ตอนที่ 54 คุณหนูสิ้นท่าแล้ว
จือรุ่ยเดาได้ถูกต้องแล้ว ทว่าความคิดนั้นเพียงแวบเข้ามาในสมองของนางชั่วคราวก็จางหายไป เนื่องจากมันช่างไร้สาระเสียจริง
บัดนี้สวีเสี่ยวเสียนมีท่าทีจริงจังเป็นอย่างยิ่งในสายตาของจือรุ่ย ความตั้งใจเช่นนี้มักปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของคุณชายยามที่คุณชายอ่านตำรา
ทว่าตอนนี้...สิ่งที่คุณชายเอ่ยมาเป็นเรื่องจริงเยี่ยงนั้นหรือ ?
จือรุ่ยก็มิรู้เช่นกัน นางรู้เพียงว่าน่าประหลาดใจยิ่งนัก
ที่สวีเสี่ยวเสียนจริงจังเพราะนี่คือสาขาวิชาชีพของเขา เขารู้ถึงวิธีจัดการกับต้นกล้าดังกล่าวเป็นอย่างดี ทว่าน่าเสียดายที่มิสามารถผลิตปุ๋ยไนโตรเจนออกมาได้
แต่เรื่องนี้ก็มิได้เป็นสิ่งกีดขวางเขาแต่อย่างใด อย่างน้อยสามารถช่วยได้บ้างสักหน่อยก็ยังดี ท่ามกลางสายตาสับสนของจือรุ่ย ฟู่เสี่ยวกวนได้เอ่ยออกมาว่า
“ท่านจงจำเอาไว้ให้ดี จงนำมูลสัตว์มา จากนั้นกองเอาไว้ให้สูงราว 1 ฉื่อ อย่าบีบอัดมันเชียวล่ะ หลังจากนั้นสามวันให้นำมูลสัตว์ไปกองทับอีกครา ทุกสามวันจงทำเช่นนี้ จนกระทั่งความสูงได้ 6 ฉื่อ จากนั้นให้นำดินโคลนไปคลุมมันเอาไว้ หลังจากนั้นสองเดือนถึงจะสามารถใช้ได้”
“ท่านต้องจำเอาไว้อีกว่า หลังจากใช้เรียบร้อยแล้วให้ใส่มูลสัตว์เข้าไปใหม่แล้วปิดผนึก เมื่อเวลาผ่านไปสี่เดือน สิ่งนี้ก็น่าจะได้ที่พอดี”
“นี่คือวิธีการหมักสลับและปิดผนึก จงจำเอาไว้ว่าเวลาใส่ปุ๋ยอย่าใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป ! ”
ท่านตาหลี่อ้าปากค้าง เขารู้วิธีนี้ดีและเข้าใจว่าควรทำเยี่ยงไร เพียงแต่มิรู้ว่าเหตุใดถึงต้องทำเช่นนี้ เขารู้สึกว่านายท่านที่ดูเหมือนนักปราชญ์ผู้นี้เก่งกาจมิน้อย
“มูลคือพลัง น้ำคือชีวิต เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีความสำคัญอันดับแรกในบรรดาเจ็ดสิบสองอาชีพ ปุ๋ยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของผืนนา วิธีนี้ท่านจำได้หรือไม่ ? หากว่าท่านยังจำมิได้ ข้าจะจดเอาไว้ให้”
ท่านตาหลี่กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่แล้วเอ่ยออกมาเบา ๆ ว่า “นาย นายท่านขอรับ ข้าน้อยจำได้ขึ้นใจแล้ว”
“อืม...เช่นนั้นก็ดี เอาแบบนี้ก็แล้วกัน เมื่อถึงฤดูเพาะต้นกล้าในปีหน้า ข้าจะสอนท่านเองว่าควรทำเยี่ยงไร วันนี้ข้าขอตัวก่อน จงดูแลที่นาผืนนี้ให้ดี ข้าจะมิให้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยเสียแรงโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน”
สวีเสี่ยวเสียนเดินจากไป ทว่าท่านตาหลี่ยังคงมองตามหลังของนายท่านที่เดินจากไปจนกระทั่งลับสายตา
บัดนี้เขาเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา การหมักปุ๋ยคอกเป็นพื้นฐานสำคัญที่ควรต้องรู้ และเขาก็รู้ดี ทว่าวิธีของนายท่านช่างแปลกใหม่เสียจริง เขาตัดสินใจแล้วว่าหลังจากลงต้นกล้าแปลงนี้เสร็จ เขาจะลองไปทำดูสักหน่อย
วิธีการหมักสลับและปิดผนึกอย่างหลวม สามารถเก็บรักษาไนโตรเจนในมูลสัตว์ไว้ได้มากที่สุด ซึ่งต้นกล้าเหล่านี้ล้วนต้องการมัน
การจะทำปุ๋ยไนโตรเจนขึ้นมามิใช่เรื่องง่าย สวีเสี่ยวเสียนจึงทำได้เพียงใช้วิธีการนี้เท่านั้น
ในรถม้า มือที่กุมชายเสื้อเอาไว้ของจือรุ่ยยังมิได้ผ่อนคลายลง
นางครุ่นคิดแล้วรู้สึกว่าท่าทีที่คุณชายแสดงออกต่อหน้าชายชราผู้นั้นช่างเหมือนจริงเสียเหลือเกิน หากว่าวิธีที่เขาเอ่ยมาเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ หากว่าการเก็บผลผลิตในปีนี้ลดน้อยลง คุณชายต้องถูกนินทาอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว ก็คงมาลงเอยที่ปัญหาเรื่องสมอง
เมื่อนึกถึงสมองของคุณชาย จือรุ่ยจึงนึกถึงคำสัญญาของคุณหนูตระกูลโจว...โจวรั่วหลานขึ้นมาได้
นางให้ใบสั่งยาแก่คุณหนูตระกูลโจวแล้ว แล้วยาเล่า ?
ในครานี้...จือรุ่ยได้เอื้อมมือไปเปิดม่านออกโดยมิได้ขออนุญาต นางเอ่ยกับหลายฝูว่า “หลายฝู ไปร้านยาตระกูลโจว”
สวีเสี่ยวเสียนชะงักลงเล็กน้อย “ไปที่นั่นเนื่องด้วยเหตุอันใดกัน ? ”
“คุณหนูตระกูลโจวได้ให้คำสัญญาเอาไว้แล้วมิใช่หรือเจ้าคะ ? ว่าจะจ่ายยาให้คุณชายโดยมิเสียค่าใช้จ่าย ค่ายาคราละหนึ่งตำลึงเชียว หากมิเอาก็น่าเสียดายแย่ ! ”
“เอ่อ...หลายฝู กลับจวน ข้าจะทำไก่ผัดซอสเสฉวนให้กิน ! ”
เห็นได้ชัดว่าไก่ผัดซอสเสฉวนนั้นล่อใจเขามากกว่าการไปร้านยาตระกูลโจว หลายฝูมีความสุขขึ้นมาทันใด แน่นอนว่าเขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของคุณชายอยู่แล้ว
จือรุ่ยเบ้ปากแล้วจ้องมองไปทางสวีเสี่ยวเสียน นางครุ่นคิดอยู่ในใจว่า ประเดี๋ยวยามเว่ย นางจะหาเวลาว่างไปยังร้านยาตระกูลโจวด้วยตนเอง
สวีเสี่ยวเสียนลูบศีรษะของจือรุ่ยเบา ๆ อย่างอ่อนโยน “กินไก่มิดีหรือ ? เหตุใดถึงต้องกินยาด้วย ? จริงสิ ! หลังจากนี้เจ้าจงไปสืบถามมาว่าในหมู่บ้านไป่ฮวามีผู้ใดจะขายที่หรือไม่ ครานี้ข้าต้องการที่ดิน อย่าได้เข้าใจผิดล่ะ”
ช่วงนี้กินไก่เกือบทุกวัน เมื่อทำการซื้อที่นาไปแล้ว ในกระเป๋าก็เหลือเงินเพียง 190 ตำลึงเท่านั้น
เมื่อมีที่นาแล้วก็ควรจะมีที่ดินด้วยมิใช่หรือ มิเช่นนั้นในปีหน้าจะปลูกมันฝรั่งได้เยี่ยงไร ?
เขาคงต้องเดินทางไปยังหอต้านสุ่ยอีกสักครา วิธีทำไก่ผัดซอสเสฉวน ไก่หมาล่าเหล่านี้สามารถขายให้หลงจู๊เถาได้
เขาต้องนำความรู้ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน ตอนนี้นี่คือวิธีที่เร็วที่สุดสำหรับสวีเสี่ยวเสียนที่จะหาเงินแล้ว แม้ว่ามันจะมิมากมายนัก แต่ก็เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของเขาได้
......
......
หลังจากที่จี้เยวี่ยเอ๋อซื้อเรือนข้าง ๆ จวนสวีเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็รู้สึกมีความสุขมากยิ่งนัก จากนั้นนางก็ตรงไปยังร้านหนังสือซานเว่ย กระทั่งยามอู่ จื่อเอ๋อก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ
“เพียงแค่พาไปดูที่มิใช่หรือ ? เหตุใดถึงไปนานนักเล่า ? ”
จื่อเอ๋อมิรู้ว่าจะอธิบายเยี่ยงไรให้คุณหนูเข้าใจดี นางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่แล้วเม้มริมฝีปาก จากนั้นก็จัดแจงทัดผมที่กระเซอะกระเซิงไปไว้หลังใบหูก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
“คุณหนูเจ้าคะ สวีเสี่ยวเสียนผู้นั้น...”
จื่อเอ๋อหยุดเอ่ยชั่วขณะ ทำให้จี้เยวี่ยเอ๋อประหลาดใจจนต้องเอ่ยถามขึ้นมาว่า “เกิดอันใดขึ้นกับสวีเสี่ยวเสียนกัน ? ”
“เอ่ยไปแล้วคุณหนูอาจจะมิเชื่อ ยามที่เขาสนทนากับท่านตาหลี่ ถ้อยคำของเขานั้นฉะฉานและมีท่าทีเก่งกาจมั่นใจ เขาทำเช่นนี้...”
จื่อเอ๋อเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้จี้เยวี่ยเอ๋อฟังโดยละเอียด จี้เยวี่ยเอ๋อฟังอย่างเพลิดเพลินราวกับกำลังฟังนักเล่าเรื่อง ดวงตาของนางกะพริบเป็นจังหวะ จากนั้นริมฝีปากเรียวบางก็เริ่มอ้าออก ในที่สุดจื่อเอ๋อก็เล่าออกมาจนจบ ผ่านไปชั่วครู่นางถึงได้หุบปากลงแล้วดึงสายตากลับมา คิ้วเรียวคู่นั้นได้ขมวดเข้าหากันแน่น
“นี่มันมิสมเหตุสมผลเอาเสียเลย ! ช่วงนี้ข้าเองก็ได้ฟังจากบรรดาผู้ที่ร่ำเรียนมาพร้อมกันกับเขาในสำนักศึกษาจูหลิน จึงทำให้พอรู้จักตัวตนของเขาอยู่บ้าง พวกเขาเหล่านั้นล้วนยืนยันว่าสวีเสี่ยวเสียนเป็นเพียงหนอนหนังสือ ปกติแล้วพวกเขามิเคยมีโอกาสได้สนทนากับสวีเสี่ยวเสียนเลยด้วยซ้ำ...”
จี้เยวี่ยเอ๋อหันไปมองทางจื่อเอ๋อ นางเอ่ยถามขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อว่า “เจ้าว่า คนที่วัน ๆ เอาแต่อ่านตำราศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงเขา รู้เรื่องการเพาะปลูกได้เยี่ยงไรกัน ? ”
จื่อเอ๋อก็มิรู้เช่นกัน พวกนางมองหน้ากันไปมา อยู่ ๆ จื่อเอ๋อก็เอ่ยขึ้นมาว่า “คุณหนูเจ้าคะ เมื่อวานนี้เขาได้ซื้อตำราเกี่ยวกับการเพาะปลูกจากร้านหนังสือของเราไปมิใช่หรือเจ้าคะ ? ”
“อ้อ...” จี้เยวี่ยเอ๋อครุ่นคิดแล้วพยักหน้าตาม นับจากที่สวีเสี่ยวเสียน เกิดอาการเจ็บป่วยในครานั้น เขาก็ได้ปล่อยวางตำราศักดิ์สิทธิ์ลง แล้วเดินออกมาจากกองตำราเหล่านั้น เช่นเดียวกับที่เขากล่าวกับท่านอาจารย์ว่า เขาเพียงอยากนั่งชมทิวทัศน์ภูเขาลำเนาไพร ฟังเสียงลมเสียงฝนยามที่หลับใหล มองดูแขกเหรื่อเดินทางไปมา และดอกไม้ที่ผลิบานในแต่ละปี
ว่าแต่สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องอันใดกับการเพาะปลูกเล่า ?
“จื่อเอ๋อ เจ้าจงไปนำตำราสองเล่มนั้นมาให้ข้าอ่าน ! ”
จื่อเอ๋อตกตะลึงขึ้นมาทันใด “คุณหนูเจ้าคะ บัดนี้ใกล้จะถึงงานเทศกาลเรือมังกรแล้ว คุณหนูควรจะเตรียมตัวล่วงหน้าสักหน่อยมิใช่หรือเจ้าคะ ? อย่าได้พ่ายแพ้ให้แก่หลิวเยียนเหมยเชียว นางเตรียมตัวมาอย่างดี นางต้องการจะเข้ามาเป็นตัวเอกในสนามนะเจ้าคะ ! ”
“เจ้าจะรีบร้อนเนื่องด้วยเหตุอันใดกัน ? คิดว่าบทกวีเหล่านั้นอยากเขียนก็เขียนได้หรือ ? มันต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกถึงจะเขียนออกมาได้ ! รีบไปหาตำราสองเล่มนั้นมาให้ข้าเร็วเข้า”
จื่อเอ๋อมิรู้จะทำเยี่ยงไรดี นางจึงทำได้เพียงไปหยิบตำราฉีหมินเย่าซู่และตำราซื่อหมินเยวี่ยหลิงมาให้นาง จี้เยวี่ยเอ๋อนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือพลางเปิดตำราอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ
แน่นอนว่านางเพียงเปิดผ่าน ๆ เท่านั้น นางต้องการจะหาว่าสิ่งที่สวีเสี่ยวเสียนเอ่ยมาในวันนี้ มาจากตำราสองเล่มนี้หรือไม่
ทันใดนั้นเอง โจวรั่วหลานก็เดินตรงเข้ามา
“ไอหยา...หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความสามารถ กำลังอ่านตำราอยู่เยี่ยงนั้นหรือ” โจวรั่วหลานเปิดดูหน้าปกของตำรา นางชะงักไปชั่วครู่แล้วเอ่ยออกมาว่า “อันใดกัน ? เมื่อวานเจ้าบอกว่าจะนึ่งหมั่นโถว เหตุใดวันนี้ถึงจะเพาะปลูกอีกแล้วเล่า ? ”
จื่อเอ๋อตกตะลึงขึ้นมาทันใด “คุณหนูจะนึ่งหมั่นโถวเยี่ยงนั้นหรือเจ้าคะ ? ”
จี้เยวี่ยเอ๋อหน้าแดงเรื่อพลางจ้องมองไปทางจื่อเอ๋อ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถามโจวรั่วหลานว่า “มีเรื่องอันใดเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“จะมีเรื่องอันใดได้อีกกัน ? ลูกพี่ลูกน้องของข้าเชิญเจ้าไปทานอาหารด้วยกันที่หอต้านสุ่ยน่ะสิ”
“มิไป ข้ามิว่าง ! ”
โจวรั่วหลานยกยิ้มขึ้น แล้วเอ่ยออกมาว่า “แต่ข้าได้ยินมาว่าหอต้านสุ่ยมีอาหารอยู่สามชนิดที่สวีเสี่ยวเสียนเป็นคนคิดค้นขึ้นมา ! ”
จี้เยวี่ยเอ๋อตาเป็นประกายขึ้นมาทันใด “เช่นจะรออันใดกันเล่า ไปกันเถิด ! ”
จื่อเอ๋ออยู่เฝ้าร้านหนังสือซานเว่ย มือทั้งสองข้างของนางจับคางเอาไว้ ในใจได้แต่ครุ่นคิดไปว่าคุณหนูสิ้นท่าเสียแล้ว