เสียงออดยามเช้าดังขึ้นตรงเวลาเป๊ะไม่มีคลาดเคลื่อน
08:00 น. ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติเหมือนเคย
เหมือนทุกอย่างในโรงเรียนแห่งนี้—ถูกออกแบบมาให้ “ถูกต้องแบบค่อนข้างที่จะน่าสงสัยเลย”
ผมนั่งอยู่แถวริมหน้าต่าง แสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนลงบนโต๊ะไม้ที่สะอาดเกินความจำเป็ ลมพัดผ้าม่านไหวช้า ๆ ในจังหวะที่แทบจะคำนวณได้
“เหมือนเดิมอีกแล้วนะไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม นายได้คะแนนมากที่สุดเลย”
เสียงเพื่อนร่วมห้องดังขึ้น พร้อมกระดาษคะแนนที่ถูกส่งต่อมาถึงโต๊ะผม
ผมยิ้มตอบรับทุกคน
มุมปากยกขึ้นในระดับที่พอดี
ไม่มากเกินไปจนดูโอ้อวด
ไม่น้อยเกินไปจนดูเ็า
“ก็แค่ข้อสอบปกตินะครับทุกคน” ผมตอบ
คำตอบมาตรฐานเหมือนกับคนทั่วไป
น้ำเสียงมาตรฐานเหมือนกับคนธรรมดา
บุคลิกมาตรฐานเหมือนกับสามัญชน
แต่ไม่รู้ทำไมหลังจากนั้น บรรยากาศในห้องเริ่มดูอึดอัด ต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ทั้งสายตาท่าทาง ทุกอย่าง
ทุกอย่าง…เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
เพราะการเป็ “คนธรรมดาที่ดูเสแสร้งอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป”
แต่เป็ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดณขณะนี้
—
ในโลกนี้ คนส่วนใหญ่ไม่ได้โง่แต่ก็ไม่ได้ฉลาดเสมอไป
พวกเขาแค่ “เลือกจะไม่มองแกล้งลืมหรือทำเป็ไม่ทราบ”
เลือกจะเชื่อในสิ่งที่สบายใจเกิดความอิจฉาในจิตใจ
เลือกจะมองข้ามสิ่งที่ซับซ้อนแล้วใช้อารมณ์เป็ที่ตั้ง
และนั่นแหละ…คือจุดอ่อนของพวกเขาที่ผมควรจะเก็บไว้ในใจและเลือกที่จะไม่พูดออกไป
ผมกวาดสายตามองไปรอบห้อง
เด็กผู้หญิงแถวหลังที่แกล้งหัวเราะเสียงดังเกินจริง แล้วดูจะไม่มีความจริงใจมากขนาดนั้น
เด็กผู้ชายที่ทำเป็ไม่สนใจใคร แต่คอยมองโทรศัพท์ทุกสามวินาที ผมก็ไม่กล้าที่จะไปแนะนำอะไรเขา
ครูที่พยายามรักษาภาพลักษณ์ ทั้งที่แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า และท่าทางที่ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจ
ทุกคนมี “รอยร้าว” เพียงแค่ตอนนี้ยังมองไม่เห็น
และรอยร้าว…ถ้ารับรู้ล่ะก็นะ อาจจะมีประโยชน์ในอนาคตก็ได้นะ ฮิฮิ
—
“เฮ้ วันนี้มีประชุมชมรมนะ นายจะไปใช่ไหม?”
คำถามถูกโยนมาแบบไม่คิดอะไร เหมือนไม่ได้ไตร่ตรองและดูสภาพแวดล้อมรอบข้างเสียก่อน
ผมหันไปพยักหน้าเล็กน้อย ทั้งๆที่มีภาระ และกำลังแบกข้าวของหนักอยู่
“อืม....................................................................... ไปสิ...... ไปก็ได้นะ”
หลังจากตอบด้วยท่าทีที่เหน็ดเหนื่อยเ็าและไม่ได้ตั้งใจเท่าไหร่แน่นอนว่าผมต้องไป
เพราะจุดเริ่มต้นของหลายอย่าง…อยู่ที่นั่น ที่ๆทุกคนรู้ว่าที่ไหนแน่นอนที่นั่นก็คือเป้าหมายในตอนนี้ยังไงล่ะ
—
ไม่มีใครรู้ ใช่ ใช่ ใช่ ใช่สิ แน่นอนว่าใช่
ว่าภายในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
“เหตุการณ์บังเอิญ” หลายอย่างในโรงเรียนนี้
ไม่เคยบังเอิญเลย มันไม่ใช่เื่บังเอิญแน่นอน แต่คงยังไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัด
เด็กที่ถูกเปิดโปงเื่โกงข้อสอบ
ครูที่ถูกย้ายอย่างกะทันหัน
นักเรียนที่หายไปจากกลุ่มสังคมโดยไม่มีใครพูดถึงอีก
ทั้งหมด…เริ่มจาก “ข้อมูลเล็ก ๆ”
และการ “ผลัก” เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
ในจังหวะที่เหมาะสม ไม่สามารถพลาดได้
เหมือนโดมิโน ถ้าล้มแล้วการที่จะกลับมาตั้งใหม่คงต้องใช้เวลา
ที่ไม่จำเป็ต้องใช้แรงมาก แต่ปัจจัยสำคัญคือเวลาที่จะเสียไปไม่ได้
แค่รู้ว่าควรแตะตรงไหน ใช้ความรู้เพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้
ผมเปิดสมุดบันทึกของผมเปิดไปหน้าสุดท้าย
ลายมือเรียบร้อย งดงาม สวยดีของผมเองแหละ
เป็ระเบียบ เรียบร้อยแน่นอนว่าลายมือผม
ไม่มีรอยลบ เพราะผมไม่ได้เขียนพลาดเลยดังนั้นจึงไม่มีเหตุจำเป็ที่จะต้องลบ
มีข้อมูลดังนี้
รายชื่อ
วันที่
ความสัมพันธ์
จุดอ่อน
ทุกอย่างถูกจัดวางเหมือนแผนผัง ความคิด และตาราง
ไม่ใช่เพื่อทำร้ายใคร ในตอนนี้
…อย่างน้อย นั่นคือเหตุผลที่ผมเคยบอกตัวเองไงบอกตัวเองว่า
“ถ้าระบบมันผิด”
“ใครสักคนก็ต้องแก้”
ใช่ไหมหละ?
—
ผมหยุดสายตาที่ชื่อหนึ่ง
ตัวอักษรธรรมดา จนดูน่าสงสัย
แต่มีเส้นใต้บาง ๆ เป็สัญลักษณ์กำกับไว้
คนเดียว…ที่ยัง “อ่านไม่ออก”
น่าสนใจดีนะเนี่ย มีคนแบบนี้ด้วยหรอ
ในสถานที่ที่ทุกคนโปร่งใสจนแทบไม่มีความลับ
การมีอยู่ของคนแบบนั้น—คือความผิดปกติ
และความผิดปกตินั้น
ไม่เคยควรถูกปล่อยไว้ั้แ่แรกนะถ้าจะให้พูดตรงๆ
เสียงออดหมดคาบดังขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนลุกจากที่นั่ง ยังพร้อมเพียงเป็พฤติกรรมที่เห็นโดยทั่วไปเห็นจนเคยชินชินตา ซ้ำไปซ้ำมาทุกๆครั้ง
บทสนทนาเริ่มวุ่นวาย
ชีวิตดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนวันธรรมดาทั่วๆไป
ผมปิดสมุด
ยิ้ม รอยยิ้มกว้างขึ้น กว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งค่อนข้างดี ตอนนั้นไม่มีใครเห็นผม
และลุกขึ้นยืน
เกมยังเพิ่งเริ่มต้น
และครั้งนี้—
ผมอยากจะรู้จริง ๆ อยากรู้มากๆเลยครับ
ว่า “ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้”
จะพังแผนของผมหรือไม่