“คนดวงซวยอันใดหรือ?” หลินเฉิงเหยาไม่เข้าใจเมื่อกำลังสงสัยก็ได้ยินเสียงของหม่าซิงดังขึ้น “ท่านหมอหลิน หัวหน้าของพวกเรามีเรื่องอยากพูดคุยกับท่าน”
หลินเฉิงเหยารีบหันไปก็เห็นใบหน้าอันโหดเหี้ยมของหลิวขุยประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อยหลินเฉิงเหยาเอ่ยอย่างสุภาพ “ไม่ต้องขอบคุณ นี่ถือเป็นจรรยาบรรณหมอล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราควรกระทำ”
หลินเสวี่ยจู๋ได้แต่ครุ่นคิด‘จุดอ่อนของท่านอาคือการเปิดบทสนทนา’
เมื่อหลินเฉิงเหยาเอ่ยเช่นนี้ท่าทางของหลิวขุยก็ดูไม่เป็นธรรมชาติยิ่งกว่าเดิม
แน่นอนว่าเขาย่อมมาเพื่อขอบคุณดังนั้นจึงพาหม่าซิงมาด้วย ผลลัพธ์คือเขายังไม่ทันพูดอะไร อีกฝ่ายกลับพูดว่าไม่ต้องขอบคุณเสียแล้วจะให้เขาเอ่ยอย่างไรต่อ?
เมื่อเห็นหลิวขุยหน้าเปลี่ยนสีหม่าซิงก็มองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยสายตาขอความช่วยเหลือราวกับจะบอกว่า ‘หลินเหนียงจื่อรีบดูแลท่านอาของท่านเถิด’
ตอนนี้หลินเฉิงเหยาเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าคำพูดของตนเองยากที่จะต่อบทจึงหันไปหาเจี่ยงฉีซวงโดยไม่รู้ตัว กลับพบว่าภรรยาวิ่งหนีไปหาพี่สะใภ้แล้ว
หลินเฉิงเหยาจนปัญญา ทำได้เพียงเผชิญหน้ากับความกระอักกระอ่วนเพียงลำพัง“ท่านผู้คุมมีเรื่องอันใดหรือ?”
เมื่อได้ยินเขาถามเช่นนี้หม่าซิงก็ทำสีหน้าโล่งอกอย่างชัดเจน
หลินเสวี่ยจู๋ได้แต่ยิ้มตาหยี
เมื่อต้องรับมือกับผู้คุมที่มากไปด้วยประสบการณ์อย่างหลิวขุยความตรงไปตรงมาของหลินเฉิงเหยานับว่าได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์
เป็นอย่างที่คิด เมื่อเผชิญกับความตรงไปตรงมาของหลินเฉิงเหยาหลิวขุยที่เดิมทีวางแผนที่จะพูดจาอ้อมค้อมจึงเอ่ยปากอย่างจนปัญญา “ท่านหมอหลินเรื่องเมื่อคืนต้องขอบคุณท่านมาก วันหน้าอาจเกิดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทางขึ้นอีกต้องรบกวนท่านหมอหลินแล้ว ข้าขอขอบคุณท่านหมอหลินไว้ล่วงหน้าด้วย”
หลินเฉิงเหยาเข้าใจแล้วหลิวขุยหวังว่าในวันข้างหน้าเขาจะรับผิดชอบเรื่องการรักษาคนป่วยของขบวนเนรเทศนี้นี่มันเหมือนกับที่หลานสาวเตือนเมื่อครู่เลยไม่ใช่หรือ!
เขากำลังจะอ้าปากตอบรับโดยไม่รู้ตัวแต่หลินเสวี่ยจู๋กลับชิงเอ่ยก่อน “ท่านผู้คุม เกรงว่านี่จะไม่เหมาะสม”
“เพราะเหตุใดหรือ?” หลิวขุยถามพร้อมกับขมวดคิ้วมองหลินเสวี่ยจู๋
หลินเฉิงเหยาเองก็มีสีหน้าไม่เข้าใจแต่เขาเชื่อมั่นในตัวหลานสาว จึงหุบปากไม่พูดอะไร
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างไม่รีบร้อน“ท่านผู้คุม สามีข้าเป็นคนพิการ เดินเองไม่ได้ไม่ว่า ต้องให้บุรุษที่แข็งแกร่งแบกเขาทุกวันอาหญิงของข้าอ่อนแอ เจ็บป่วยตั้งแต่เล็ก เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะช่วยชีวิตคนทำให้ร่างกายของนางไม่แข็งแรง ตอนนี้ก็ไม่สบายหนัก แล้วยังมีน้องชายของข้าเด็กน้อยอายุเพิ่งจะห้าขวบ ทว่ากลับได้รับโทษเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าครอบครัวของข้าที่มีนับสิบกว่าคนล้วนเป็นสตรีอ่อนแอไปมากกว่าครึ่งอีก”
ยิ่งพูดท่าทางของนางก็ยิ่งเศร้าสร้อยน้ำเสียงอ่อนแรงลงเรื่อยๆ หลินเฉิงเหยาได้ยินเช่นนั้นก็อดเห็นด้วยไม่ได้
แต่หลิวขุยที่เคยเห็นนางก่อเรื่องมาก่อนกลับไม่เชื่อใจหญิงสาวผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยคนสกุลหลินสายหลักที่ต่อกรกับนางล้วนถูกบีบให้พ่ายแพ้ทั้งสิ้น ตอนนี้กลับมาขายความน่าสงสารเขามั่นใจถึงแปดส่วนว่านางกำลังใช้กลอุบาย
หลิวขุยถามด้วยท่าทีเฉยชา“หลินเหนียงจื่อต้องการจะพูดอะไรกันแน่?”
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยด้วยท่าทีบอบบาง“ความจริงก่อนที่ท่านผู้คุมจะมา ข้าหารือกับท่านอาเรื่องนี้อยู่พอดีอาการบาดเจ็บของสามีข้า อาการป่วยของอาหญิงข้าแล้วยังมีสุขภาพของทั้งครอบครัวข้าล้วนกดทับอยู่ที่ท่านอาเพียงผู้เดียวเขาพยายามดูแลทั้งครอบครัว ทว่าช่วยไม่ได้ที่กำลังคนและปัจจัยมีจำกัดแม้ว่าเขาจะมีใจ แต่กลับไร้กำลัง”
เมื่อได้ยินหลานสาวเอ่ยเช่นนี้หลินเฉิงเหยาก็รู้เจตนาของนางทันที จึงรีบพยักหน้าให้หลิวขุย
‘ใช่แล้วๆมีใจแต่ไร้กำลัง’
หลิวขุยปวดศีรษะตุบๆแต่ต้องฝืนอดทน “หลินเหนียงจื่อพูดมาตามตรงเถิด”
หลินเสวี่ยจู๋เก็บงำสีหน้าเศร้าสร้อยก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง “ข้ารู้ว่ารถม้าคันที่แม่นมอวี๋มอบให้ท่านผู้คุมยังว่างอยู่เมื่อครู่ข้าความคิดแล่น จึงผุดความคิดบางอย่างขึ้นมาได้ มิสู้ท่านผู้คุมขายรถม้าให้พวกเราโดยอิงจากราคาตลาดจะดีกว่าสามีกับอาหญิงของข้าจะได้ขึ้นไปพักบนรถม้า เช่นนี้ไม่เพียงจะช่วยลดภาระในการดูแลพวกเขาของท่านอาเท่านั้นยังเพิ่มกำลังคนในการช่วยท่านอาเก็บสมุนไพรสำหรับรักษาผู้คนอีกด้วย นอกจากนี้ หากเก็บสมุนไพรได้จำนวนมากก็สามารถนำไปเก็บไว้บนรถม้าได้ด้วยเรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเจ้าค่ะ”
หลิวขุยคิด ‘ความคิดแล่นอันใด? ข้าว่าเจ้าวางแผนไว้ล่วงหน้านานแล้วมากกว่า!’
หลินเสวี่ยจู๋คิด ‘เฮอะๆเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ คิดว่าพูดขอบคุณทีเดียวก็จะโยนให้พวกเรารับผิดชอบเสียแล้วหรือ? ฝันไปเถิด!’
หลินเฉิงเหยาคิด‘หลานสาวสมกับเป็นหลานสาวจริงๆ ไม่เพียงกล้าคิดเท่านั้น นางยังกล้าทำด้วย’
ความคิดของพวกเขาแตกต่างกันไปทว่าท้ายที่สุดแล้วก็เป็นหลิวขุยที่พ่ายแพ้
เขาไม่มีทางเลือก ผู้ใดให้เขามาขอร้องคนกันเล่า? เขาสั่งให้หม่าซิงอยู่จัดการเรื่องการส่งมอบรถม้าเมื่อจัดการเสร็จก็ให้ทุกคนออกเดินทางทันที
หม่าซิงเอ่ยกับหลินเสวี่ยจู๋อย่างเบิกบาน“หลินเหนียงจื่อ ข้าขอเข้าร่วมกลุ่มกับพวกท่านด้วย หากมีเรื่องอันใดท่านมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
หลินเสวี่ยจู๋เข้าใจเจตนาของหม่าซิงดีแม้ว่าหลิวขุยจะรับปากเรื่องขายรถม้าให้พวกเขาเพราะจนปัญญา แต่ก็ยังคงหวาดระแวดพวกเขาอยู่ดีเหตุผลที่เขาสั่งให้หม่าซิงอยู่ต่อ ประการแรกคือเพื่อจับตามองพวกเขาประการที่สองคือเพื่อให้มีคนรับผิดชอบหากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น
เมื่อครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋เห็นรถม้าต่างก็ไม่เชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริงทุกคนพากันยืนล้อมรอบรถม้า แล้วลูบคลำราวกับเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกอย่างไรอย่างนั้น
“ลูกสาวเจ้าทำได้อย่างไรกัน?”หลินเฉิงจางฝืนระงับความยินดีและความภาคภูมิใจเอาไว้ ใบหน้ายังคงสง่างาม
ไม่รอให้หลินเสวี่ยจู๋ตอบหลินเฉิงเหยาก็คว้าแขนของหลินเฉิงจางไว้ แล้วเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “พี่ใหญ่ท่านฟังที่ข้าเล่านะ”
เขาทนไม่ไหวแล้วเขาต้องบอกทุกคนในครอบครัวว่าหลานสาวของเขามีความสามารถรอบด้าน
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ให้สามีข้ากับอาหญิงขึ้นไปบนรถม้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันระหว่างเดินทาง”
“เสวี่ยจู๋ ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนรถม้ากับหลานเขยเกรงว่าจะไม่เหมาะสมข้าไม่เห็นด้วย” หลินเจียย่วนคว้าแขนเสื้อของหลินเสวี่ยจู๋เอาไว้แล้วเอ่ยเสียงเบา
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดก่อนจะหันไปกล่าวกับลู่ซื่อ“เช่นนั้นท่านน้าขึ้นรถม้าไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ หลายวันมานี้ท่านต้องลำบากคอยดูแลสามีข้าวันหน้านอกจากสามีข้าแล้ว รถม้าคันนี้ก็ให้ทุกคนผลัดกันนั่ง ผู้ใดไม่สบายก็ขึ้นไปนั่งได้เช่นนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ทุกคนล้วนเป็นคนในครอบครัวจึงย่อมเห็นด้วยกับความคิดนี้
ลู่ซื่อพยักหน้า “ข้ากับน้องหญิงสกุลหลินสามารถสานเสื่อฟางบนรถม้าได้พวกเจ้าเพียงส่งวัสดุให้พวกเราก็พอ”
เมื่อมีลู่ซื่อนั่งบนรถม้าเป็นเพื่อนหลินเจียย่วนก็ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระอีกต่อไป นางไม่ปฏิเสธและก้าวขึ้นไปบนรถม้าอย่างสบายใจ
เหยียนต้าเอ่ยอย่างเขินอาย“คุณหนูเสวี่ยจู๋ สมองของข้าไม่ได้เรื่อง ให้ข้าขับรถม้าเถิดขอรับ”
หลินเสวี่ยจู๋หันไปมองหม่าซิงที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับ“พวกเรามีคนขับรถแล้วล่ะ”
เมื่อเห็นเหยียนต้าประหลาดใจนางก็อธิบายเสียงเบา “อย่าลืมว่าสามีข้าคือนักโทษสถานหนักของราชสำนัก”
เหยียนต้าเข้าใจทันที จึงไม่พูดมากความอีกเพียงมองเก้าอี้พนักพิงสูงที่ทำเสร็จสมบูรณ์ด้วยความเสียดาย “ของดีแท้ๆทว่าตอนนี้กลับเสียเปล่าแล้ว”
“ไม่เสียเปล่าหรอก เอาไปวางไว้ในรถม้าก่อนสามารถนำมาใช้ภายหลังได้” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ย
เพราะเมื่อเดินทางลึกเข้าไปในภูเขาเส้นทางอาจยากลำบาก รถม้าย่อมไม่อาจรับน้ำหนักไหว คนที่นั่งอยู่บนรถม้าจำเป็นต้องลงเดิน
เมื่อรอบตัวหลินเสวี่ยจู๋ไม่มีคนแล้วกู้เจินเหนียงก็รีบเดินมาหา ก่อนจะยื่นปลาย่างร้อนๆ ที่ห่อด้วยใบไม้ให้นาง
“คุณหนูเสวี่ยจู๋นี่คือปลาย่างที่ข้าเก็บไว้ให้ท่าน” นางเอ่ยอย่างระมัดระวัง
“ขอบคุณนะ” หลินเสวี่ยจู๋รับมาด้วยรอยยิ้มแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย
ผู้คนเริ่มทยอยออกเดินทางครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋ยังคงเดินอยู่ท้ายขบวนเช่นเดิม ทุกคนเริ่มเข้าสู่โหมดทำงาน
หลินเสวี่ยจู๋หยิบผงยาสลบขึ้นมาอย่างเงียบงันฉวยโอกาสที่คนอื่นไม่ทันตั้งตัว โปรยผงยาเข้าไปในรถม้า
สามคนข้างในไม่ว่าพวกท่านจะเต็มใจหรือไม่ก็นอนหลับให้สนิทสักตื่นหนึ่งเถิด
หยวนซิวที่รู้สึกว่าเปลือกตาหนักขึ้นเรื่อยๆคิดในใจ ‘หลินเสวี่ยจู๋ เจ้าเอาอีกแล้ว!’
.............................