เสียงล้อเหล็กของขบวนรถไฟใต้ดินสายด่วนพิเศษเสียดสีกับรางเหล็กกล้าแผดเสียงครืดคราดเป็จังหวะหนักแน่นสม่ำเสมอ แสงไฟนีออนสีขาวสว่างนวลจากเพดานตู้โดยสารส่องสะท้อนผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่ เผยให้เห็นทัศนียภาพของมหานครขนาดมหึมาเบื้องนอกที่กำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพตัดแปะ
มหานครโครเนแซนเดรีย รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปี 2026
เมืองหลวงทางเศรษฐกิจระดับโลกแห่งใหม่ที่ถูกเนรมิตและก่อสร้างขึ้นมาอย่างเร่งด่วนบนผืนดินเดิมที่เคยพังทลายหลังมหาเื้ัาใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน เมืองทั้งเมืองอัดแน่นไปด้วยตึกระฟ้าทรงเรขาคณิตล้ำสมัยที่สูงเสียดชั้นบรรยากาศ ป้ายโฆษณาฉายแสงโฮโลแกรมสามมิติขนาดขนาดั์ลอยล่องอยู่กลางอากาศราวกับปลาวาฬที่ว่ายวนในอากาศ และโดรนตรวจการณ์ไร้คนขับของรัฐบาลที่บินฉวัดเฉวียนผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืนแทบทุกนาทีเพื่อสแกนหาความผิดปกติ ภายนอกของมันอาจดูเหมือนสรวง์และมหานครแห่งอนาคตอันสมบูรณ์แบบที่ไร้ที่ติ
ทว่าภายใต้แสงสีอันตระการตานั้น...ประชาชนทุกคนต่างตระหนักและรู้ซึ้งแก่ใจดีว่า โลกใบนี้กำลังคลืบคลานเข้าสู่ยุคสมัยแห่งาเงียบอย่างช้าๆ าที่ไม่มีใครรู้ว่าจะปะทุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อไหร่
ริน อาซากิ ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเหนื่อยล้า พลางเอนศีรษะพิงกับกระจกหน้าต่างรถไฟใต้ดินที่เย็นเยียบ เส้นผมสีแดงเพลิงยาวสลวยเป็เอกลักษณ์ของเธอสะท้อนกับแสงไฟเมืองยามค่ำคืนภายนอกดูโดดเด่นสะดุดตา สาววัย 18 ปีคนนี้ยังคงอยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียนมัธยมปลายสีดำขลิบแดงประจำโรงเรียนเอกชนเซนต์อาเรียอันหรูหรา เธอเพิ่งเสร็จสิ้นจากการซ้อมดนตรีอันยาวนานของชมรมที่กินเวลาไปจนดึกดื่น

ติ๊ง—
เสียงสัญญาณแจ้งเตือนระบบสั่นจากโทรศัพท์มือถือในมือดังขึ้นเบาๆ
มุมปากของรินยกขึ้นเป็รอยยิ้มจางๆ ทันทีเมื่อเห็นชื่อของเ้าของข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอ
— โจนาธาน เรน —
นิ้วเรียวสวยกดเปิดหน้าต่างแชตเพื่ออ่านเนื้อความทันที
[ เรน: ถึงบ้านรึยัง? ]
[ ริน: ยังเลย นั่งรถไฟอยู่ นายล่ะ? ]
อีกฝ่ายส่งข้อความตอบกลับมาแทบจะในพริบตาเดียวนั้น
[ เรน: ยังอยู่ห้องวิจัย ]
รินกรอกตาไปมาอย่างเอือมระอาให้กับความบ้างานของเพื่อนสนิท
[ ริน: อีกแล้วเหรอ? ]
[ ริน: นี่นายจะอยู่เฝ้ากับเศษเหล็กพวกนั้นจนมหาวิทยาลัยเปิดเทอมเลยรึไง ]
ข้อความขึ้นสถานะ "กำลังพิมพ์..." ปรากฏอยู่บนมุมจอนานอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับอีกฝ่ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนที่คำตอบจะเด้งขึ้นมา
[ เรน: มันไม่ใช่เศษเหล็กสักหน่อย ]
[ เรน: มันคือเครื่องส่งสัญญาณต้นแบบสำหรับเปิดประตูมิติต่างหาก ]
"หมอนี่นะ...บ้าวิศวกรรมขึ้นสมองจริงๆ" รินพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางส่ายหัว
โจนาธาน เรน คือชื่อเต็มของเขา เขาเป็เพื่อนสนิทกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวของเธอมาั้แ่อายุ 8 ขวบ เด็กหนุ่มอัจฉริยะผู้มีไอคิวสูงลิ่วทว่ากลับชอบเก็บตัวเงียบและหมกมุ่นอยู่กับงานวิจัยโครงสร้างควอนตัมอันประหลาดของพ่อเขา ผู้ซึ่งได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยใน่ามิติครั้งใหญ่เมื่อปี 2018
นับั้แ่วินาทีที่พ่อจากไป เรนก็แทบจะอุทิศใช้ชีวิตทั้งหมดของเขาอยู่กับกองเศษเอกสารเก่าๆ งานวิจัยฟิสิกส์ และเครื่องจักรหน้าตาพิลึกพิลั่นที่ไม่มีมนุษย์ปกติคนไหนในเมืองเข้าใจ แม้แต่ในตอนนี้ที่ทุกคนควรจะใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างสนุกสนาน แต่เขาก็ยังเหมือนเดิม
[ เรน: ฉันใกล้จะทำมันสำเร็จแล้วนะ ริน ]
เด็กสาวหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับความมั่นใจนั้น
[ ริน: ประโยคนี้นายพูดมาเป็สิบรอบได้แล้วมั้ง ]
[ เรน: แต่ครั้งนี้ฉันพูดเื่จริงนะ ]
รินชะงักนิ้วมือไปเล็กน้อย แววตาที่มองหน้าจอเริ่มเปลี่ยนไป เพราะบางสิ่งบางอย่างในน้ำเสียงจากข้อความของเรนในครั้งนี้...มันดูจริงจังและกดดันผิดปกติจนเธอััได้
[ ริน: นายโอเคไหม? ]
หน้าจอเงียบสงบไปพักใหญ่ ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใดๆ
ก่อนที่ข้อความใหม่ยาวเหยียดจะเด้งขึ้นมาแทนที่
[ เรน: ริน ]
[ เรน: ถ้าสมมุตินะ ]
[ เรน: ถ้าวันหนึ่งโลกที่พวกเรากำลังอาศัยอยู่มันไม่ได้มีแค่มิติเดียวจริงๆ เธอจะทำยังไงต่อไป? ]
รินเลิกคิ้วขึ้นทันทีเมื่ออ่านจบ
[ ริน: นายดูหนังไซไฟพวกแนววิทยาศาสตร์ฟิกสิกซ์ควอนตัมมากเกินไปแล้วละมั้ง ]
[ เรน: ฉันจริงจังนะ ]
เด็กสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาเผลอจับจ้องภาพสะท้อนของตัวเองบนกระจกหน้าต่างรถไฟที่กำลังแล่นฝ่าความมืด ก่อนจะพ่นลมหายใจแล้วพิมพ์ตอบกลับไปตามสไตล์ของเธอ
[ ริน: ต่อให้โลกนี้จะมีอีกสักกี่มิติ หรือมีโลกใหม่อีกกี่ใบ...ฉันก็ยังต้องตื่นไปเรียนหนังสือเหมือนเดิมอยู่ดีนั่นแหละ ]
เมื่อข้อความถูกส่งไป อีกฝ่ายก็ส่งสติกเกอร์รูปตัวการ์ตูนหัวเราะกวนๆ กลับมาแทบจะทันที รินหลุดหัวเราะตามออกมาเล็กน้อยพลางส่ายหน้า
นี่แหละคือเรน...ถึงแม้ว่าเขาจะเป็คนเพี้ยนๆ ชอบพูดจาเื่ล้ำลึกที่เข้าใจยาก และเอาแต่จมปลักอยู่กับห้องวิจัยใต้ดินทั้งวันทั้งคืน แต่เขาก็ยังคงเป็เรนคนเดิมที่เธอรู้จักและเชื่อใจมาตลอดระยะเวลาสิบปีเต็ม
ทว่าในวินาทีนั้นเอง—
ภาพบนหน้าจอมือถือของรินพลันกระตุกวูบและบิดเบี้ยวไปมาอย่างน่ากลัว
ครืดดดด—
เสียงสัญญาณรบกวนคลื่นความถี่สูงแปลกประหลาดดังแทรกเข้ามาในหูฟังไร้สายที่เธอสวมอยู่จนต้องรีบถอดออกเพราะความเจ็บหู พร้อมกันนั้น แสงไฟส่องสว่างภายในขบวนรถไฟใต้ดินก็กะพริบติดๆ ดับๆ อยู่สองสามครั้งก่อนจะกลับมาสว่างตามเดิม
ผู้โดยสารหลายคนในตู้เริ่มส่งเสียงจอแจและหันมองซ้ายขวาเลิกลิ่กด้วยความสงสัยระแวง
[ ริน: เรน? ]
ไม่มีสัญญาณการตอบกลับจากปลายทาง
[ ริน: เฮ้ นายยังอยู่ไหม? ]
ความเงียบคือสิ่งเดียวที่ตอบกลับมา และในวินาทีต่อมา แถบสถานะชื่อของเรนบนหน้าจอก็พลันแปรเปลี่ยนแชตขึ้นสถานะเป็ "ออฟไลน์" สีเทาหม่น
"แบตเตอรี่โทรศัพท์คงหมดมั้ง..." รินพึมพำปลอบใจตัวเอง แม้ว่าในส่วนลึกของหัวใจจะเริ่มรู้สึกแปลกๆ และสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก
ความเร็วของขบวนรถไฟเริ่มชะลอตัวลงอย่างนุ่มนวลก่อนจะเคลื่อนเข้าสู่ชานชาลาของสถานีถัดไป ประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิดออกพร้อมเสียงสัญญาณเตือนและเสียงประกาศแจ้งชื่อสถานีตามระบบ
รินลุกขึ้นยืน กระชับสายสะพายกระเป๋าเครื่องดนตรีบนหลังให้เข้าที่ ก่อนจะก้าวขาเดินออกจากขบวนรถ ปะปนไปกับฝูงผู้คนมากมายที่หลั่งไหลไปตามทางเดินสถานีใต้ดินอันกว้างขวาง
สายลมเย็นฉ่ำของค่ำคืนฤดูใบไม้ร่วงจากด้านนอกพัดเข้าปะทะใบหน้าทันทีเมื่อเธอก้าวเท้าพ้นบันไดสถานีขึ้นมาบนทางเท้าริมถนนใหญ่ แสงสีนีออนหลากสีสันของมหานครโครเนแซนเดรียยังคงสว่างไสวเจิดจ้าทำหน้าที่ขับไล่ความมืดมิดเหมือนเช่นทุกคืน รถยนต์ลอยฟ้าดีไซน์หรูวิ่งทะยานผ่านเส้นทางจราจรกลางอากาศเหนือศีรษะ ภาพโฮโลแกรมโฆษณาสินค้าขนาดั์ฉายภาพเคลื่อนไหวอยู่กลางอากาศอย่างมีชีวิตชีวา และมีเสียงไซเรนของรถตำรวจดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ตามวิถีปกติของเมืองใหญ่ที่ไม่เคยหลับใหล
รินหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง ยังคงไม่มีข้อความใหม่หรือการติดต่อใดๆจากเรน เด็กสาวถอนหายใจยาวรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน ก่อนจะเริ่มก้าวเท้าเดินมุ่งหน้ากลับบ้านตามแนวทางเท้าที่ค่อนข้างเงียบสงบขนานไปกับตึกแถว
ทว่า ในตอนนั้นเอง—
“เธอคือ ริน อาซากิ สินะ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบของใครบางคนดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลัง
รินชะงักฝีเท้าลงทันที ร่างกายตื่นตัวขึ้นตามสัญชาตญาณ เมื่อเด็กสาวหันหลังกลับไปมองยังต้นเสียง เธอก็พบกับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ภายใต้แสงสีเหลืองนวลของเสาไฟริมถนน เส้นผมสีขาวเงินสั้นตัดแต่งทรงอย่างดีพลิ้วไหวไปตามแรงลมยามค่ำคืนเบาๆ ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเย็นเยียบราวก้อนน้ำแข็งทว่ากลับสะท้อน
แสงนีออนของเมืองเป็ประกาย เขาสวมชุดเสื้อโค้ทยาวสีขาวสะอาดตาราวกับหลุดออกมาจากห้องทดลอง ซึ่งดูแปลกแยกและแตกต่างจากผู้คนรอบข้างที่สวมชุดสีมืดมนอย่างสิ้นเชิง และถึงแม้ว่าบนใบหน้าคมคายของเขาจะประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูเป็มิตรและอบอุ่น...

แต่ไม่รู้เพราะอะไร...ทันทีที่สายตาประสานกัน รินกลับรู้สึกเย็นะเืและหนาววาบขึ้นมาตามไขสันหลังอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“เอ่อ...” เด็กสาวขมวดคิ้วแน่น แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง “พวกเรา...เคยรู้จักกันด้วยเหรอคะ?”
ชายหนุ่มเสื้อโค้ตสีขาวส่งยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย
“ยังหรอก” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสบายๆ ราวกับกำลังชวนคุยเื่ลมฟ้าอากาศ “แต่เดี๋ยวอีกไม่นานหลังจากนี้...พวกเราคงจะได้เจอกันอีกแน่นอน”
เมื่อสิ้นคำพูด ชายหนุ่มคนนั้นก็ก้าวเท้าเดินสวนข้างกายผ่านร่างของรินไปดื้อๆ โดยไม่คิดจะอธิบายอะไรเพิ่มเติม
เด็กสาวรีบหันหลังกลับไปมองตามทิศทางที่เขาเดินไปทันทีเพื่อจะซักไซ้ให้รู้ความ
ทว่า—สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับมีเพียงความว่างเปล่า ร่างสูงของชายหนุ่มผมสีเงินคนนั้นกลับเลือนหายไปจากถนนคอนกรีตเส้นตรงยาวอย่างไร้ร่องรอย ทั้งๆ ที่บริเวณโดยรอบตรงนั้นไม่มีซอกซอยหรือทางแยกให้เลี้ยวหลบเลยแม้แต่แห่งเดียว เขาหายไปราวกับอากาศธาตุ
“...อะไรของเขาเนี่ย ผีหลอกกลางวันแสกๆ หรือไง” รินพึมพำเสียงสั่นเบาๆ พลางยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองที่จู่ๆ ก็ขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างประหลาดใจ
โดยที่เด็กสาวผมแดงคนนี้ไม่มีวันรู้เลยว่า... นับั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป เฟืองแห่งโชคชะตาได้เริ่มหมุนวน และชีวิตปุถุชนคนธรรมดาอันแสนสงบสุขของเธอ...ได้ปิดฉากลงอย่างถาวรแล้ว
[จบตอนที่ 1 — เด็กสาวผู้ถูกเลือก]