บทที่ 3
มือของคนธรรมดา
วีรดลออกมาจากห้องน้ำ เช็ดหัวที่ยังเปียกน้ำอยู่ ส่วนนฤบดินทร์เองดูว้าวุ่นใจกับผมซึ่งยังไม่แห้งดีนักเพราะผมยาวกว่าเ้าของห้อง แต่พอจะเอ่ยปากถามถึงไดร์เป่าผมชายเ้าของห้องก็หยิบมาให้โดยไม่รีรออะไร
“ขอบคุณครับ” รับมาก็มองดูตัวเองผ่านกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง นาทีนี้เองที่นฤบดินทร์ได้เห็นว่าฝ่ายชายหนุ่มสะสมเครื่องประดับมากมายขนาดไหน แต่กระนั้นก็ดูแล้วมิใช้ของแพงหรูหราอะไร อีกทั้งเมื่อสังเกตมือของวีรดลก็เห็นว่าข้อต่อตรงกระดูกฝ่ามือที่นูนปูดขึ้นมามากกว่าปกติหน่อยหนึ่ง และนิ้วมือดูแล้วก็คงจะมิได้ใส่แหวนเป็ประจำนัก
ก่อนที่กิจกรรมจะเริ่มขึ้นเขาก็ถือโอกาสชวนอีกฝ่ายพูดคุยก่อน สิ้นเสียงไดร์เป่าผมที่ปิดไป ตอนนี้ผมของชายหนุ่มแห้งสนิทแล้ว
“ว่าแต่พี่ดลทำงานอะไรเหรอครับ?”
“งานบัญชีน่ะ” ตอบด้วยถ้อยทีเรียบง่ายราวว่าเป็งานธรรมดา
“ว่าแต่...เครื่องประดับเยอะจังเลยนะครับ”
“ไว้ตั้งโชว์เท่านั้นแหละ” แม้วีรดลจะยิ้มมาหน่อยหนึ่ง ทว่าดูเหมือนการพูดเื่แหวนมิได้ทำให้ชายผู้สวมรวยความมั่งคั่งพึงพอใจได้ เขาโยนผ้าขนหนูก่อนจะสวมกางเกงขาสั้นแล้วดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบอุปกรณ์ออกมาจากชั้น เหลือบมาถามทีหนึ่งราวกับจะเช็คให้แน่ใจ
“พร้อมรึยัง?”
นั่นเองที่เรียกความตื่นเต้นของนฤบดินทร์ได้ผลชะงัด
ก่อนหน้านั้นวีรดลเดินไปหยิบอะไรบางอย่างจากถ้วยที่วางอยู่ในครัวมา รีบเดินลน ๆ เอาถ้วยนั้นมาวางไว้ ในน้ำมีฟันยางสีฟ้าสองอันลอย นั่นเองทำให้ชายหนุ่มออกจะแปลกใจอยู่สักหน่อย
“เอ๊ะ?” เขาชี้ไปในถ้วย “ต้องใส่ด้วยเหรอครับ?”
“เออน่า ๆ อ้าปากเร็วเข้า ลีลาอยู่ได้” ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คีบมันขึ้นมาพลางทำมือทำไม้เหมือนจะป้อนอาหารให้เด็ก พร้อมกันนั้นก็อธิบายแบบรีบ ๆ ว่า “พอมันติดแล้วก็กัดไว้เลยนะ พยายามดูดน้ำลายออกด้วย เข้าใจใช่มั้ย --- นี่ซื้อมาใหม่เป็ของแกคนเดียวแล้วนะ”
นฤบดินทร์ทำตามคำสั่งของชายนักมวยเก่าอย่างไม่โต้เถียง อีกฝ่ายท่าทางดีใจราวกับว่ากำลังสอนเด็กอยู่ ถามไถ่อยู่ตลอดว่า “เป็ไงบ้าง? กระชับดีมั้ย?” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้าก็เดินเอาชามไปเก็บตามเดิม
เสียงที่ชายหนุ่งเปล่งได้จะออกอู้อี้เล็กน้อยเพราะมีอะไรติดอยู่ตรงฟันบน “ว่าแต่…”
ทว่ายังไม่ทันถามก็ถูกดุมา “กัดไว้ก่อน สูดน้ำลายออกด้วย เดี๋ยวมันจะหลุด”
“ผมแค่ถามเฉย ๆ เองนา…”
วีรดลกลับมาก่อนจะไล่ให้อีกฝ่ายไปรอที่เตียง
“ไปนอนรอก่อนไป --- อย่าพูดมาก นี่อุตส่าห์ซื้อมาลองตั้งเยอะ ขากลับก็เอากลับไปก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มร่างสูงทอดกายลงบนเตียงตามคำสั่งของอีกฝ่าย นอนกอดอกกัดฟันยางไว้ มองดูขื่อเหล็กสีเงินวาววับด้วยความหวั่นใจ แม้จะรู้ดีว่านั่นเป้นขอที่สั่งทำมแต่ก็นับว่างานละเอียดทีเดียวเชียว วีรดลหันมาพร้อมของใช้สองสามอย่าง --- นวม MMA แบบตัดข้อนิ้วดูกระทัดรัดทว่าก็บุนวมหนาดูแล้วเป็ของมีคุณภาพ กับเชือกหนาสีแดงสองกำใหญ่ เดินไปที่หัวเตียงซ้ายแล้วผูกยึดเชือกกับเสาด้วยความใจเย็น มิได้มีท่าทีตื่นเต้นหรือกระตือรือร้นแบบคนอื่น ๆ
“ขอมือหน่อย” ว่าพลางก็ผายมือขอให้ชายที่รอรับการทรมานพาแขนซ้ายไปหา วีรดลไม่พูดอะไรแล้วจัดแจงมัดเชือกอีกปลายหนึ่งกับมือและข้อมือของเขา ระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่จะทำให้าเ็กับมือของอีกฝ่าย และเมื่อแน่ใจแล้วจึงทำซ้ำอีกครั้งกับมือขวา ความนี้นับว่าง่ายขึ้น นฤบดินทร์ดูจะเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น หายใจหอบถี่แม้ว่าจะยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม ชายผู้นั้นจัดแจงทุกอย่างเสร็จก็เดินอ้อมกลับไปที่ฝั่งซ้ายของเตียง ปล่อยให้นฤบดินทร์มองดูมือและเท้าถูกผูกติดกับราวเหล็ก เขานอนหงายเหมือนดาวห้าแฉก มิอาจหนีหรือต่อรองอะไรได้อีก
เมื่อวีรดลสวมนวมทั้งสองมือแล้ว ชายวัยกลางคนก็ก้าวขึ้นมาแล้วคร่อมร่างเขาไว้ กด่ล่างมิให้ดิ้นไปไหน สีหน้าท่าทางจริงจังอยู่ไม่เบา มองสำรวจร่างกายของชายที่ถูกขึงพืดไว้แล้วจึงถามอีกครั้ง
“ถ้าพร้อมก็พยักหน้านะ”
นฤบดินทร์ขยับศีรษะขึ้นลงทีหนึ่งช้า ๆ
“ดี” ว่าเพียงแค่นั้น มือซึ่งสวมนวมสากก็วางบนท้องเขา ดูท่าทางระมัดระวังกับเื่นี้พอสมควร สายดากลอกไปซ้ายทีขวาทีท่าทางหวั่นวิตกมากกว่าเสมือนรู้ตัวว่า ณ เวลานี้ตัวเองมิได้คุมอำนาจใชายที่สมัครใจมาให้เขาทรมานเลย ชายนักมวยเก่าออกคำสั่งอีกครั้ง
“เกร็งท้องไว้”
นฤบดินทร์ยังสับสน “เอ๊ะ?”
“เกร็งท้องไว้ อย่าพูดด้วย ถ้าจะหยุดให้ใช้เซฟเวิร์ด”
ครางหึ่งหั่งในลำคอก่อนจะออกแรงเกร็งหน้าท้องตามที่อีกฝ่ายร้องขอมา หรี่ตาลงหน่อยหนึ่งเมื่อสังเกตเห็นแสงแสบจ้าสะท้อนจากราวเหล็ก เห็นชายวัยกลางคนใช้ข้อนิ้วชี้ซ้ายเคาะหน้าทองหย่อนยานเหมือนเลือกซื้อแตงโม หมัดขวากำแน่น ่นั้นเขาปล่อยลมหายใจออกมาทีหนึ่งจึงโดนดุอีกรอบ
“ตั้งใจหน่อย --- หนึ่ง”
เสมือนว่าิญญานักมวยเข้าสิงชายคนนั้นแล้วด้วยว้ำไป แต่เขาก็มิอาจหันหลังกลับไปได้อีก --- ได้ยินเสียงนับของวีรดล
“สอง”
“สาม”
พลันหมัดขวาก็กระทุ้งเข้าหน้าท้องอย่างแรง --- ยามนั้นแสงที่เจิดจ้าที่สุดอยู่หลังดวงตาของนฤบดินทร์ก็ว่าได้ เขาหลับตาแล้วโอดครวญ กัดฟันแน่นส่งเสรียงครางฮือ ความเจ็บหน่วงกระแทกกระทั้นมาถึงภายใน แล่นปรี๊ดสู่สมองก่อนที่จะเริ่มรู้สึกชาและหนักในหน้าอก โดยเฉพาะ่กลางท้องที่ปวดชาวาบ วีรดลเห็นท่าไม่ดีก็เริ่มตีต้นขาเรียก
“ไหวรึเปล่า, หายใจเข้าช้า ๆ...ช้า ๆ…”
ราวว่าบทบาทของสองคนในค่ำคืนนี้คือครูฝึกกับลูกศิษย์ปานนั้น เมื่อเริ่มมีสติเห็นแสงสะท้อนของราว้าก็หายใจเข้าออกได้จนคล่องแล้วก็เริ่มได้ยินคำถามหลังจากที่หูอื้อมาสักพัก
“จะพักก่อนมั้ย?”
นฤบดินทร์มองดูอีกฝ่าย ท่าทางเขาดูเบื่อหน้่ายกับท่าทีตรงหน้าเหลือเกิน --- แต่เมื่อเห็นว่าเขาส่ายหน้าเป็คำตอบบอกไปอีกฝ่ายดูรู้สึกหนักใจมากกว่าจะพึงพอใจ, นั่นเองที่เขาเริ่มหยั่งรู้อะไรบางอย่างได้แล้ว...เขารู้สึกได้ว่าโลกในค่ำคืนนี้อาจจะไม่ใช่โลกใบเดิมที่เขารู้จักอีกต่อไปแล้ว
“พี่ดล…”
“เงียบไป ฉันไม่ต่อยที่หน้าหรอกแต่ให้ใส่กันไว้เท่านั้นแหละ” อีกฝ่ายเปลี่ยนมามีทีท่าขึงขังตามเดิม ก่อนจะตีหน้าท้องเบา ๆ “ถ้าเกิดจะไม่พักก็เตรียมตัว เกร็งท้องไว้”
“กลัวเหรอครับ?”
“หา?” วีรดลเคาะหน้าท้องเขาต่อ “คิดจะยั่วยุรึไง?”
“ใช่ครับ”
วีรดลหรี่ตา ในแววตานั้นดูขุ่นมัวขึ้นแต่ก็ทำเป็ไม่สนใจต่อไป “หนึ่ง” ทว่าเขาไม่เห็นว่าอีกฝ่ายทำตามเขาอีกต่อไป
“หนึ่ง” เน้นหนักให้รู้ว่าเขาจะเริ่มแล้ว แต่ด้วยสายตาท้าทายอำนาจของชายที่นอนกางแขนขาถูกพันธนาการติดเตียงไว้ก็ทำเอาเขาหนักใจ จึงเริ่มขู่ขึ้น “ถ้าไม่ทำตามฉันจะหยุดแล้วนะ”
“เมื่อก่อนไม่ได้ป้องกันอะไรแบบนี้หรอกใช่มั้ยครับ?” --- แม้น้ำเสียงนั้นจะอุดอู้จากสิ่งสกัดกั้นตรงฟันบน แต่ประโยคนั้นทำเอาวีรดลตาเบิกโพลงด้วยความรู้สึกประหลาดยากจะคาดเดาได้ นฤบดินทร์หรี่ตาก่อนจะยิ้มน้อย ๆ สูดน้ำลายไปที่หนึ่ง “ถ้าทำแบบนี้ั้แ่ทีแรกคงไม่ต้องหยุดเพลย์ถึง --- ”
ถึงตอนนี้เองที่ความรุงแรงท่วมท้นโถมเข้าหน้าท้องเขาอย่างจัง ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่จะได้คว้าอากาศเข้า ก็รู้สึกถึงแรงตึงจากเส้นผมที่เริ่มรุนแรง --- มือในนวมหนาเตอะกำลังกระชากเส้นผมเขาให้หน้าเชิดและขึ้นมาข้างหน้าและดูจะแรงผิดธรรมดาจนคอเริ่มตึง ๆ เขาลืมตาได้นิดหน่อยเพราะไม่รู้จะทำอะไรก่อนจนกระทั่งได้ยินเสียงกระซิบใกล้ ๆ
“กัดไว้ --- และก็ห้ามพูดอะไรอีกเป็ครั้งที่สองเชียว”
น้ำเสียงไม่ได้ใกล้เคียงกับความ่วงใยหรือการเตือนแม้แต่น้อย กอปรกับดวงตาคู่นั้นของวีรดลที่จ้องลึกเข้ามา ใบหน้าของเขาใกล้กันมาก มากจนสังเกตเห็นร่องรอยของกาลเวลาบนใบหน้าอีกฝ่ายได้ ชายนักมวยเก่าปล่อยศีรษะของอีกฝ่ายให้นอนไปบนหมอนตามเดิม บอกเหมือนการสั่งเสียว่า
“ฉันให้เวลาแกร้องขอชีวิตไปแล้วนะ”
เสียงหักนิ้วเ)ีาะแป๊ะดังราวกับดอกไม้ไฟ --- จนกระทั่งหมัดขวากระแทกเข้าที่แก้วขวาของนฤบดินทร์อย่างจัง ชายหนุ่มหน้าโน้มเอียงไปตามแรงทีกระแทกกระทั้น ฟันขบแน่น รู้สึกหน่วงชารอบเบ้าหน้า เสียงหายใจตะกุกตะกักดังลอดขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้เต็มเสียงนัก เพราะต่อมาเขาก็ถูกกระทำเช่นเดียวกันนี้กับฝั่งซ้ายของใบหน้าบ้าง ซ้ำไปซ้ำมาอยู่สองสามทีก่อนที่หมัดขวาจะเงื้อฟาดตรงปลายคางเสยจนหน้าหงายคอแอ่น รู้สึกในหัวเหมือนถูกทุบตีและสั่นสะท้านตลอดเวลา ในหูมีแต่เสียงอื้ออึงจนเขาจำแทบไม่ได้ว่าถูกกระทำเช่นนี้ไปนานแค่ไหน --- วีรดลเห็นดังนั้นก็เปลี่ยนมาจัดการชกเข้าไปที่หน้าท้องสองทีจนชายร่างสูงเริ่มตัวงอ หน้าแดงก่ำ พยายามคว้าอากาสหายใจ
วีรดลสั่ง “อย่าอ้าปากออกมา ถ้าฟันยางหลุดรอบหน้าฉันไม่ใส่ใหม่แน่ ๆ”
พูดทั้งที่ยังกัดฟันและไม่หายเจ็บดี “...ก็ไม่ใส่เสียตอนแรกเลยสิ”
“ไม่หรอก” ว่างพลางชายนักมวยเก่าก็ตบใบหน้าอีกฝ่ายให้หันกลับมามองนเองตรง ๆ รู้ว่านฤบดินทร์เจ็บแน่ ๆ แม้จะถูกแค่เบา ๆ เท่านั้น “แต่ถ้าแกทนไม่ไหวก็รีบหยุดสิ แล้วก็ออกไปโดยไม่ต้องกลับมาอีก”
ชายร่างสูงเผยยิ้มแสยะ “แล้วผมบอกตอนไหนล่ะว่าจะไม่กลับมาอีกน่ะ…” --- ทว่าไม่ทันพูดจบเขาก็ถูกหมัดอีกดอกหนึ่ซัดตรงไปที่หน้าท้อง คราวนี้นับว่าหนักจนไอออกมา หายใจหอบถี่แทบทนไม่ไหว น้ำหูน้ำตาไหลไปกองซึมเปื้อนหมอนที่รองรับหัวตัวเองไว้ น้ำลายย้อยมุมปาก ท่าทางเวทนาจนมิอาจทนไหว แต่เขาก็ชักจะรู้สึกร้อนผ่าวสุดจะบรรยาย ด้วยแรงที่พอมีอยู่ได้ยังคงท้าทายต่อไป
“เหมือนว่าพอยั่วโมโหแล้วดูจะได้ผลนะ”
“ได้ผลแน่ล่ะ” ไม่รอให้อีกฝ่ายสบกระมาณเขาต่อก็จัดการหมัดซ้ายไปสองที ก่อนจะเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนหัวเตียงแล้วก็ถอนหายใจ “หมดเวลาแล้ว”
“เอ๋?” เสียงแหบแห้งของชายที่รอรับการทรมานเล็ดลอดมาเพียงแค่นั้น เขารู้สึกราวว่าทุกอย่างผ่านไปได้ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ
“สิบนาทีแล้ว”
ว่าจบก็ลุกจนกที่นอนไปแล้วไปแกะเชือกอีกฝ่าย ขณะที่สับสนอยู่นฤบดินทร์ก็เหลือบตาขึ้นไปมองอีกฝ่าย
“ไม่ทำต่อแล้วเรอะ?”
“ถ้าจะจัดการไอ้นั่นของน้องเดี๋ยวทำให้ก็ได้ จะทำมั้ยล่ะ?”
พลางเหลือบมองกางเกงบ็อกเซอร์ของชายร่างสูงที่ตุงโด่ขึ้นมา
น้ำผสมน้ำแข็งในอ่างล้างหน้าเตรียมพร้อมไว้ให้เขาแล้ว เพียงจุ่มหน้าลงไปความเจ็บแปลบจากแผลฟกช้ำก็เริ่มถูกความเย็นเกาะกุม นฤบดินทร์นึกทบทวนความรู้สึกที่ตัวเองได้รับเมื่อสิบนาทีก่อนหน้า --- ตอนนั้นเขาอาจบอกได้ไม่ชัดเจนนักแต่ในตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังได้รับความสุขแบบที่ไม่เคยได้มาก่อน
“นานไปแล้วมั้ยน่ะ?”
เสียงเรียกของวีรดลดังขึ้นข้างหลัง แหงนหน้ามาดูก้พบว่าอีกฝ่ายยื่นผ้าเช็ดตัวมาให้ รับมาก่อนจะซับใบหน้าเบา ๆ มองดูตัวเองในกระจกที่เห็นรอยแดง ๆ อยู่บ้างตรงแก้มและใบหน้าแต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร ยิ่งตรงหน้าท้องแทบไม่ต้องพูกถคึงเพราะรอยแดงนั้นหนักกว่าจุดใดบนร่างเขา --- เดินออกมาก็พบว่าบนโต๊ะทำงานที่ใกล้ตู้เสื้อผ้ามีแก้วน้ำกับยาวางอยู่ วีรดลในชุดเสื้อยืดกับกางเกงบอลยังคงนั่งรอเขาพร้อมกล่องพยาบาล ใช้สายตาเรียกให้เขาไปยังโต๊ะทำงานของตน
“กินยาก่อนไป”
ขณะที่กลืนยาเข้าไปอย่างยากลำบากจนได้ในที่สุด วีรดลก็ถามไถ่อย่างช้า ๆ ขณะแกะแผ่นเจลประคบเย็นออกมาจากซอง
“ยังไงถ้าเกิดหนึ่งหรือสองชั่วโมงนี้เริ่มปวดหัวก้ไปหาหมอเลยนะ ขอโทษด้วยละกันที่ทำให้ต้องมาเล่นอะไรเสี่ยง ๆ”
สีหน้าดูเป็กังวลอยู่ในทีจนนฤบดินทร์ออกจะแปลกใจ ราวกับเห็นวีรดลสองคนอยู่ในที่เดียวกัน
ยามเมื่อแผ่นประคบแตะบนแก้มก็ทำเอาเขารู้สึกชาและออกจะเจ็บหน่อย ๆ ขณะเดียวกันฝ่ายชายวัยกลางคนก็ถามบ้าง “รู้สึกชาหรือปวดตรงไหนอยู่มั้ย?”
“ไม่แล้วครับ…”
“เหรอ?” เขาว่า มองดูฟันยางที่อยู่บนโต๊ะทำงานซึ่งเอาออกมาจากปากของชายหนุ่มแล้ว ก่่อนจะบอกให้เขาถือถุงเจลเย็นประคบไว้ “ยังไงก็ประคบเย็นไว้เรื่อย ๆ นะ”
หันมาสนใจที่ข้อมือข้อเท้าก็ล้วงเอายาหม่องแบบขี้ผึ้งมาทาที่รอยตรงนั้น มองดูมือขวาของอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไปประคบหลังคอแล้วได้แต่ขำ ๆ ก่อนจะถอนหายใจ “ดีจังที่ไม่เป็อะไร…”
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ?”
นฤบดินทร์ออกจะไม่สบายใจเมื่อเห็นว่านักมวยทำหน้าเหมือนเห็นพ่อแม่ตัวเองฟื้นหลังจากโคม่า วีรดลหัวเราะก่อนจะพูดออกไป
“นี่แกรู้อะไรเกี่ยวกับพี่บ้างเนี่ย?”
เขาเริ่มรู้สึกผิดที่พูดยั่วยุไปตอนที่กำลังทำกิจกรรมกันอยู่ “...เอ่อ, ก็ไปถามเพื่อน ๆ ที่รู้จักมาน่ะครับก็เลยพอรู้”
“ที่คลับสินะ?” ว่าจบก็ขอให้เขายกเท้าขึ้นมา ตอนนี้ส้นเท้าปักไว้บนต้นขาอีกฝ่าย ฝ่าเท้าอยู่แถว ๆ ลำตัวของชายร่างหนาอย่างวีรดล แม้จะมิเห้นลายกล้ามเนื้อชัดแบบแต่ก่อนแต่ก็พอรู้ว่าเขาน่าจะยังรักษาสุขภาพดีไว้ได้
“รู้จักด้วยเหรอครับ?”
“เมื่อก่อนก็เคยไป จนเขามีคลับสำหรับกลุ่มเกยืก็เลยเปลี่ยนไปเที่ยวที่นั่นกัน”
“แล้วเพื่อน ๆ พี่มีบ้างมั้ยครับ?”
วีรดลยิ้มมองด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “ทำไม? จะหาคนมาเพลย์อีกเหรอ?”
“ม...ไม่หรอกครับ” เผยยิ้มออกมาอย่างเคอะเขิน “เผื่อว่าจะได้ไปเที่ยวบ้างอะไรแบบนั้น…”
“เป็เกย์รึไงน่ะเรา?” วีรดลลอบมอง
“เป็ไบน่ะครับ” เขาตอบราวกับนั่นคือเื่ธรรมชาติ
ฝ่ายที่ถามตอนแรกก็เข้าใจ “เหรอ? รู้ตัวมานานรึยัง?”
“ั้แ่สมัยมหา ’ลัยแล้วน่ะครับ”
“เหรอ”
ทิ้ง่ห่างไปจนถึงตอนที่ต้องเปลี่ยนมาทายาที่ข้อเท้าอีกข้าง นฤบดินทร์จึงผลัดมาถามอีกฝ่ายบ้าง “แล้วพี่ดลเคยเล่นมวยมาก่อนเหรอครับ”
“ที่บ้านเปิดค่ายมวยน่ะ --- จะไม่เล่นมวยก็คงแปลก ๆ”
“ไม่เห็นจะแปลกเลย” นฤบดินทร์ว่า “แล้วว่าแต่เคยมีแฟนมั้ยครับ?”
“ก็เลิกกันเพราะเล่นกันจนเกินขอบเขตนี่แหละ” วีรดลสีหน้าหม่นลง “ถ้าตามเื่พี่มามากขนาดนั้นก็น่าจะรู้นี่…”
“แต่ไม่คิดว่าพี่จะโกรธจริง ๆ นี่…”
“ไม่รับผิดชอบคำพูดเลยนะ…” วีรดลบ่นก่อนจะแสร้งยิ้มออกมา ยกขาขวาของเขาออกแล้วจึงสำรวจดู “อื้ม ได้แล้ว ถ้ารอยเริ่มจาง ๆ ก็ทายาแก้แผลเป็นะจะได้ไม่ทิ้งรอยไว้”
“ครับ”
เขาพยักหน้าเพราะรู้ดีในเื่นั้น
จนเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก ยามน้ชารสจืดเจื่อนหมดแก้วสุดท้ายนฤบดินทร์ก็ขอตัวกลับ วันนี้เขาสบายดี มิได้ปวดหัวหรือปวดท้องอะไรแล้ว โดยวีรดลเดินไปเปิดประตูให้ ก่อนกลับชายร่างสูงก็พูดหยอกอีกฝ่าย
“จุ๊บหน่อยครับ”
ทว่าวีรดลตอบสนองโดยการทำหน้าเบ้ ก่อนจะคลายสีหน้านั้นแล้วหัวเราะ “ไม่เอาล่ะพ่อคนเ้าชู้”
“โธ่…” อีกฝ่ายทำหน้ามุ่ยก่อนจะโบกมือลา “งั้นผมไปแล้วนะครับ ไว้เจอกัน”
“อย่าเลยดีกว่า”
คำตอบนั้นทำเอานฤบดินทร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าไม่ทันไรชายนักมวยเก่าก็ปิดประตูใส่หน้าเขาโดยไม่ใยดี --- ทิ้งให้เขายืนมองอยู่เพียงเดียวดาย
วีรดลเดินกลับมามองดูปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนก่อนจะบ่น
“เปื้อนอีกแล้วแม่ง…”
กอดอกสัปหงกไปทีหนึ่งจนกระทั่งมีหญิงสาวคนหนึ่งมาปลุก วีรดลมองตามตาหงอย ๆ ก็เห็นว่าแท้จริงเธอเพียงแค่เรียกเถ้าแก่ซึ่งเปิดร้านซักรีดว่าจะขอไปเข้าห้องน้ำเท่านั้น ชายวัยหกสิบกว่าเดินมานั่งแทนที่เธอหน้าเคาน์เตอรื ยังคงสนใจหนังสือเล่าหนาเก่าจนกระดาษเหลืองกรอบ ส่วนวีรดลนักมวยเก่าก็สะกดจิตตัวเอง ดูถังซักที่หมุนคว้างไปมาในขณะที่ผ้าปูที่นอนทำหน้าเบ้ใส่เพราะโดนถูลู่ถูกังไม่ยอมปล่อยโดยเครื่องกล ยามนี้ร้านซักรีดแห่งเดียวในย่านยังคงเปิดอยู่ และจะยังเปิดต่อไปจนกระทั่งเช้าอีกวัน เนื่องจากที่แห่งนี้เป็ร่้านสะดวกซื้อจึงต้องเปิดต้อนรับลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรตลอด และให้บริการใด ๆ แก่ชาวหอที่อยู่ตึกโน้นนี้ด้วย นับว่าเป็ธุรกิจกำไรงามทีเดียว
ผ่านไปเกือบสิบห้านาทีชายผมสั้นก็เกาหัวตัวเองแกรก ๆ มองดูโทรศัพท์ผ่านบัญชีทวิตเตอร์ ‘Mr. X’ --- ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยมาทั้งจากเพื่อน ๆ ทั้งในวงการ ‘นัด’ ธรรมดารวมไปถึง ‘นัดเพลย์’ ก่อนจะปิดหน้าจอลงเมื่อเห็นข้อความของผู้ใช้รายหนุึ่ม เขาถอนหายใจด้สวยความรู้สึกไม่สบายใจที่ถาโถมใส่ั้แ่ครั้นถูกใบหน้ายั่วยุของชายหน้าตาดีคนนั้นแล้ว ภาวนาอยู่ในใจว่าคงไม่ต้องได้พบเจอกันอีกเลย
เสร็จจากการซักปั่นแห้งผ้าก็เดินกลับขึ้นมายังห้องพักหมายเลข 404 บรรยากาศเดิมแต่กลิ่นน้ำหอมฉุนของนายนฤบดินทร์ยังไม่จางไปไหน ชายกลางคนนึกสงสัยไม่สร่างว่าชายผู้นั้นคิดอะไรกันแน่จึงนึกเห็นว่าคำเตือนของเขาเป็เื่เล่น ๆ --- ที่น่าหนักใจกว่านั้นก็คงจะเป็ผลงานของชายหนุ่มคนหนึ่งในทวิตเตอร์ที่เมื่อนึกถึงอีกครั้งก็ทำให้เขาโอดครวญออกมา
“โธ่...อุตส่าห์จะได้กลับมาแบบปกติสักที”
หลังจากปูผ้าปูทีนอนและสวมปลอกหมอนใหม่ก็ปิดไฟนอน มองดูราวไขว้เป็รูปกากบาทสะท้อนแสงวับแวมเมื่อต้องแสงไฟจากภายนอก หน้าต่างฉายทัศนียภาพยามราตรีดูแล้วเงียบเหงาหดหู่ ตะแคงไปซ้ายทีขวาทีข่มตาให้หลับอยู่นานก็นึกนอนไม่หลับ ทำได้เพียงสะกดไม่ให้มือที่ปวดหนึบของตัวเองขยับจนเจ็บอีก
ยังคงนึกไปถึงพ่อของเขา --- ชายที่ร่าเริงและดุดันที่สุดในโลก เ้าของค่ายมวยในแถวต่างจังหวัด เขายังคงคิดอยู่ว่าหากพ่อมิได้ตกต่ำจนถึงขั้นไปต่อยตีและทำร้ายเพื่อนจนต้องเข้าตะราง ป่านนี้วีรดลเองก็คงจะได้เป็นักมวยอาชีพ หรือเป็เ้าของค่ายมวยต่อจากพ่อของเขาไปแล้ว...นึกแล้วก็พาลไปถึงใบหน้าพี่ชายขี้เหล้าซึ่งตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว กับน้องสาวที่อยู่กินกับสามีใหม่ ณ ต่างประเทศ หากจะมีใครที่ล้าหลังและตกต่ำที่สุดรองจากพ่อแม่ก็คงจะเป็เขาเอง ยังอาลัยอาวรณืไม่อยากจะมีชีวิตและดิ้นรนอยู่อย่างนี้
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ชีวิตที่ตัวเองรู้สึกสาสมแก่ใจยามเมื่อเงื้อหมัดเข้าใบหน้าคนอื่นอีก
“กินยาแก้ปวดดีกว่า…”
พึมพำกับตัวเองทีหนึ่งก็ตัดสินใจลุกจากที่นอนไปหายาในครัวมากิน
วีรดลได้ยินปลายสายว่ามาก็โอดครวญทีหนึ่ง “โธ่...แล้วทำไมต้องให้ผมไปด้วยล่ะเจ๊…”
หญิงสาวจากปลายสายตะคอกลั่น ‘ก็นี่งานแกไม่ใช่รึไงล่ะดล มาช่วยไอ้จ๋อกับตั้มมันยกของหน่อย ไอ้พวกนั้นผอมแห้งยังกะอะไรดี’
สีฟันยังไม่เกลี้ยงเกลาเขาก็วางแปรงลงบนอ่างล้างหน้า “โห...มีพวกมันไปสองคนน่ะนะ?”
‘ข้าโทร. เรียกพี่เก่งมาแล้ว’ หญิงในสายว่า ‘เดี๋ยวก็มีคนตามมาแหละ มาช่วยหน่อย ช่างมาช้าไปวันหนึ่งเนี่ยเห็นมั้ยเพราะใคร…’
“เจ๊อย่าโทษผมสิ…”
‘ข้าไม่ได้โทษแก ไม่สอนงานยายตุ๊กมันเอง’
“จ้า ๆ เดี๋ยวน้องจะรีบไปจ้ะพี่”
ตัดบทเสร็จก็วางสายก่อนที่เจ๊ร้านค้าหินจะบ่นอะไรไปมากกว่านี้ --- และแล้วเช้าวันใหมก็เริ่มต้นขึ้นโดยที่เขาต้องไปที่ร้านเพื่อไปช่วยคนงานยกหินมาจัดวางในร้าน กว่าจะเสร็จและเช็ครายการจนครบก็ปาไปเกือบสิบเอ็ดโมง อาการปวดที่มือเริ่มทุเลาลงบ้างแล้วแต่กลับปวดเมื่อยทั่วทั้งร่างกายแทน ยามแดดส่องจ้าเผาผิวกาย หลังจากรับเงินค่าจ้างทำงานล่วงเวลาแล้วเขาก้เดินทางกลับด้วยรถจักรยานยนต์สีแดงเก่า ๆ
ชายผิวแทนเกรียมแดดผมรองทรงเรียบร้อยซึ่งจอดรถจักรยานยนต์ข้างหันหันมาพูดคุยกับเขา “วันนี้พี่ดลว่างมั้ยครับ?”
“ว่างสิ ทำไมเหรอ?” วีรดลตอบ
“พี่ ไหน ๆ ก็ได้มาตั้งสามร้อย ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันเถอะ”
“อะไรของแกไอ้เก่ง มีเงินก็ไม่รู้จักเก็บออม รู้มั้ยกว่าจะได้มาเหนื่อยกันจนหลังจะหัก” ว่าไปแล้วก็ลูบหลังที่ปวดแปล๊บของตัวเองอีกรอบ “โอย ปวดไปทั้งตัวเลยเนี่ย...”
“พี่มือสั่น ๆ นะผมว่า”
ว่าพลางก็คว้ามือขวาของอีกฝ่ายมาดู และด้วยความเหนียมอายประการใดมิทราบได้เขาจึงทั้งผลักทั้งเตะอีกฝ่ายขณะที่ขาคร่อมเบาะรถจักรยานยนต์
“ไอ้นี่! เจ็บนะเว้ย!”
“อ้าว ก็นึกว่าพี่เขินผมซะอีก” ว่าพลางจรูญก็ยักคิ้วยิ้มเห็นฟันเขี้ยว จึงโดนยันไปอีกดอกเกือบหงายหลังไปนอนจูบพื้น
“ไอ้ทะลึ่ง”
“โธ่ จะอายทำไมเล่า” รู้ว่าหยอกแต่ก็ยังเล่นต่อไป “ว่าแต่ไปทำไรมาล่ะ ต่อยกำแพงเหรอ?”
“จะบ้าเหรอ ข้าจะทำตัวเองทำไมละไอ้บ้านี่”
จรูญยักคอไปมา
“เมื่อย ๆ ร้อน ๆ แบบนี้เบียร์สักหน่อยคงจะชื่นใจ, เย็นนี้ไปดื่มกับผมหน่อยสิพี่ เดี๋ยวค่ำ ๆ ผมหลบมาหาพี่แล้วเดี๋ยวไปกัน”
“ถ้าแกลำบากขนาดนั้นก็ช่วยแกขายหมี่ไปเลย”
ถึงจะดุไปอย่างนั้นเขาก็ยิ้มให้อย่างเอ็นดู --- จรูญเป็ลูกชายของหญิงชราในตลาดซึ่งเปิดร้านขายบะหมี่รสเลิศ ยามใดที่อ้างไปว่ารู้จักลูกชาย เ้าของร้านก็มักจะลดราคาเป็ประจำ หรืออาจได้สิทธิพิเศษเซ็นไว้ก่อนก็ยังได้ แม้กระนั้นมาตรฐานนี้สามารถใช้ได้กับทุกคนก็ตามราวว่าเปิดร้านเพียงแค่ทำเป็งานอดิเรก
จรูญทำหน้าบูดแต่รู้ว่าอย่างไรวีรดลก็ต้องไปแน่ ๆ จึงขอตัวกลับก่อน เขาบึ่งรถมอเตอร์ไซค์คันใหม่เอี่ยมหายไปสู่ท้องถนนตรงหน้าพร้อมกับคนงานอีกกลุ่มหนึ่งที่ไล่ ๆ กันมา
กลิ่นบุหรี่แสบจางลอยตัดหน้าวีรดลไปก่อนจะจางหายไปในฝูงชนข้างหลัง แสงไฟที่ย้อมใบหน้าของสองคนในขณะนี้มาจากหลอดไฟสีเหลืองในร้านซึ่งผนังทุกด้านเป็ปูนเปลือยทาสีเนื้อ ที่เมื่อโดนแสงสีใกล้เคียงกันกลืนไปร้านก็สว่างไสวราวกับประดับด้วยทอง ร้านอาหารแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากและตั้งอยู่เกือบจะใกล้ชุมชนแออัดด้านหลัง ตรงข้ามหน้าร้านนอกจากจะเป็ร้านอาหารและแผงลอยขายก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวแกงแล้วก็ยังมีร้านเช่าดีวีดีซึ่งไม่มีใครเฉียดกรายเข้าใกล้เลย จากตรงนี้หากเดินไปอีกสองเมตรกว่า ๆ ก็จะถึงร้านขายก๋วยเตี๋ยวของแม่จรูญ, ชายที่กำลังสูบบุหรี่มวนสุดท้ายจนหมด ก่อนจะบ่นว่า “อะไรวะ หมดซะแล้ว”
“แกสูบจัดไปแล้วนะ” วีรดลที่นั่งอยู่ตรงข้ามยกแก้วเบียร์เย็น ๆ ขึ้นดื่ม ถอนหายใจเมื่อเห็นที่เขี่ยบุหรี่มีแต่ก้นบุหรี่กองเต็มไปหมด “ไปเครียดอะไรมาอีกล่ะ”
ชายผิวสีแทนที่เมื่อถูกแสงย้อมจนดูราวรูปประติมากรรมทองบ่นขึ้นราวกับรอโอากสนี้มานาน “ก็่นี้นะซี ผมทักจิ๊บตอนกลับมาจากงานก็เหมือนน้องจิ๊บจะหงุดหงิดใส่ยังไงไม่รู้”
“โธ่...ก็นึกว่าเครียดเื่อะไร” วีรดลตักกับแกล้มเข้าปาก บนโตีะพวกเขาไม่มีข้าวใด ๆ ทั้งที่เป็ร้านอาหาร เสียงโทรทัศน์ที่แขวนติดผนังเป็ภาพข่าวตำรวจบุกค้นสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง “จิ๊บมันก็ทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ แกไปกวนน้องเขาตอนเช้า ๆ น้องเขาก็ต้องโมโหแกรึเปล่าวะ”
“แต่ตอนทักไปในไลน์น้องเขาก็ไม่ได้โมโหอะไรเลยนา”
“มันก็แหงอยู่แล้วสิ ไม่ได้เห็นหน้าเขาก็ไม่รู้หรอกว่าน้องเขาจะโกรธแกมั้ย”
จรูญดื่มเข้าไปอึกใหญ่ก่อนจะวางแก้วลง เห็นว่าแก้วของรุ่นพี่พร่องลมไปแล้วก็เอ่ยข้นพลางหยิบขวดเบียร์สีน้ำตาลทึบ “เดี๋ยวผมเติมให้”
“ไม่เป็ไร ๆ” ชายวัยกลางคนปฏิเสธ “วันนี้พี่คิดว่าจะไม่ดื่มหนักน่ะ แก่แล้วก็งี้”
“แล้วว่าแต่พี่ไม่มีแฟนกับเขาบ้างเหรอ?” จรูญเอ่ยถามขณะเติมเบีนร์ให้ตัวเอง
“เฮอะ, ทำงานทั้งวันจะมีเวลาไหนไปหา”
“ไม่มีผู้หญิงที่ชอบบ้างเหรอ?”
“ไม่มีล่ะ”
“แล้วผู้ชายล่ะ?”
วีรดลได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะร่วนทว่าก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะสาเหตุใด --- “ถามอะไรของแกเล่า…”
“เห็นน้อง ๆ เขาบอกว่าเหมือนพี่จะชอบผู้ชาย…”
“ถ้าเป็อย่างนั้นจริง ๆ แล้วแกจะรังเกียจฉันเรอะ?”
จรูญนิ่งไปเมื่อเห็นรอยยิ้มฝืน ๆ ของอีกฝ่าย “ก็...ไม่หรอกครับ,”
“อืม…” ฮึมฮัมในลำคอทีหนึ่งวีรดลก็ตักกับแกล้มเข้าปาก ชายวัยกลางคนเปลี่ยนประเด็น “แล้ว่นี้แม่เป็ไงบ้าง?”
“ก็ดีครับ บอกแม่ไปแล้วว่าจะคบกับจิ๊บ แกก็ไม่ว่าอะไร” จรูญว่า “แต่แม่บอกว่าถ้าอย่างนั้นจิ๊บก็ต้องเลิกทำงานด้วย”
“ก็แหงล่ะนะ…” วีรดลเหลือบมองโทรทัศน์ที่ตอนนี้นักข่าวสามคนกำลังสรุปข่าวการบุกค้นสถานบันเทิง “งานกลางคืนแบบนั้นมันอันตรายสำหรับผู้หญิงนี่นา…”
เสียงจากปลายสายดังขึ้นหลังจากเขากดรับโทรศัพท์ไปไม่นาน ‘ว่าไงน้องดล’
“เอ๊ะ? พี่เต้ยเหรอ?”
ในบรรยากาศอึครึมครึ้มฟ้าครึ้มฝนยามดึก --- หลังจากจรูญและวีรดลเลิกราจากการดื่มพักผ่อนเพื่อพร้อมรับศึกของชีวิตจริงในวันพรุ่งนี้ บนทางเท้าที่หนาวเย็นซึ่งพ่อค้าแม่ค้าเริ่มจะบางตาหายไปบ้าง และแสงไฟข้างทางซึ่งหลอดไฟนีออนขาวดูแล้วเย้นชาไร้ชีวิต ชายวัยกลางคนยืนทนความเจ็บของมืออย่างเหนื่อยหน่าย เพราะดูทีท่ามันจะไม่ยอมหายไปง่าย ๆ เสียที
เหมือนความรู้สึกที่ได้เงื้อหมัดตรงไปยังใบหน้าของเขาคนนั้น
‘ใช่ ๆ ดีจังที่แกรับสาย’ ชายที่ชื่อเต้ยในสายโทรศัพท์พูดพร้อมหัวเราะ พื้นหลังเสียงนั้นเหมือนมีดนตรีะเืสนั่นอยู่ตลอดเวลาแต่เขาก็ได้ยินเสียงของปลายสายชัดเจนดี
“พี่เต้ยอยู่ที่ไหนเหรอ?”
‘อ๋อ,’ ปลายสายร้อง ‘พี่อยู่ที่คลับ --- เห็นแกกลับไปเล่นทวิตแล้วก็เลยถามดูว่าจะมามั้ย?’
“รู้ได้ไงเหรอพี่?” วีรดลหัวเราะ --- ทว่าในใจเขารู้สึกไม่ค่อยดีนัก มิรู้ว่าเพราะแอลกอฮอล์ที่ดื่มไปหรือแค่อุปโลกย์มันขึ้นมาเองกันแน่
‘เห็นในแอคแกบ่นว่า “เปื้อนอีกแล้ว” น่ะ --- คราวนี้อะไรล่ะ? น้ำหรือเืล่ะ’
ปลายสายหัวเราะเหมือนจะแซว วีรดลตอบไปเบา ๆ “ก็...ประมาณนั้น”
‘ว่าแต่ทำไมถึงกลับมาเล่นอีกล่ะ? ไม่กลัวมีคนมาด่าแกอีกเหรอ?’
นิ่งงันและมองดูต้นไม้ ณ ไกล ๆ โบกไหวไปมาในความมืดมิด มันมีเพียงเงาเท่านั้นที่เขาเห้น เอนเอียงโอนแอ่นตามสายลมดูแล้วน่าขนลุกพิลึก
“กลัวสิพี่ แต่ว่านะ…”
‘แล้วจะมาที่คลับมั้ยล่ะ? ไม่ต้องกลัวหรอกมีครับใหม่เปิดแถว ๆ ในเมืองนี่แหละ ที่นี่มีแต่พวกเดียวกันทั้งนั้น ถ้าเกิด --- ’
“เสียดายจังพี่…” ตอบปลายสายไปยิ้ม ๆ “วันนี้ผมไปกินเลี้ยงกับน้องที่ทำงานมา ว่าจะกลับบ้านแล้วล่ะ”
‘เอ๊า...พี่ก็อุตส่าห์โทร. มาเผื่อนนท์ว่าง’ ชายชื่อเต้ยร้องด้วยความผิดหวัง ก่อนจะแซวชายที่คุยโทรศัพท์ด้วยกัน ‘ว่าแต่ดลเถอะ หายไปตั้งนานนี่...ไปมีแฟนใหม่รึไงฮึ?’
“จะบ้าเหรอพี่” พูดจบก็หัวเราะขื่น ๆ ก่อนจะบอกว่า “เออพี่, ฝนทำท่าจะตกแล้ว เดี๋ยวผมกลับบ้านก่อนนะ”
‘เออ โชคดีเว้ยดล ไว้คราวหน้าจะโทร. ไปชวน’
ว่าจบปลายสายก็ตัดไป --- วีรดลเดินอ้อมจากร้านที่เขาไปนั่งดื่มเมื่อครู่ถึงหัวมุมถนนแล้วจึงคว้ารถจักรยานยนต์ของตนมา เขาขี่กลับห้องพักโดยไม่แวะไปที่ไหนซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก และเมื่อเขาถึงห้องพักฝนก็ตกลงมาจริง ๆ ขับไล่ความแห้งแล้งอบอุ่นให้เหลือเพียงความหนาวเหน็บจืดจางจนไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศก็ยังได้
NOTE:
ตอนแรกคิดว่าจะเล่าเื่ประวัติตัวละครหลักแบบเป็สถานการณ์ไปเลย...แต่ก็นะ ถนัดเขียนด้นไปเรื่อย ๆ นี่สิ (หัวเราะ) แล้วมักจะมีจุดที่ขนาดผมเองยังรู้สึก "อะไรของ-ูเนี่ย" อยู่บ่อย ๆ อย่างไรแล้วก็ขอบคุณที่ยังรักกัน ติดตามกันนะครับ สำหรับตอนหน้าจะเป็อย่างไรก็ขอให้รออ่านได้ในวันอังคารหน้านะครับ