เงาร่างที่ปรากฏขึ้นที่หัวมุมถนนทำเอาฝีเท้าของกู่เหวินเทียนและองครักษ์จวนอ๋องหลี่ต้องชะงักลงพร้อมกัน บรรยากาศรอบข้างที่เคยจอแจด้วยเสียงพ่อค้าแม่ขายพลันเงียบสงัดลงไปถนัดตา
สตรีผู้มาใหม่เดินบดบังแสงแดดยามบ่ายเข้ามาอย่างแช่มช้า นางสวมชุดรัดกุมขาวขลิบทองขับเน้นรูปร่างระหงสมส่วน ท่วงท่าการก้าวเดินแผ่วเบาราวกับแมวป่า บนแผ่นหลังของนางสะพายกระบี่เล่มยาวที่มีลวดลายสลักเสลาแปลกตา ใบหน้าหมดจดงดงามทว่านิ่งสนิทราวกับรูปสลักน้ำแข็ง ดวงตาคู่เรียวคู่นั้นนิ่งลึกและจับจ้องตรงมาที่เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว
นางคือ ‘เหม่ยอิง’
“ใต้เท้ากู่ ถอยไปข้างหลังข้า!” องครักษ์จวนอ๋องหลี่คำรามเสียงต่ำ สัญชาตญาณทหารกล้าร้องเตือนถึงอันตรายทันที กระบี่เหล็กกล้าถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่งจนเกิดเสียงเหล็กเสียดสีดัง เช้ง!
เหวินเทียนรีบกลืนซาลาเปาคำสุดท้ายลงคอดังเอื๊อก ตาเบิกกว้างพลางแอบหลบอยู่ข้างหลังแผ่นหลังกว้างของทหารจวนอ๋องอย่างว่องไว “อะไรกันอีกเนี่ย! วันนี้มันวันซวยอันใดของข้า
กู่เหวินเทียน! เพิ่งรอดตายจากมือสังหาร มาโดนพ่อค้าไล่ตี ขึ้นไปเจอคุณหนูลึกลับจอมเหวี่ยง แล้วนี่อยู่ๆ ก็มีแม่นางชุดขาวสะพายกระบี่เดินหน้าตายมุ่งตรงมาหาอีก!”
เหม่ยอิงหยุดยืนห่างจากกลุ่มของทหารจวนอ๋องหลี่ราวๆ 5ก้าว นางมิได้มีท่าทีสะทกสะท้านต่อคมกระบี่เลยแม้แต่น้อย ดวงตาเย็นชาหยุดที่ใบหน้าขาวของเหวินเทียน
“กู่เหวินเทียน ใช่หรือไม่?” น้ำเสียงของนางใสกระจ่างทว่าเรียบเฉียบไร้ระลอกคลื่นอารมณ์
“อะ… เอ่อ ใช่ แม่นางผู้เลอโฉม ข้าคือบัณฑิตกู่…” นามเหวินเทียน…เขาโผล่หน้าออกมาตอบแบบกล้าๆ กลัวๆ
“แม่นาง! เจ้าเป็นใครกันแน่” องครักษ์ตวาด
“ข้ามาตามคำสั่งของปรมาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาพยัคฆ์คำรน” เหม่ยอิงเอ่ยเสียงเรียบพลางชูป้ายหยกสลักรูปพยัคฆ์หมอบอันเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของสำนักออกมา “ท่านสั่งให้ข้ามานำตัวกู่เหวินเทียนไปพบ”
คำว่า ‘ปรมาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาพยัคฆ์คำรน’ ทำเอาองครักษ์และทหารจวนอ๋องหลี่ถึงกับหน้าถอดสี มือที่กุมด้ามกระบี่ถึงกับสั่นระริกด้วยความตกตะลึง! ใครในใต้หล้าจะไม่รู้จักสำนักศึกษาพยัคฆ์คำรน? สำนักที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ แม้แต่ท่านอ๋องหลี่เองก็ยังต้องเกรงใจปรมาจารย์ใหญ่ผู้นี้!
ในขณะที่พวกทหารกำลังยืนอึ้งและลังเลอย่างหนัก เจ้าตัวดีอย่างกู่เหวินเทียนพอยินชื่อสำนัก ตาของเขาก็พลันเปล่งประกายวิบวับ สมองจอหงวนอันดับ1ประมวลผลทันที
‘หืม? สำนักศึกษาพยัคฆ์คำรนอันเลื่องชื่อ! ปรมาจารย์ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลค้ำฟ้าส่งคนมารับข้าเนี่ยนะ? โอ้สวรรค์! ในที่สุดความอัจฉริยะของข้ากู่เหวินเทียนก็ขจรขจายมาถึงชายแดน จนยอดคนต้องส่งสาวงามมารับช่วงต่อแล้วรึ!’
เหวินเทียนเปลี่ยนท่าทีทันควัน จากที่เคยยืนตัวสั่นหลบหลังทหาร เขาขยับผ้าป่านสีขาวหม่นขาดๆ ของตนเองให้เข้าที่ ยืดอกขึ้นตรง แสร้งทำท่าทางเป็นปราชญ์ผู้สุขุมลุ่มลึกทันที
“อ๋อ… ที่แท้ก็เป็นคนของท่านปรมาจารย์ใหญ่นี่เอง” เหวินเทียนเอามือไพล่หลัง พยักหน้าหงึก ๆ ท่าทางน่าหมั่นไส้ “แม่นางเหม่ยอิง กลับไปเรียนท่านปรมาจารย์ใหญ่เถิดว่า ข้ากู่เหวินเทียนซาบซึ้งในความเมตตายิ่งนัก ยามนี้ข้าเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจ… เอ่อ… เสพสุขกับซาลาเปาสาม3พอดี พร้อมที่จะไปสนทนาความรู้และหนังสือตำราต่างๆกับท่านปรมาจารย์แล้ว!”
องครักษ์จวนอ๋องหลี่หันควับมาถลึงตาใส่เหวินเทียนทันที “ใต้เท้ากู่ ท่านจะไปง่ายๆ เยี่ยงนี้ได้อย่างไร บัญชาท่านอ๋องหลี่…”
“โธ่ พี่ชาย!” เหวินเทียนหันไปตบไหล่ทหารจวนอ๋องเบาๆ แสร้งทำเป็นกระซิบ “ท่านอ๋องหลี่กับท่านปรมาจารย์ใหญ่ก็พวกเดียวกันทั้งนั้นแหละน่า ข้าไปพบท่านปรมาจารย์ก่อน แล้วค่อยแวะไปดื่มชาที่จวนท่านอ๋องก็ยังไม่สาย เจ้าดูแม่นางชุดขาวผู้นี้สิ… ถือป้ายหยกขนาดนี้ ถ้าพวกเราปฏิเสธ ขงจื๊อกล่าวไว้ว่าจะดูเป็นการเสียมารยาทต่อปราชญ์อาวุโสนะ!”
เหม่ยอิงมองดูท่าทางกะล่อนพลิกแพลงของเหวินเทียนด้วยสายตาว่างเปล่า นึกในใจว่า ‘ไอ้หมอนี่น่ะรึ บัณฑิตอัจฉริยะที่ท่านอาจารย์ปู่ย้ำนักย้ำหนาว่าต้องพาตัวกลับไปให้ได้… สภาพดูเหมือนพวกสิบแปดมงกุฎในตลาดไม่มีผิด’
ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะคลี่คลายเพราะเหวินเทียนพร้อมจะ "โดดเกาะล้อ" ไปกับสาวงาม… เงาร่างนึงเริ่มขยับตัวด้วยความตึงเครียด เพราะหมากเกมนี้เริ่มมีขั้วอำนาจใหญ่ฝั่งปราชญ์เข้ามาแทรกแซงเสียแล้ว!