“อ้าว! ยุวชนหลิน คุณมีธุระอะไรกับพวกผมหรือเปล่า หรือว่าคุณมีเื่อะไรจะให้พวกเราช่วย คุณบอกพวกเราได้นะ” เหวินเฉียวถามขึ้นเมื่อเขาเห็นหลินซูลี่มายืนอยู่ที่หน้าบ้านพักของเขา
“ฉันมาหาคุณซ่งจื่อหยวนน่ะค่ะ ฉันมีธุระกับเขานิดหน่อย” หลินซูลี่พูดอย่างตะกุกตะกัก “เอ่อ...ต่อไปคุณจะเรียกฉันว่าซูลี่ก็ได้นะ พวกเราอายุเท่ากัน คุณไม่จำเป็ต้องสุภาพกับฉันอย่างนั้น”
เหวินเฉียวมองหลินซูลี่อย่างแปลกใจ แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะนิสัยของเขาก็เป็คนง่ายๆ อยู่แล้ว “ได้สิ งั้นต่อไปฉันจะเรียกเธอว่าซูลี่ ส่วนเธอก็เรียกฉันว่าอาเฉียวก็ได้ จื่อหยวนก็เรียกฉันอย่างนั้นเหมือนกัน เธอรอเดี๋ยวนะ ฉันจะเข้าไปตามจื่อหยวนมาให้”
ซ่งจื่อหยวนเดินออกมาจากห้องพักด้วยความแปลกใจ เหวินเฉียวไปบอกกับเขาว่าหลินซูลี่มาขอพบ ั้แ่ที่เขาย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ เขากับเธอก็ไม่ค่อยได้สนทนากันอย่างจริงจังนัก จะมีก็แต่พยักหน้าทักทายกันเท่านั้น แต่ทำไมวันนี้เธอถึงมาหาเขาได้ล่ะ
“เอ่อ...คุณซ่งจื่อหยวนคะ พอดีว่าฉัน...ฉันมีเื่อยากจะถามคุณสักหน่อยน่ะค่ะ”
“เรียกผมว่าจื่อหยวนเถอะครับ พวกเราเป็เพื่อนกันไม่ใช่หรือ คุณไปนั่งรอผมที่โต๊ะรับแขกหน้าบ้านก่อนนะครับ เดี๋ยวผมไปหยิบน้ำมาให้” ซ่งจื่อหยวนเปิดประตูรั้วให้หลินซูลี่เพื่อให้เธอเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน ก่อนที่เขาจะไปเอาน้ำดื่มมาให้เธอ
หลินซูลี่มองดูบริเวณบ้านพักของเพื่อนยุวชนชายก็รู้สึกทึ่งมาก ดูเหมือนว่าเพื่อนใหม่ทั้งสองคนจะเป็คนรักความสะอาดและมีระเบียบกันมากทีเดียว เพราะบริเวณบ้านโดยรอบของพวกเขาถูกเก็บกวาดไว้อย่างดี
“บ้านพวกเราอาจจะรกไปหน่อยนะครับ”
“ไม่เลยค่ะ บ้านของพวกคุณดูเป็ระเบียบและสะอาดมาก ผิดกับบ้านพักของฉันมากเลยค่ะ แค่ข้ามรั้วบ้านคุณไป คุณก็คงจะได้ไปเจอโลกใหม่อีกโลกหนึ่ง เพราะตอนนี้หน้าบ้านของฉันมันกลายเป็ป่าดงดิบไปแล้ว” หลินซูลี่พูดขำๆ
“เอาไว้วันหลังผมกับอาเฉียวจะไปช่วยคุณทำความสะอาดนะ” ซ่งจื่อหยวนบอก “ว่าแต่คุณมีเื่อะไรอยากถามผมหรือ”
“เอ่อ...” หลินซูลี่หันซ้ายหันขวาอย่างมีพิรุธ ก่อนที่จะใช้มือป้องปากถามชายหนุ่มเสียงเบา “ฉันอยากเข้าไปซื้อของที่ตลาดมืดน่ะค่ะ พอดีมีคนบอกฉันว่าคุณรู้รหัสและวิธีที่จะเข้าไปในนั้น ฉันก็เลยอยากจะมาถามคุณว่าฉันจะเข้าไปในนั้นได้ยังไง”
ซ่งจื่อหยวนยิ้มขำกับท่าทางของหญิงสาว “ผมขอแนะนำว่าคุณอย่าเข้าไปในนั้นคนเดียวจะดีกว่า ถ้าโชคไม่ดีคุณอาจถูกหลอกให้ซื้อของในราคาที่แพงกว่าปกติ อืม...ผมพาคุณเข้าไปในนั้นเองก็ได้”
“จะรบกวนคุณเกินไปหรือเปล่า บางทีฉันอาจจะไปที่นั่นบ่อยมาก”
“คุณไม่ต้องเกรงใจผมหรอก ปกติผมก็ไปที่นั่นบ่อยอยู่แล้ว แทบจะทุกวันหยุดเลยก็ว่าได้” ซ่งจื่อหยวนเห็นหลินซูลี่ทำหน้าสงสัย เขาจึงอธิบายต่อ “ผมเข้าไปสำรวจข้าวของในนั้นดูน่ะครับว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง ผมว่าเราคงไม่ติดอยู่ในหมู่บ้านนี้ไปตลอดชีวิตหรอกว่าไหม ผมก็เลยคิดจะเตรียมลู่ทางไว้สำหรับอนาคต”
“คุณชอบค้าขายหรือ” หลินซูลี่ถามอย่างสนใจ
“มันคงอยู่ในสายเืมั้ง เมื่อก่อนครอบครัวของผมได้ชื่อว่าเป็นายทุนใหญ่เป็ชนชั้นศักดินาเชียวนะ แต่ตอนนี้มันไม่เหลือความยิ่งใหญ่อย่างนั้นแล้วล่ะ”
“ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะถามเื่ เอ่อ...เื่นั้น” หลินซูลี่รีบขอโทษอย่างรู้สึกผิดที่ทำให้เขาพูดถึงเื่ครอบครัวขึ้นมา
“ไม่เป็ไรหรอกครับ ผมไม่ได้รู้สึกเสียใจเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะ ผมห่วงแค่เื่เดียวก็คือเื่ของคุณแม่ ตอนนี้ท่านก็ถูกส่งไปใช้แรงงานที่ค่ายนอกเมืองเหมือนกัน ผมหวังแค่ว่าท่านจะยังมีสุขภาพที่ดี หากในอนาคตประเทศของเรามีการเปลี่ยนแปลง ผมจะไปรับท่านให้กลับมาอยู่กับผม”
หลินซูลี่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย ตอนแรกที่เธอได้ยินชื่อของซ่งจื่อหยวน เธอก็รู้สึกว่าชื่อของชายหนุ่มคุ้นมาก และพอได้มาฟังเขาพูดถึงคุณแม่และชีวิตครอบครัวของเขา มันก็ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเข้าไปใหญ่ เหมือนกับว่าเธอเคยฟังเื่ราวของใครคนหนึ่งคล้ายๆ อย่างนี้มาจากที่ไหนสักที่ ‘ทำไมเื่ของเขาถึงได้ดูคุ้นจังนะ ฉันเคยได้ยินเื่แบบนี้มาจากที่ไหนกัน นึกไม่ออกจริงๆ’
“เื่ของครอบครัวผมทำให้คุณถึงกับต้องนั่งขมวดคิ้วเลยหรือ” ซ่งจื่อหยวนพูดยิ้มๆ
“เอ่อ...ไม่หรอกค่ะ เพียงแต่ฉันรู้สึกว่าอีกไม่นานประเทศของเราก็คงจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และมันต้องดีขึ้นกว่าตอนนี้แน่นอน แล้วฉันก็ขอให้คุณกับคุณแม่ได้กลับมาอยู่ด้วยกันเร็วๆ นะคะ” หลินซูลี่เปลี่ยนเื่แก้เก้อเมื่อเห็นสายตาของชายหนุ่มที่เขามองมาที่เธอ “ถ้าไม่รบกวนคุณเกินไป...ถ้างั้นฉันก็จะไม่ปฏิเสธความหวังดีของคุณหรอกนะ”
“ตกลงตามนี้ แต่ว่าก่อนหน้านี้ตลาดมืดเพิ่งปิดไปเพราะทางการมีการตรวจสอบที่เข้มงวดมาก คงอีกประมาณสองสัปดาห์พวกเขาถึงจะกลับมาเปิดขายกันอีกครั้ง แล้วผมจะพาคุณไปนะ”
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
ซ่งจื่อหยวนออกไปส่งหลินซูลี่ที่ประตูรั้ว พอเขาเดินกลับเข้าที่พักก็เห็นเหวินเฉียวยืนอมยิ้มรออยู่แล้ว
“ทำไมคุยกันแค่แป๊บเดียวเองล่ะ โอกาสดีๆ อย่างนี้มันหาไม่ได้ง่ายๆ เลยนะ” เหวินเฉียวส่งยิ้มกวนให้เพื่อน
“นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันกับเธอได้คุยกันแบบจริงจัง แล้วนายจะให้ฉันพูดอะไรกับเธอได้มากกว่านี้ล่ะ” ซ่งจื่อหยวนตอบอย่างไม่สนใจสายตาของเพื่อน
“นายแอบชอบเธอมาั้แ่ตอนที่พวกเรามาอยู่ที่นี่กันใหม่ๆ แล้วนี่นา ตอนนี้มีโอกาสได้คุยกันแล้ว นายก็เดินหน้าจีบเธอเลยสิ”
“นายมั่นใจหรือว่าเธอจะไม่มีคนรักรออยู่ที่เมืองหลวง เธออาจจะเหมือนกับนายที่มีคู่หมั้นรออยู่ที่บ้านแล้วก็ได้นะ”
เหวินเฉียวทำท่าคิด “อืม...ก็จริงนะ แต่ฉันมั่นใจนะว่าซูลี่ยังไม่มีคนรัก ฉันเชื่อในสัญชาตญาณของฉัน”
“ฉันก็เชื่อในสัญชาตญาณของฉันเหมือนกันว่าเธอ ‘เคย’ มีคนรักมาก่อน” ซ่งจื่อหยวนตบไหล่เพื่อนสองสามที “นายไม่ต้องเป็ห่วงฉันหรอก ฉันรู้ว่าฉันต้องทำอะไรต่อไป รอให้ฉันมั่นใจกว่านี้ก่อนเถอะ ถ้าเธอยังโสดอยู่จริงๆ ฉันจะเดินหน้าจีบเธอแน่”
“แต่ตอนนี้ฉันขอเตือนนายด้วยความหวังดีว่านายควรหาวิธีจีบเธอให้เร็วที่สุดจะดีกว่า ก่อนที่นายจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมา อืม...ฉันรู้สึกว่า่นี้ซูลี่ก็ดูจะสวยและน่ารักขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากทีเดียว”
ซ่งจื่อหยวนหน้าเครียดขึ้นมาทันที จริงสินะก่อนหน้านี้หลินซูลี่ค่อนข้างเก็บตัวและพูดน้อย ทำให้เขาชะล่าใจว่าคงจะไม่มีใครอยากเข้ามาจีบเธอ แต่ตอนนี้เธอเหมือนกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน เธอสดใส ร่าเริง ยิ้มเก่ง พูดเก่ง ดูเป็มิตร และเอ่อ...ดูเหมือนว่าเธอจะสวยขึ้นมากอย่างที่เหวินเฉียวพูดมาจริงๆ ‘ไม่ได้การแล้ว เราต้องเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง ใช้ข้ออ้างเื่ตลาดมืดไปก่อนก็แล้วกัน จากนั้นค่อยคิดหาวิธีอื่น’
เหวินเฉียวแอบยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของเพื่อนรัก ปัญหาที่เขาเพิ่งโยนออกไปเริ่มเห็นผลแล้วสินะ ‘ฉันจะคอยดูว่าผู้ชายปากแข็งอย่างนายจะเอาชนะใจผู้หญิงที่สุดแสนจะเรียบร้อยอย่างหลินซูลี่ได้ยังไง แต่ฉันก็คิดว่าเธอเหมาะสมกับคนแบบนายที่สุดแล้วล่ะ’