม่มีใครช่วยเหลือเขาสักคน!
แต่แล้วชายวัยกลางคนก็ต้องสะดุ้งเมื่อมือของเขาที่กำลังหวดแส้ลงไป ถูกมือที่แข็งแกร่งจับยึดเอาไว้แน่นและบีบข้อมือของเขาอย่างแรง จนต้องร้องออกมาด้วยความเ็ป เมื่อหันไปมองเขาก็พบว่าเป็บัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งที่จับข้อมือของเขาเอาไว้แน่น ถึงแม้เขาจะพยายามดิ้นรนสะบัดมือแค่ไหน ก็ไม่สามารถดึงมือออกไปได้และแรงที่ใช้บีบก็เพิ่มมากขึ้นจนกระดูกใกล้จะแตก
เขาะโเสียงดังว่า“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ไอ้หน้าอ่อน! เ้าอยากเจ็บตัวใช่ไหม!”
แล้วเขาก็ต้องร้องโหยหวนออกมาเมื่อบัณฑิตหนุ่มยกเท้าขึ้นเตะที่ท้องของเขา เสียงเท้ากระทบกับเนื้อที่ท้องดังลั่นชายวัยกลางคนทรุดลงกับพื้นด้วยความเ็ป ตอนนี้เขาจุกร้องไม่ออกแล้ว
เฟิงหลี่เฉียงสะบัดมือของชายคนนั้นทิ้งหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาตะคอกเสียงดังโดยไม่สนใจผู้คนรอบตัวว่า“บังอาจนักนะ! เ้ากล้าทำร้ายคนกลางถนนแบบนี้ ยังจะมีหน้ามาข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ!”
แล้วเด็กหนุ่มก็รีบไปประคองเด็กชายที่ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวและความเ็ปและถามด้วยความห่วงใยว่า “เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
เด็กชายได้แต่ส่ายหัวด้วยความกลัวเขาพูดอะไรไม่ออก ตาของเขาไหลพรากเต็มหน้า เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจว่าเด็กชายทั้งกลัวและทั้งเ็ปเขาจึงบอกเด็กชายว่า “ไปกับข้า ข้าจะรักษาเ้าเอง!”
แต่ก่อนที่จะขยับตัวเด็กชายก็มองไปข้างหลังของเขาด้วยความใ และะโเสียงหลงว่า “ระวังข้างหลัง!”
ราวกับมีตาหลังเฟิงหลี่เฉียงโอบเด็กชายเอาไว้ แล้วก้มลงหลบฝ่าเท้าของชายวัยกลางคนที่กำลังจะถีบหลังเขาทำให้ชายคนนั้นถีบลมจนเกือบล้มคะมำ เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เขาหันกลับไปและใช้กำปั้นขวาชกตรงไปที่หน้าของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ เสียงกำปั้นกระทบหน้าของชายวัยกลางคนดังลั่นคนที่มุงดูต่างทำหน้าสยดสยอง เืกำเดาไหลออกจากจมูกของชายวัยกลางคนทันที
เฟิงหลี่เฉียงยังไม่หยุดตอนนี้เืเข้าตาแล้ว เด็กหนุ่มตามไปชกซ้ำอีกหลายอีก ทุกครั้งที่หมัดกระแทกลงไปที่ใบหน้าของชายคนนั้นเสียงร้องโหยหวนจะดังขึ้นลั่นถนน ชาวบ้านที่ยืนมุงดู อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ใครจะเชื่อว่าบัณฑิตหนุ่มตัวผอมสูงคนนี้จะกระหน่ำชกชายร่างใหญ่กว่า จนหน้าตาบวมปูด เืกำเดาไหลเปื้อนเต็มหน้า
จนในที่สุดชายวัยกลางคนก็ร้องขอเสียงสั่นพร่าด้วยความกลัวและเ็ป “ข้ายอมแล้วท่านบัณฑิต! ข้ายอมแล้ว! อย่าทำข้าอีกเลย!”
แต่แล้วพวกเขาก็ได้เสียงตำรวจจากอำเภอวิ่งเข้ามาและร้องห้าม “หยุดเดี๋ยวนี้! พวกเ้าทะเลาะอะไรกันที่นี่!”
เมื่อตำรวจ2-3 คนที่วิ่งมา เห็นหน้าของเฟิงหลี่เฉียง พวกเขาก็ชะงัก หนึ่งในนั้นอุทานออกมาว่า“บัณฑิตเฟิงหลี่เฉียงหรือนี่!”
ใช่แล้วพวกเขา คือทีมตำรวจจากอำเภอ ที่เคยเจอกับเฟิงหลี่เฉียงตอนเกิดเหตุฆาตกรรมที่ภัตตาคารอี้เทียนเหลาและผู้นำกลุ่มตำรวจ คือ เจียงอู๋ตี้ ก็เดินเข้ามาทำความเคารพถึงแม้ว่าเขาจะอายุงานมากกว่า แต่ตอนนี้เฟิงหลี่เฉียงมีตำแหน่งสูงกว่า จากนั้นก็ถามว่า“เกิดอะไรขึ้นหรือ ใต้เท้าเฟิง!”
แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มจะพูดอะไรชายวัยกลางคนก็รีบแหกปากร้องเสียงดังด้วยความเ็ป ก่อนจะรีบฟ้องก่อนว่า “ช่วยข้าด้วยขอรับใต้เท้าข้าถูกบัณฑิตคนนี้ทำร้ายร่างกาย จนเจ็บตัวไปหมดแล้ว พวกท่านต้องช่วยข้าด้วย!”
ตำรวจจากอำเภอที่มองดูสภาพของชายวัยกลางคนและหันมามองบัณฑิตเฟิงที่เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ก็อึ้งไปไม่เพียงแต่อึ้งกับสิ่งที่ชายคนดังกล่าวพูด แต่เขายังอึ้งที่บัณฑิตอ่อนแอนี้ สามารถจัดการอีกฝ่ายที่ตัวใหญ่กว่าจนลงไปจนมีสภาพแบบนี้ได้
เฟิงหลี่เฉียงเดินไปหาเด็กชายที่นั่งตัวสั่นเทาอยู่ที่พื้นและประคองให้เขาลุกขึ้น และหันไปพูดกับเจียงอู๋ตี้ว่า “ใต้เท้าเจียงข้าพบชายผู้นี้ทุบตีทำร้ายเด็กด้วยแส้ จนได้รับาเ็เืออกหลายแห่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาได้รับาเ็ภายในด้วยหรือไม่”
“เด็กคนนี้เป็ทาสของข้า! ข้าจะทำอะไรก็ได้ คนอื่นไม่มีสิทธิมายุ่ง! ใต้เท้าขอรับจับไอ้นี่ไปเลย มันทำร้ายข้าจนเืออกแบบนี้เลยขอรับ!”ชายวัยกลางคนรีบลุกขึ้นฟ้องทันที ชาวบ้านต่างพากันส่ายหน้า
“เ้าก็เฆี่ยนอาเฉินจนเืออกเหมือนกันล่ะ”หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งทนไม่ได้ จึงรีบพูดขึ้นมา
คนอื่นก็เสริมขึ้นมาด้วย“เด็กมันไม่สบาย เ้ายังบังคับให้มันทำงาน ดูสิ ตัวมันผอมแห้งแรงน้อยแค่ไหน”
ตำรวจคนหนึ่งที่มีอายุ50 กว่าปี ก็หันไปถามเด็กชายหรืออาเฉินด้วยความสงสารว่า “เ้าเป็อย่างไรบ้างเจ็บมากหรือไม่”
อาเฉินรีบส่ายหน้าเขามองไปที่นายของตัวเองด้วยความกลัว ในขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองเขาอย่างข่มขู่เด็กชายจึงก้มหน้าพูดเบาๆว่า “ข้าไม่เป็อะไรขอรับ”
เฟิงหลี่เฉียงเอื้อมมือไปจับชีพจรของเด็กชายจากนั้นก็ตรวจเช็คแขนขาและที่ลำตัว ก่อนจะพูดด้วยเสียงเ็าว่า “ข้าเป็หมอเ้าจะมาบอกว่าไม่เป็ไรได้อย่างไร ดูสิ! เ้าขาดสารอาหาร ทั้งเืทั้งชี่พร่อง ร่างกายจึงอ่อนแอซูบผอมแสดงว่านายของเ้าไม่ให้อาหารกินเพียงพอ แล้วยังบังคับให้เ้าทำงาน พอไม่ทำงานก็ยังทำร้ายร่างกายเ้าอีก!ดูสิ มีแต่าแจากการถูกทำร้ายกับรอยฟกช้ำตามตัว!”
พวกเขาถอนหายใจด้วยความสงสารเมื่อเห็นริ้วรอยการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นทั้งใหม่และเก่าชายวัยกลางคนยังยืนยันด้วยสีหน้าท้าทายว่า “มันเป็ทาสของข้า! ข้าจะทำอะไรก็ได้!”