ตอนที่ 5 คนขับรถของนายเอกภพชื่อต่อพงษ์นะคร้าบบบบบ
ผมทำงานกับเ้านายมาดขรึมมาได้ห้าวันแล้วครับ ตอนนี้ก็ไปๆมาๆจากบ้านแถวบางบอนกับสุขุมวิทเป็ประจำจนเ้านายต้องออกค่าแท็กซี่ให้เสียแล้ว ผมไม่ได้นอนค้างที่นี่เพราะเกรงใจและต้องไปดูแลแม่ที่โรงพยาบาลด้วย นึกถึงก้อนนิ่วที่นั่งนับได้สองร้อยหกสิบสี่เม็ดแข็งๆเล็กบ้างใหญ่บ้างก็ขนลุกไม่หาย
หลังผ่าตัดแม่มีภาวะแทรกซ้อนคือปวดท้อง มีลิ่มเืขนาดใหญ่กว่านิ้วก้อย ยาวเกือบคืบไปปิดท่อปัสสาวะจนต้องนอนดูอาการ เวลาที่แม่เจ็บจะบิดตัวไปมาหน้าซีดร้องโอดโอยเสียงหลง ผมทำอะไรไม่ได้ตอนมองดูพยาบาลที่คอยสอดสายฉีดน้ำเกลือเข้าไปในท่อเพื่อกระตุ้นให้ลิ่มเืให้หลุดออกมา ชิ้นแรกที่หลุดมาก็มีขนาดตามที่ผมบอกเมื่อกี้แหละ...รู้สึกสงสารแม่จับใจเลยครับ
“คุณยายอาจจะต้องนอนดูอาการอีกสักระยะนะคะ ตอนนี้หมอยังบอกไม่ได้ว่าจะให้กลับบ้านวันไหน” นั่นเป็คำพูดของพยาบาลที่ดูแลเตียงผู้ป่วยชั้นนี้เมื่อสองวันที่แล้ว
“ใจลอยไปไหน” ผมหันขวับไปตามเสียงนั้น
“ปะ เปล่าครับ” ผมมองทางอย่างตั้งใจ พาสติตัวเองจดจ่อกับการขับรถ
“ผมเรียกตั้งนานไม่ตอบ” โดนซะแล้วไอ้เอกเอ๊ย ั้แ่มาทำงานเนี่ยโดนดุประจำ
“ขอโทษครับ”
“มีอะไรรึเปล่า เห็นเงียบๆ” ั้แ่ทำงานมาก็มีวันนี้แหละที่ถามเหมือนจะห่วง
“ไม่มีอะไรครับ” ผมไม่อยากเล่าเื่ดราม่าของตัวเองมากนัก นี่ก็สี่โมงเย็นแล้ว พวกเราอยู่ระหว่างทางกลับบ้านของเ้านายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าผมเยอะ แต่กลับเก๊กหน้าดุดันยังกะคนแก่
RRRRRRRR
เสียงไอโฟนของผมดังรัวจนสะดุ้ง คุณต่อทำหน้าดุอย่างรำคาญใจผ่านกระจกมองหลังจนผมรู้สึกผิด นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็ลูกจ้างนะ หน้าแบบนี้ มีโบก
“รับซะที ผมรำคาญ”
“ครับๆ ขอโทษครับ” ผมรีบรับสาย “ว่าไง”
[พี่เอก ฮือ แม่ ฮือ]
“ไอ้โท แม่เป็ไร อย่าเพิ่งร้อง แม่เป็ไร” ผมใจหล่นไปถึงตาตุ่ม อยู่ดีๆน้องชายก็โทรมาร้องไห้เื่แม่...
[แม่ ฮือ แม่] น้องชายผมร้องไห้ไม่หยุด ั้แ่วันที่แม่ผ่าตัดผมก็ไล่มันให้ไปนอนหอในตั้งหน้าตั้งตาเรียนไปก่อน เพราะตอนกลางวันแม่ก็ดูทีวีทำโน่นนั่นนี่เองได้ แถมญาติๆก็มาเยี่ยมไม่ขาดสาย
“ใจเย็น เห้ย ใจเย็น” แต่ผมนี่สิ เย็นไม่ลงเหมือนกันครับ หน้าซีด ตัวสั่นไปหมดเหมือนจะหมดแรงไปซะดื้อๆ
[แม่ แม่... ตู๊ดๆ] อยู่ๆก้อนอะไรก็ไม่รู้จุกที่คอ น้ำตาไหลเป็สายเลยทีนี้ ในใจคิดฟุ้งซ่านสะระตะ แม่...
“เห้ย นาย นายเอก เป็ไร” เ้านายผมชะโงกหน้ามาฝั่งคนขับด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“แม่ แม่ผม...” ผมนี่กลั้นสะอื้น แต่ยังห้ามน้ำตาไม่ได้
“แม่เป็ไร นายเอก” เ้านายเขย่าตัวให้ผมมีสติก่อนที่อะไรๆมันจะแย่ลง ถ้าขาดสติรถคงแกว่งตกสะพานแขวนนี้แน่ๆ
“แม่ผมผ่าตัด ไม่รู้ น้องผมโทรมาร้องไห้ ไม่รู้ว่า ไม่รู้เหมือนกัน” ผมใจนคุมสติไม่อยู่
“จอดรถ” เ้านายหนุ่มสั่ง ผมยังตัวสั่น
“จอด!” น้ำเสียงนั้นตะคอกจนผมใ ยังดีที่ดึงสติมาได้บางส่วนก่อนจอดที่ไหล่ทาง
“ลงมา” ร่างสูงโย่งกระชากแขนผมอย่างไม่ปราณี คนใจดำ แม่ผมเป็อะไรก็ไม่รู้ยังมาลากตัวผมให้ออกจากรถอีก เอาเถอะ เดี๋ยวหาแท็กซี่ไปก็ได้วะ ไอ้เอกเอ๊ย เวรกรรมอะไรของมึง มาทำงานก็เจอเ้านายใจจืดใจดำ ... ปาดน้ำตาก่อน เลอะ
“ไปนั่งฝั่งโน้น” เ้านายหนุ่มสั่ง ผมมองหน้านั้นด้วยน้ำตานอง “เร็วๆสิชักช้าเดี๋ยวไม่ทันการหรอก” ผมวิ่งเงอะงะไปนั่งฝั่งข้างคนขับโดยมีสารถีกิตติมศักดิ์ชื่อต่อพงษ์นั่งหลังพวงมาลัยแทน ผมนี่อึ้งไปหนึ่งดอก...
“ปรับเบาะสั้นจังวะ” เ้าตัวบ่นอุบ นี่ว่าผมเตี้ยเหรอ ผมสูงตั้งร้อยเจ็ดสิบหกนะ นายนั่นแหละสูงเกิ๊น คนอะไรสูงตั้งร้อยเก้าสิบสี่ ถ้าไม่ติดว่าห่วงแม่ ผมโบกสักตั้งจริงๆ
“ไปไหน”
“ครับ”
“ผมถามว่าโรงบาลไหน” เ้านายกลับมาเก๊กมาดขรึม แววตาจริงจัง ผมบอกชื่อโรงพยาบาลไปก่อนที่รถหรูจะกระชากตัวไปอย่างรวดเร็ว
เกือบชั่วโมงผ่านไป... ผมเดินไปที่ห้องพิเศษอย่างหมดแรง ในใจแป้วเป๋ไปหมด แข้งขาสั่นจนเดินไม่ไหว คนข้างๆคนรำคาญหนักมากถึงขั้นหิ้วปีกผมมาเป็ระยะ “ผมโอเคครับคุณต่อ ปล่อยผมเถอะ”
“แข้งขาเปลี้ยขนาดนี้ ปล่อยไปกองกับพื้นหน้าฟาดมาจะขี้เหร่กว่าเก่าอีกนะ” หึ ดูถูกชิบหาย
“แต่คุณต่อแทบอุ้มผมแล้วนะ” จริงๆครับ อีกนิดเดียวคงเกิดการอุ้มแน่ๆ
“ก็เดินดีๆสิ ผมก็หนักนะ” ผมประคองตัวเดินให้มั่นแต่ตัวมันยังสั่นจนห้ามไม่ได้
แกรก.... ผมแง้มประตูเข้าไปด้านใน ไม่อยากเห็นผ้าขาวที่คลุมร่างแม่เลย ให้ตายสิ แค่คิดน้ำตาก็พาลจะไหล
“พี่เอก พี่เอกมาแล้ว” น้องชายตัวดีโผมากอดด้วยอาการดีใจ ผมงงกับมันจัง
“มาแล้วเหรอลูก” น้ำเสียงอ่อนเพลียนั้นทักทาย
“อ้าวแม่” ผมงงหนัก ไหนเมื่อกี้มึงร้องไห้หนักหน่วงเลยวะ “แม่ไม่เป็ไรเหรอ”
“โอ๊ย ไม่เป็ไรแล้ว เมื่อกี้พยาบาลมาดึงลิ่มเืออกให้ ตอนนี้หายเจ็บแล้ว”
“แล้วทำไม”
“ก็น้องเอ็งมันไม่เคยเห็นแม่เจ็บ ใโวยวายลั่นเลย”
“ไอ้..” ผมทำตาเขียวใส่น้องชายที่กำลังยิ้มแหย
“นั่นใครมากับพี่น่ะ” ผมสะดุ้งสิครับ ลืมไปสนิทเลยว่ามีั์หน้าดุขวางประตูอยู่
“อ๋อ นี่คุณต่อ เ้านายพี่น่ะ”
“ห๊ะ” สองแม่ลูกอุทานพร้อมกันอีก “พี่ไปได้งานที่ไหน ตอนไหน”
“นั่นสิ ทำไมไม่เคยบอกแม่”
“แล้วพี่ไม่ขับแท็กซี่ละเหรอ แล้วค่าห้องแม่จะเอาไงล่ะ”
“ใจเย็นๆก๊อนไอ้โท”
“เดี๋ยวผมไปหางานพิเศษทำนะพี่ จะได้ช่วยพี่อีกแรง”
“นี่ไอ้โท กูบอกว่ากูได้งานแล้ว มึงฟังบ้างมั้ยเนี่ย”
“พี่ไปทำงานอะไร วุฒิการศึกษาก็ไม่มี พี่อย่ามาอำ นี่เป็คุณหมอใหม่แน่ๆเลยใช่มั้ย”
แต่งสูท ผูกไทเต็มยศขนาดนี้ หมอบ้านเอ็งสิ...แต่เอ๊ะ ก็บ้านมันก็บ้านกูนี่หว่า
“สวัสดีครับคุณแม่ ผมต่อพงษ์ครับ เ้านายพี่เอก” หืม เรียกพี่เอกซะด้วย ปกติอยู่กันสองคนเรียก นายๆ
“ไหว้พระเถอะลูก แล้วทำไมถึงมากับตาเอกได้ล่ะ”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีทางผ่านน่ะ เห็นพี่เอกรีบผมเลยถือโอกาสมาเยี่ยมคุณแม่ซะเลย” หึ เนียนนักนะ ทางผ่านบ้านเตี่ยอะดิ นี่บางบอน คงผ่านไปสุขุมวิทมั้ง
“โถ พ่อหนุ่ม ขอบใจมากนะคะ” แม่ หยุดปลื้ม หยุด
“ผมขอโทษด้วยนะครับที่มามือเปล่า เสียมารยาทจัง” ทำไมต้องทำเสียงหล่อขนาดนั้นด้วยวะ
“โอ๊ย ไม่เป็ไรเลยพ่อคุณ” แม๊! หยุดชื่นชมเดี๋ยวนี้ ดูสายตาสิ จะเอ็นดูทำม้ายยยยย...ทำไมผมสติหลุดหมั่นไส้ได้ขนาดนี้นะ
“งั้นเอางี้ ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ให้ทางผมรับผิดชอบเองนะครับ”
“ห๊ะ” เสียงผมเองครับ
“ถือว่าเป็สวัสดิการพนักงาน ไม่ต้องเกรงใจ” หน้าหล่อๆนั้นพูดเสียงเรียบ จะมาไม้ไหนวะเนี่ย
“คุณต่อ...” ผมนี่ถึงกับอึ้งเป็ดอกที่สอง
“ตั้งใจทำงานละกัน” เ้านายผมโน้มตัวมากระซิบไก่ที่กำลังตาแตกแบบผม
“งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ คุณแม่จะได้พักผ่อน” บังอาจเรียกแม่เสียด้วย ใครแม่เอ็งฟระ
“จ้ะ ขอบใจมากนะที่มาเยี่ยม” ต่อพงษ์ไหว้หญิงชราบนเตียงคนไข้อย่างนอบน้อม ท่าทางผิดแปลกจากตอนที่ดุผมลิบลับ ไอ้น้องชายผมนั่งจับมือแม่เงียบเชียบก็ยกมือไหว้ยกใหญ่ ใบหน้าหล่อเอียงมากระซิบข้างหู “เจอกันพรุ่งนี้”
“แต่ คุณต่อจะกลับยังไง” ผมกระซิบถาม ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องกระซิบกระซาบกันด้วย
“รถไง ผมมีรถ”
“แต่...”
“ผมกลับเองได้ นายดูแลแม่เถอะ พรุ่งนี้เจอกัน” นั่นไง กลับเองอี๊ก ... อึ้งดอกที่สาม แล้วนี่ผมจะโดนว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่มั้ยเนี่ย จะโดนด่าหนักรึเปล่า โดนหักเงินมั้ยภาระยิ่งเยอะๆอยู่ หรือจะโดนไล่ออกรึเปล่า ยิ่งมีข่าวลือหนาหูเื่ไล่คนขับรถออกบ่อยๆด้วย
“คุณต่อ” ผมเดินตามร่างสูงโย่งมาตรงทางเดินไปที่ลิฟต์
“อะไรอีก” นั่นไง น้ำเสียงเบื่อหน่ายมาแล้ว สร้างภาพเก่งงงงงง
“คือ ผมจะโดนหักเงินวันนี้มั้ยอะครับ” คือ กูไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถามแบบนั้น
“คิดว่าไงล่ะ” เ้านายผมยิ้ม ผมคิดว่าตัวเองตาฝาด ร่างสูงนั้นยิ้ม เลิกคิ้วก่อนเดินลงบันไดแทนที่จะรอลิฟต์ที่กำลังมา...
