พลังแห่งมิติและการเคี่ยวกรำปีกแห่งโชคชะตา
ท่ามกลางความเงียบสงัดของโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความวุ่นวายที่กำลังจะมาถึง ฉันหลับตาลงตั้งจิตให้มั่นชั่วครู่ ก่อนจะปล่อยให้ความรู้สึกดึงดูดแสนคุ้นเคยนำพาจิติญญาก้าวข้ามผ่านรอยแยกแห่งความจริง เข้าสู่โลกส่วนตัวที่ฉันเป็เ้าของ มิติของสร้อยแห่งดวงดาวนี้
ทันทีที่ฝ่าเท้าัักับพื้นหญ้านุ่มละเอียด มวลอากาศบริสุทธิ์ที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานชีวิตก็พุ่งเข้าโอบล้อมร่างกาย ความเหนื่อยล้าสะสมจากการเตรียมตัวในโลกภายนอกมลายหายไปเป็ปลิดทิ้ง ราวกับร่างกายได้จุ่มลงในน้ำทิพย์ที่เย็นสดชื่น
"สวัสดีขอรับเ้านาย ยินดีต้อนรับกลับสู่มิติสร้อยแห่งดวงดาวของท่าน!" เสียงเล็กแหลมที่แฝงไปด้วยความร่าเริงดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างจิ๋วที่มีปีกใสสั่นระริก
"สวัสดีจ้ะเวก้า" ฉันคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างอดไม่ได้ ความตึงเครียดบนใบหน้าผ่อนคลายลงเมื่อเห็นใบหน้ากลมป้อมของผู้ช่วยตัวน้อย
"ข้างนอกนั่นวุ่นวายพิลึก การได้กลับมาเจอเธอที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกวางใจขึ้นเยอะเลย"
"วันนี้มีอะไรให้กระผมรับใช้เป็พิเศษไหมขอรับ? หรืออยากจะเสวยชาหอมๆ สักถ้วยก่อนดี?" เวก้ายืดอกถามอย่างขยันขันแข็ง
"ฉันตั้งใจมาตรวจดูเสบียงและของที่ขนเข้ามาน่ะ แล้วก็กะว่าจะไปฝึกที่ห้องซ้อมตามใจนึกด้วย" ฉันตอบพลางกวาดสายตาไปรอบๆ พื้นที่สีเขียวขจี แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับสิ่งแปลกใหม่
"เอ๊ะ... เวก้า นั่นโกดังสีขาวขนาดใหญ่นั่น... มันเพิ่มขึ้นมาตั้งสองหลังเลยนี่นา?"
"ฮิฮิ ฝีมือกระผมเองขอรับเ้านาย!" เวก้าบินวนไปมารอบตัวฉันอย่างภาคภูมิใจ "ใน่ที่เ้านายไม่อยู่ กระผมพยายามรวบรวมพลังงานที่หลงเหลือในมิติมาขยายพื้นที่เก็บของ
หากกระผมมีพลังมากกว่านี้ การเนรมิตสิ่งก่อสร้างหรือจัดสรรพื้นที่ก็ไม่ใช่เื่ยากเลยขอรับ ต่อให้เ้านายกวาดของมาทั้งห้างสรรพสินค้า กระผมก็มีที่ว่างรองรับแน่นอน!"
ฉันเดินไปสำรวจโกดังใหม่ พบว่าภายในถูกจัดระเบียบอย่างประณีตราวกับใช้คอมพิวเตอร์คำนวณ ข้าวของเครื่องใช้ที่ฉันเพิ่งขนเข้ามาถูกจำแนกเป็หมวดหมู่ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาฉันยิ่งกว่าโกดังเหล็ก
คือต้นไม้ใหญ่ที่มีพุ่มใบหนาแน่นตั้งตระหง่านอยู่ก่อนถึงตัวบ้าน บนกิ่งก้านของมันเต็มไปด้วยผลไม้ทรงกลมขนาดพอดีคำ ผิวเรียบเนียนเป็มันวาวสะท้อนแสงระยิบระยับ มีสามสีสันสดใสชวนให้ลิ้มลอง
"เวก้า... นี่คือต้นไม้อะไรจ้ะ? กลิ่นมันหอมนวลแปลกๆ กินได้ไหม?" ฉันถามด้วยความสงสัยขณะยื่นมือไปลูบผลสีแดงจัด
"นั่นคือ ‘ผลไม้ตามใจนึก’ ขอรับเ้านาย" เวก้าเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น "มันไม่ใช่ผลไม้ธรรมดา แต่มันคือตัวช่วยที่มีค่าที่สุดในวันสิ้นโลกเลยทีเดียว สรรพคุณของมันจะขึ้นอยู่กับสีและเจตจำนงของผู้ใช้ขอรับ"
เวก้าบินไปชี้ที่ผลแต่ละสีพร้อมสาธยายความลับของมัน:
ผลสีเขียว (ผลไม้แห่งพันธนาการ) : "หากเ้านายนึกถึงศัตรูหรือสิ่งไม่ดี ใครก็ตามที่กินมันเข้าไปจะได้รับผลตามที่ท่านปรารถนา ไม่ว่าจะเป็ไข้ป่า ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือหมดเรี่ยวแรงกระทันหัน มันคือยาพิษชั้นดีที่แเีที่สุดขอรับ"
ผลสีเหลือง (ผลไม้แห่งการเยียวยา) : "ใช้สำหรับแก้ฤทธิ์ของผลสีเขียว รักษาาแสด หรือฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยทั่วไป ช่วยให้ร่างกายกลับมาสดชื่นเหมือนได้นอนเต็มอิ่มมาทั้งวัน"
ผลสีแดง (ผลไม้แห่งการจุติ) : "นี่คือสมบัติล้ำค่าที่สุดขอรับ! ต่อให้แขนขาขาด หรือร้ายแรงที่สุดคือถูกพวก ‘ซอมบี้’ กัด หากทานเข้าไปทันท่วงทีก่อนที่เชื้อจะเข้าสู่สมอง ร่างกายจะเร่งการผลัดเซลล์และขับพิษร้ายทิ้ง ฟื้นฟูกลับมาเป็มนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ทันที!"
หัวใจของฉันเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น "วิเศษที่สุด! ถ้ามีเ้าลูกสีแดงนี่ ฉันก็ไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะต้องกลายเป็สัตว์ประหลาดพวกนั้นแล้วสิ"
"ขอรับ... แต่ต้องระวังหน่อยนะขอรับ เพราะตอนนี้ผลสีแดงมีเพียง 19 ลูกเท่านั้น ต่างจากสีเหลืองและเขียวที่มีนับร้อยลูก" เวก้าบอกด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย
"เราปลูกเพิ่มได้ไหมจ้ะ? ฉันกลัวว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินมันจะไม่พอ"
"ปลูกได้แน่นอนขอรับ แต่ต้องรอกระผมสะสมพลังมิติให้มากกว่านี้ก่อน หากมิติของเราเลื่อนระดับ ทุกอย่างในนี้จะเจริญงอกงามอย่างรวดเร็วและมีให้ใช้ไม่สิ้นสุดเลยขอรับเ้านาย!"
คำพูดยืนยันของเวก้าเปรียบเสมือนเชื้อไฟที่จุดประกายความมุ่งมั่นในใจฉัน หากมิติคือป้อมปราการ ร่างกายและทักษะของฉันก็คืออาวุธ ฉันจึงเดินตรงเข้าไปในบ้าน มุ่งสู่โซนห้องสมุดที่รวบรวมตำราโบราณและวิชาการต่อสู้แขนงต่างๆ ไว้
สายตาของฉันกวาดมองไปตามสันหนังสือ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่ตำราสามสี่เล่มที่ดูขลังอย่างบอกไม่ถูก: ก้าวย่างพริบตา, วิชาตัวเบาไผ่ลู่ลม, และศาสตร์กังฟูพื้นฐาน
"อ๊ะ... มีตำราการยิงธนูด้วยนี่นา ในคลังอาวุธฉันเพิ่งจะได้ธนูคอมพาวด์ตัวท็อปมาพอดี ฝึกเล่มนี้ด้วยเลยแล้วกัน เวก้าว่าดีไหมจ้ะ?"
"ยอดเยี่ยมที่สุดเลยขอรับเ้านาย! การต่อสู้ระยะไกลจะช่วยลดความเสี่ยงได้มหาศาล" เวก้าเชียร์
ฉันนั่งลงที่โต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ เริ่มพลิกเปิดหน้ากระดาษอย่างตั้งใจ "เวก้าไปพักผ่อนก่อนเถอะจ้ะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว มีอะไรฉันจะเรียกนะ" เวก้าขานรับเสียงใสก่อนจะบินไปนอนที่เตียงจิ๋วข้างหน้าต่าง
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงาน มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงลมหายใจเข้าออกที่เป็จังหวะ ฉันดำดิ่งลงไปในเนื้อหาของวิชาก้าวย่างพริบตา พยายามทำความเข้าใจกับการไหลเวียนของพลังงานในร่างกายและการถ่ายเทน้ำหนักเท้า ข้อมูลจากตัวอักษรดูเหมือนจะไหลซึมเข้าสู่สมองของฉันได้ง่ายกว่าปกติ อาจเป็เพราะผลจากพลังงานบริสุทธิ์ในมิติที่ช่วยกระตุ้นการรับรู้
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ ฉันไม่รู้สึกล้าสายตาหรือปวดเมื่อยแผ่นหลังเลยแม้แต่น้อย ร่างกายกลับดูเบาสบายและตื่นตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทฤษฎีในหัวเริ่มตกตะกอนจนกลายเป็ความเข้าใจถ่องแท้ ฉันก็รู้ว่าถึงเวลาที่จะเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็สัญชาตญาณ
ฉันลุกขึ้นเดินไปที่คลังอาวุธ หยิบธนูสีดำด้านทรงพลังขึ้นมาถือไว้ ััของมันเย็นเยียบและมั่นคง ฉันสวมซองลูกธนูไว้ที่กลางหลังก่อนจะมุ่งหน้าสู่ ‘ห้องฝึกซ้อมตามใจนึก’
พรึ่บ!
ทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตู สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไป กลายเป็ลานกว้างไร้ที่สิ้นสุดที่มีเพียงแสงสว่างนวลตา หุ่นจำลองสีดำทึบโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน และบนท้องฟ้าเหนือหัวมีฝูงนกเหล็กสีดำบินวนเวียนด้วยความเร็วสูง
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิไปที่ปลายนิ้ว มือซ้ายกำคันธนูแน่น มือขวาดึงสายธนูจนตึงเปรี๊ยะ สายตาจับจ้องไปที่นกตัวที่บินเร็วที่สุด
เฟี้ยว... ฉึก!
ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศเป็เส้นตรง ปักเข้ากลางลำตัวนกจำลองอย่างแม่นยำก่อนที่มันจะสลายตัวเป็หมอกควัน ฉันเอื้อมมือไปข้างหลังตามสัญชาตญาณเพื่อหยิบลูกใหม่ และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าลูกธนูในซองที่ควรจะพร่องลงไป กลับเพิ่มขึ้นมาเต็ม 9 ดอกโดยอัตโนมัติ
"นี่สิถึงจะเรียกว่ามิติวิเศษ!" ฉันยิ้มที่มุมปาก
ความคึกคะนองเริ่มพุ่งพล่าน ฉันลองใช้เทคนิคที่เพิ่งอ่านมา คีบลูกธนู 3 ดอกไว้ในมือเดียว แล้วแผลงศรออกไปพร้อมกันในคราวเดียว!
เฟี้ยว! ฉึก ฉึก ฉึก!
เป้าหมายบนท้องฟ้าถูกสอยร่วงลงมาสามจุดพร้อมกันอย่างสวยงาม ร่างกายของฉันขยับเขยื้อนไปตามท่วงท่าในตำราอย่างลื่นไหล ราวกับเคยฝึกฝนมานับสิบปี
จากนั้นฉันก็เริ่มผสานวิชาตัวเบาเข้ากับการต่อสู้ ฉันออกวิ่งด้วย 'ก้าวย่างพริบตา' ร่างของฉันหายวับจากจุดเดิมไปโผล่ข้างหลังหุ่นจำลองในชั่วอึดใจ ก่อนจะวาดเท้าเตะเข้าที่ก้านคอของมันด้วยกระบวนท่ากังฟูที่หนักหน่วง
"ย้าก!"
ฉันะโทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ ร่างกายเบาหวิวราวกับขนนกจนสามารถลอยตัวได้ชั่วขณะ ฉันถีบตัวส่งแรงจากอากาศธาตุ ทะยานขึ้นไปสูงเท่าตึก 5 ชั้นเพื่อสำรวจพื้นที่จากมุมสูง ก่อนจะทิ้งตัวลงมาอย่างนิ่มนวลท่ามกลางฝูงหุ่นจำลองที่รุมล้อม
การฝึกซ้อมดำเนินไปอย่างดุเดือดหยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม แต่มันกลับเป็เหงื่อที่ทำให้รู้สึกสะอาดและทรงพลัง ฉันทั้งเตะ ต่อย และยิงธนูสลับกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเกินกว่าสายตามนุษย์จะมองทัน จนกระทั่งพื้นที่ฝึกซ้อมรอบตัวไม่มีหุ่นตัวใดเหลือรอด
ฉันหยุดยืนหอบหายใจเล็กน้อย ััได้ถึงกล้ามเนื้อที่ตึงกระชับและความคล่องแคล่วที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อพอใจกับผลลัพธ์การเคี่ยวกรำตนเอง ฉันจึงเดินออกจากห้องฝึกมุ่งหน้าไปยังห้องอาบน้ำที่รออยู่
สายน้ำอุ่นที่ไหลรินชำระล้างความเหนื่อยล้าทางกายออกไปจนหมดสิ้น ฉันหลับตาลงนึกถึงโลกภายนอกที่กำลังจะลุกเป็ไฟ... แต่ในตอนนี้ ฉันไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว ความมั่นใจและพลังที่ได้รับจากมิติแห่งนี้ คือปีกที่จะพาฉันโบยบินผ่านพ้นหายนะทุกอย่างไปได้
"พร้อมแล้วสินะ... วันสิ้นโลก" ฉันพึมพำกับตัวเองท่ามกลางไอน้ำจางๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนเพื่อพักผ่อน เตรียมรับมือกับบททดสอบที่แท้จริงในวันพรุ่งนี้
…………………………….