ปฐมบทแห่งแรงบันดาลใจ (เซน่อายุ 8-13 ปี)
แสงอาทิตย์ยามบ่ายอันอบอุ่นทอดเงายาวลงบนผืนหญ้าสีเขียวขจีที่โอบล้อมหมู่บ้านดอนตะวันพราว สายลมเอื่อยพัดพาเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าที่ผลิบานตามฤดูกาล และเสียงหัวเราะร่าอย่างสนุกสนานของเด็กกลุ่มหนึ่งลอยละล่องมาตามลมอย่างเป็จังหวะ
"เฮ้ย! ดูนั่นสิ! ข้าเจอทางแยกที่ลึกเข้าไปในป่าด้วยแหละ!"
เสียงะโอย่างตื่นเต้นที่ดังขึ้นมาจากเด็กชายตัวน้อยวัยเพียง 8 ปี ดึงดูดความสนใจของเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีก 3 คนที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอยู่ใกล้ๆ เด็กชายคนนั้นมีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ยุ่งเหยิงไม่เป็ทรงจากการซน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาฉายแววซุกซนและดื้อรั้นอย่างปิดไม่มิด เขาคือ เซน หัวโจกจอมแสบประจำหมู่บ้านที่ใครๆ ต่างก็รู้จักดีในเื่ความคึกคะนอง ชอบลองของ และมักจะหาเื่ใส่ตัวได้ตลอดเวลา
"อย่าเข้าไปเลยนะเซน พ่อข้าบอกว่าในป่าลึกทิศเหนือนั่นมันอันตรายมาก มีพวกมอนสเตอร์น่ากลัวๆ เต็มไปหมดเลยนะ!" เพื่อนคนหนึ่งรีบทัดทานด้วยสีหน้าหวาดระแวง มือไม้เริ่มสั่น
"โธ่เอ๊ย! เ้ามันขี้ขลาดเป็บ้าเลย! ข้าไม่กลัวพวกมันหรอกน่า! ข้าจะเข้าไปดูให้เห็นกับตาว่าข้างในมีอะไรน่าสนุกซ่อนอยู่บ้าง ใครกล้าก็ตามข้ามา!" เซนพูดพลางยืดอกอย่างทะนงตัวในความเก่งกาจแบบเด็กๆ
แล้ววิ่งนำลิ่วเข้าไปในทางแยกเล็กๆ ที่ถูกเถาวัลย์หนาทึบปกคลุมไว้ เพื่อนๆ ที่เหลือมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความลังเล แต่ด้วยสายสัมพันธ์ที่ไม่อยากทิ้งเพื่อนและมีความอยากรู้อยากเห็นเป็ทุนเดิม สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจวิ่งตามแผ่นหลังของเซนเข้าไปในพงหญ้าสูง
ทางแยกเล็กๆ นั้นนำพาพวกเขาถลำลึกเข้าไปในส่วนลึกของเขตป่าอันตรายที่ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมักเตือนห้าม บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและน่าขนลุก แสงแดดที่เคยส่องสว่างกลับถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้ที่หนาทึบจนมืดสลัว อากาศเริ่มเย็นเยือกและมีความชื้นแฉะของไอดิน เสียงนกร้องที่เคยได้ยินจากชายป่ากลับเงียบกริบหายไปอย่างผิดปกติ แทนที่ด้วยเสียงกรอบแกรบของการเหยียบใบไม้แห้งและเสียงครางเครือแปลกๆ ที่แว่วมาตามลมชวนให้เสียวสันหลัง
"เซน... กลับเหอะข้าว่า ข้าเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีแล้วนะ..." เพื่อนคนหนึ่งกระซิบเสียงสั่นเครือ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง
เซนเองก็เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีเหมือนกัน กลิ่นสาบสางของสัตว์ป่ามันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ความดื้อรั้นที่มีมากกว่าความกลัวทำให้เขายังฝืนเค้นคำพูดออกมา "อีกนิดเดียวเองน่า! เดินไปดูตรงพุ่มไม้นั่นก็พอ ถ้าเจออะไรไม่ดี ข้านี่แหละจะเป็คนปกป้องพวกเ้าเอง!"
แต่ความอวดดีของเซนกลับถูกบดขยี้ลงในพริบตา เมื่อเสียงขู่คำรามที่ดังสนั่นเลื่อนลั่นราวกับฟ้าผ่าลงกลางป่าดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบด้านหน้า ทันใดนั้น ร่างมืดทะมึนขนาดมหึมาก็พุ่งกระโจนออกมาจากเงามืดด้วยแรงกดดันมหาศาล!
มันคือ "คิลเลอร์แฟง" (Killer Fang Boar) มอนสเตอร์หมูป่าั์ที่มีขนาดใหญ่โตกว่าวัวตัวผู้สองถึงสามเท่า ขนสีดำทมิฬของมันแข็งกระด้างราวกับเส้นลวดเหล็ก หนังหนาเตอะที่ปกคลุมทั่วร่างดูแข็งแกร่งดุจโลหะชั้นดี ดวงตาสีแดงฉานฉายแววคลุ้มคลั่งและกระหายเือย่างรุนแรง เขี้ยวคู่หน้าของมันยาวโค้งและแหลมคมราวกับด้ามดาบั์ที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อให้ขาดเป็ชิ้นๆ ในพริบตา
เด็กๆ กรีดร้องลั่นด้วยความใสุดขีด เพื่อนๆ ของเซนต่างวิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทางด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งทะลุขีดจำกัด แต่เซนกลับยืนตะลึงพรึงเพริดอยู่กับที่ ร่างกายเล็กๆ ของเขาแข็งทื่อราวกับถูกสาปด้วยมนต์สะกด ขาที่เคยวิ่งได้ไวกลับไร้เรี่ยวแรง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวตายอย่างที่ไม่เคยััมาก่อนในชีวิตที่ผ่านมา
คิลเลอร์แฟงจ้องมองเหยื่อตัวน้อยตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหิวโหย มันใช้เท้าหน้าตะกุยดินจนฝุ่นตลบเสียงดัง ครืดๆ เตรียมจะพุ่งเข้าชนเซนด้วยความเร็วสูง ในวินาทีที่เขากำลังจะถูกงาั์ของมันเสียบทะลุร่าง เซนหลับตาลงแน่นสนิท ร่างกายสั่นเทา ยอมรับชะตากรรมความตายที่กำลังจะมาถึงในอีกเพียงเสี้ยววินาที...
ฟุ่บ!
เสียงตัดผ่านอากาศดังขึ้นอย่างแ่เบาทว่าทรงพลัง พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าเซนไว้เพียงชั่วพริบตา เซนรู้สึกถึงกระแสลมที่พัดผ่านใบหน้าไป เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยความสนเท่ห์และสับสน
ตรงหน้าของเขาคือชายพเนจรในชุดผ้าคลุมสีน้ำตาลเข้มที่ดูเก่าและขาดวิ่นตามชายผ้า ใบหน้าของเขาดูซูบตอบจากการเดินทางไกลแต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงอย่างประหลาด ดวงตาสีฟ้าครามทอประกายลึกลับและสงบเยือกเย็นราวน้ำนิ่ง และสิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือ ในมือของเขาถือเพียง "ดาบไม้" ธรรมดาๆ เล่มหนึ่งที่ดูไม่มีพิษสงอะไรเลย แต่มันกลับแผ่ไอมานาที่บางเบาทว่าเฉียบคมออกมา
ชายพเนจรคนนั้นไม่ได้ร่ายมนต์บทใดยาวเหยียด เขาเพียงแค่สะบัดดาบไม้ในมือเพียงครั้งเดียวด้วยท่วงท่าที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่เซนเคยเห็น แต่มันกลับแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล ทันใดนั้น แรงอัดอากาศมหาศาลก็ะเิออกมาจากใบดาบไม้ พุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของคิลเลอร์แฟงด้วยความเร็วที่ดวงตามนุษย์มองตามแทบไม่ทัน!
ฉัวะ!
ร่างมหึมาของมอนสเตอร์หมูป่าั์ที่หนังหนาราวเหล็กกล้า ถูกพลังลึกลับที่คมกริบผ่าแยกออกเป็สองซีกอย่างง่ายดายราวกับใช้มีดคมกริบผ่าแตงโม เืสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณพื้นหญ้า ร่างที่เคยน่าเกรงขามล้มลงกระแทกพื้นเสียงดัง ตึง! ก่อนจะสิ้นลมหายใจไปในทันทีโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องคำราม
เซนยืนมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความอึ้ง ทึ่ง และหวาดกลัวผสมปนเปกันไปจนทำอะไรไม่ถูก เขาไม่เคยเห็นพลังที่รุนแรง สวยงาม และมหัศจรรย์ขนาดนี้มาก่อนในชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชายพเนจรคนนั้นค่อยๆ หันกลับมามองเซนด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ดวงตาสีฟ้าครามทอประกายอ่อนโยนที่ช่วยชุบชูจิตใจของเด็กชายที่เพิ่งเฉียดความตายมา
"เ้าไม่เป็ไรนะ ไอ้หนู? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" เสียงนุ่มนวลแต่อบอุ่นของชายพเนจรดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบของป่า
เซนพยักหน้าอย่างเลื่อนลอย สติยังไม่กลับมาเต็มร้อย "ข้า... ข้าไม่เป็ไรครับ... ขอบพระคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตข้าไว้..."
ชายพเนจรคนนั้นยิ้มให้เซนอีกครั้งด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันหลังกลับและเตรียมจะเดินหายเข้าไปในเงามืดของป่าตามเดิม แต่เซนกลับได้สติรีบวิ่งเข้าไปคว้าชายผ้าคลุมที่ขาดรุ่งริ่งของเขาไว้แน่น
"ท่านครับ! ท่านเป็ใครกันแน่? พลังของท่านเมื่อครู่มันสุดยอดมาก! ท่านสอนข้าบ้างได้ไหมครับ?" เซนถามออกไปด้วยสายตาที่เป็ประกายเปี่ยมไปด้วยความหวังและความคลั่งไคล้
ชายพเนจรหยุดชะงักฝีเท้าลง เขาหันกลับมามองเด็กชายตัวน้อยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยแกมขบขัน "จะให้ข้าสอนเ้างั้นเหรอ? เ้าอยากเรียนรู้อะไรจากคนพเนจรอย่างข้างั้นหรือไอ้หนู?"
"ข้าอยากเรียนวิธีต่อสู้ที่เท่แบบนั้น! ข้าอยากแข็งแกร่งเหมือนท่าน! เพื่อที่วันหน้าข้าจะได้ปกป้องหมู่บ้านและคนที่ข้ารักได้ โดยไม่ต้องยืนสั่นแบบวันนี้ครับ!" เซนตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและแววตามุ่งมั่นเกินวัย
ชายพเนจรจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเซนอยู่นาน ราวกับกำลังพิจารณาเจตนารมณ์และเปลวไฟบางอย่างในตัวเด็กชาย สุดท้ายเขาก็ยิ้มออกมาอย่างถูกใจ
"ได้สิ ในเมื่อเ้ามีใจมุ่งมั่นขนาดนี้ ข้าจะสอนเ้าเอง แต่เ้าต้องสัญญาด้วยเกียรติของเ้า ว่าจะไม่นำพลังที่ข้ามอบให้ไปใช้ในทางที่ผิดเด็ดขาด"
เซนพยักหน้าอย่างกระตือรือร้นทันที "ข้าสัญญาครับ! ข้าสัญญาด้วยชีวิตเลยครับอาจารย์!"
ชายพเนจรผู้นี้แท้จริงแล้วคือ "วีรชนผู้พิทักษ์นิรันดร์: อัลคาร์ด (Alkhard the Eternal) " ผู้มีพลังระดับวีรชนที่โลกต้องเกรงขาม เขาเลือกที่จะหยุดพักและพำนักอยู่ที่หมู่บ้านดอนตะวันพราวเป็เวลา 5 ปีเต็ม ใน่เวลานั้น อัลคาร์ดไม่ได้แค่สอนวิชาให้เซนเพียงคนเดียว แต่เขายังเป็ผู้สอน "พื้นฐานการไหลเวียนของมานา" และ "ศิลปะการต่อสู้เบื้องต้น" ให้กับชาวบ้านเพื่อใช้ป้องกันตัว รวมถึงเป็ผู้วางรากฐานผังการสร้าง รั้วไม้ซุงสองชั้น (Fortified Palisade) ที่มีระบบร่องคูน้ำและกับดักที่ซับซ้อน ซึ่งแข็งแรงและทรงประสิทธิภาพจนถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
ใน่เวลา 5 ปีที่ผ่านมา ในระหว่างการฝึกฝนที่เข้มงวดนั้นเอง เซนเริ่มตระหนักถึงความจริงที่น่าเ็ปว่าตนเองมีข้อจำกัดด้านปริมาณมานาที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เขาเป็เพียง "คนที่พอจะใช้เวทมนตร์ได้ทั่วๆ ไป" แม้จะดูแข็งแกร่งกว่าชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีพลังเลย แต่เขากลับรู้สึกห่างไกลเหลือเกินเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าผู้มีพร์พิเศษที่สามารถใช้มหาเวททำลายล้างอันอลังการได้ ความจริงข้อนี้ทำให้เซนในวัยเยาว์รู้สึกท้อแท้และเริ่มหมดหวัง จนเกือบจะละทิ้งเส้นทางนักรบไปหลายต่อหลายครั้ง
"อาจารย์... ข้าคงไม่มีวันแข็งแกร่งได้เหมือนอาจารย์หรอก... มานาของข้ามันน้อยเกินไป ข้าพยายามเท่าไหร่มานาก็ไม่เพิ่มขึ้นเลย..." เซนพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยขณะที่กำลังก้มหน้ามองดาบไม้ในมือหลังจบการฝึก
อัลคาร์ดหยุดจังหวะการฝึกทันที เขาหันกลับมามองเซนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจลึกซึ้งและอ่อนโยน เขาเดินเข้าไปหาเซนแล้ววางมือหนาลงบนไหล่ของเด็กหนุ่ม "ฟังนะเซน... ปริมาณมานาที่น้อยน่ะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของการเป็ยอดนักรบหรอกนะ ปัญหาที่แท้จริงคือ เ้าได้เรียนรู้วิธีการใช้มันให้คุ้มค่าทุกหยดหยาดแล้วหรือยังต่างหาก"
เซนเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอาจารย์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความฉงนและเริ่มมีความหวัง "ท่านหมายความว่าอย่างไรครับอาจารย์? มานาน้อยจะสู้มานามหาศาลได้อย่างไร?"
"พลังมานานั้นเป็เพียง 'เครื่องมือ' อย่างหนึ่งเท่านั้น ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณมานาที่เ้าสะสมไว้ในกาย แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเ้าสามารถควบคุม สมาธิ และนำมันออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในจุดที่้าได้มากแค่ไหนต่างหาก" อัลคาร์ดอธิบายอย่างใจเย็น
"แต่ข้าไม่สามารถใช้เวทมนตร์แรงๆ หรือะเิพลังมหาศาลได้เหมือนคนอื่น..." เซนทัดทานเสียงเบา
"เวทมนตร์แรงๆ ไม่ได้จำเป็เสมอไปหรอกนะเซน ในการต่อสู้จริงที่มีชีวิตเป็เดิมพัน ความรวดเร็ว ความแม่นยำ และการตัดสินใจที่ถูกต้องเพียงเสี้ยววินาที สำคัญกว่าปริมาณพลังงานมหาศาลที่ไร้การควบคุมมากนัก" อัลคาร์ดสำทับด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะที่ดวงตาสีฟ้าครามของเขายังคงจับจ้องไปที่ลูกศิษย์เพียงคนเดียว
อัลคาร์ดจึงเริ่มเปลี่ยนแนวทางการสอนอย่างสิ้นเชิง เขาเลิกสอนบทมนตร์โบราณที่ยืดยาวและซับซ้อน แต่หันมามุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนเวทไร้ธาตุกลุ่มเสริมสมรรถนะร่างกายพื้นฐานอย่าง Power Boost (เสริมพลังกาย) และ Hardening (กายาเหล็ก) ในโลกที่ผู้คนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพิงการร่ายมนตร์ยาวเหยียดเพื่อขึ้นรูปมานา อัลคาร์ดกลับเคี่ยวกรำให้เซนฝึก "การย่อบทร่าย" เขาบังคับให้เซนพึมพำคำร่ายสั้นๆ ที่เป็เหมือนรหัสลับเฉพาะตัวซ้ำไปซ้ำมานับแสนครั้ง เพื่อจุดชนวนมานาให้พุ่งไปกระตุ้นมวลกล้ามเนื้อและบีบอัดจนหนาแน่นเคลือบอยู่ใต้ิัในชั่วอึดใจ
"ร่ายให้เร็วกว่านี้! ตัดคำที่ไม่จำเป็ทิ้งไป ให้เสียงของเ้าเป็เพียงสายชนวนที่สั้นที่สุด!" เสียงของอาจารย์ดังขึ้นพร้อมกับดาบไม้ที่ฟาดเข้าใส่จุดตายอย่างไม่ปรานี
เซนต้องทนรับแรงกระแทกจนร่างกายเขียวช้ำครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเรียนรู้วิธีการใช้มานาเพียงหยิบมือเดียวแต่สามารถสร้างพลังทำลายและพลังป้องกันที่รุนแรงได้จากการควบคุมทิศทางและรวบรวมพลังไว้ในจุดปะทะเพียงจุดเดียว เขาไม่มี "สกิล" ติดตัวมาั้แ่เกิดเหมือนพวกวีรชนในตำนาน ไม่มีระบบช่วยเหลือใดๆ คอยอำนวยความสะดวก สิ่งเดียวที่เขามีคือหยาดเหงื่อและวินัยในการฝึกฝน
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า จนกระทั่งบทร่ายที่เคยยืดยาวถูกขัดเกลาจนเหลือเพียงคำรามสั้นๆ เพียงคำเดียว เซนสามารถใช้ Power Boost เพื่อะเิพลังกายขึ้นอย่างมหาศาล และใช้ Hardening เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแกร่งดั่งโลหะได้อย่างคล่องแคล่วและประหยัดพลังงานที่สุด จนมันเริ่มกลายเป็ส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ไม่ต้องหยุดคิดอีกต่อไป
เวลา 5 ปีแห่งการเคี่ยวกรำผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีก เซนเติบโตขึ้นจากเด็กชายตัวแสบเป็เด็กหนุ่มที่มีร่างกายกำยำ แข็งแรง และมีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม เขาพร้อมแล้วที่จะออกเดินทางท่องโลกกว้างเพื่อตามหาความฝันและพิสูจน์วิถีดาบของตนเอง อัลคาร์ดมองดูศิษย์รักด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ
"เ้าพร้อมแล้วนะเซน ถึงเวลาที่เ้าต้องออกไปเผชิญโลกกว้างด้วยขาของเ้าเอง และจงไปสร้างตำนานในแบบของเ้าได้แล้ว" อัลคาร์ดพูดด้วยเสียงที่มั่นคง
เซนก้มศีรษะลงทำความเคารพอาจารย์อย่างสูงสุด ความกตัญญูที่มีต่ออัลคาร์ดนั้นท่วมท้นอยู่ในอก "ขอบพระคุณอาจารย์มากครับสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านมอบให้ข้า ข้าสัญญาว่าจะนำพลังและวิชานี้ไปใช้ในทางที่ถูกต้อง เพื่อปกป้อง และจะไม่ทำให้อาจารย์ต้องผิดหวังในตัวข้าเด็ดขาดครับ!"
ด้วยดาบไม้ที่อาจารย์มอบไว้เป็ที่ระลึกและการฝึกฝนที่เข้าขั้นปาฏิหาริย์ การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ของเด็กหนุ่มนามว่าเซน... ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว