ชีวิตของทั้งสองคนดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ต่างฝ่ายต่างปกป้องกันด้วยกำลังที่ทำได้ ไม่เคยปล่อยให้อันตรายย่างกรายเข้ามาเลยแม้แต่น้อย
ครั้งหนึ่งพวกเขากำลังเดินเล่นอยู่ในทุ่งหญ้าเหนือหนองน้ำทางฝั่งตะวันออกของป่ามู่หลิน สายตามองตามหิ่งห้อยนับพันโบยบินยามค่ำคืนอยู่ดี ๆ ฮ่าวหรานััได้ว่ามีพลังอันมืดดำตามหลังเขามาจึงพยายามใช้พลังอันน้อยนิดของตัวเองกำจัดมัน
ทว่า หลินเฟิงซินเองก็รับรู้ได้เช่นกันว่ามีอะไรบางอย่างแปลกไปจึงรีบเข้ามากันฮ่าวหรานจากสิ่งอันตรายนั้นแล้วร่ายพลังกำจัดมันโดยไม่รีรอ
“ฮ่าวหราน เ้าเป็อันใดหรือไม่” เขาเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“ไม่ขอรับ แต่มันน่ากลัว” หมาป่าน้อยตอบตัวสั่นเทา กอดเอวคนเป็พี่เอาไว้ “มันหายไปหรือยังขอรับ”
“หายไปแล้ว มีข้าอยู่ด้วย เ้าไม่ต้องกลัวนะฮ่าวหราน” เขากอดปลอบประโลมแล้วจับมืออีกฝ่ายเอาไว้ “ยังอยากเดินเล่นที่นี่ต่อหรือไม่ เ้าบอกว่าอยากไปดูสายธารชีวิตไม่ใช่หรือ”
“ไปสิ” เขาพยักหน้าอยากรู้ว่าสายธารชีวิตหน้าตาเป็อย่างไร คิดในใจว่าตัวเองคงแกล้งกลัวมากเกินไป คนเป็พี่จึงไม่อยากให้เขาเอ้อระเหยอยู่ที่แห่งนี้ต่อ รีบบอกด้วยความตื่นเต้น “ข้าอยากดูขอรับ”
“อืม” หลินเฟิงซินพยักหน้าจับมือคนข้างกายไว้แล้วเดินไปพร้อมกันผ่านทุ่งหญ้าโบกพลิ้วตามสายลม หิ่งห้อยลอยอยู่เหนือสถานที่แห่งนี้เหมือนดวงไฟสีทองนำทางยามค่ำคืน
ครั้นมาถึงสถานที่ที่เหมือนสายน้ำกำลังไหลเอื่อยอยู่ข้างหน้า ฮ่าวหรานก็รีบวิ่งเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงได้เห็นพลังสีขาวเขียวเรืองแสงมากมายไหลบ่าไปยังสรรพสิ่งต่าง ๆ
แดนเป่ยฉินคือหนึ่งในสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของโลกไท่หยาง เทพามอบหมายให้เผ่าภูตพงไพรเป็ผู้พิทักษ์คอยปกปักรักษาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้
เผ่าพันธุ์ของหลินเฟิงซินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้สรรพสิ่งในแดนเป่ยฉินดำเนินชีวิตไปตามวัฏจักรและหากเผ่าภูตพงไพรสิ้นกำลังลง หายนะจะบังเกิดกับทุกผู้คนจนอาจดับสูญ
ตราบใดที่เขายังมีลมหายใจ สายธารชีวิตจะยังคงไหลเวียนอยู่เช่นนี้นับแสนปี
“ท่านพี่ ต่อไปนี้ข้าจะเป็คนปกป้องท่าน” แม้แต่ฮ่าวหรานยังััได้ถึงพลังจากสายธารแห่งชีวิต อีกทั้งยังรับรู้ด้วยว่าคนข้างกายของเขาคือต้นกำเนิดของสิ่งเหล่านี้พลางคิดในใจ ต่อให้ท่านพี่เป็มนุษย์ธรรมดา ข้าก็จะปกป้องท่านและยิ่งท่านเป็คนสำคัญถึงเพียงนี้ อันตรายคงจะค่อย ๆ ย่างกรายเข้าหาท่านพี่ไม่เว้นวัน ข้าไม่ยอมให้ท่านพี่เป็อะไรไปหรอก
“เ้าตัวเล็ก ข้าต่างหากที่ต้องดูแลเ้า” หลินเฟิงซินเอ็นดูคนตรงหน้าพาลคิดว่าเขามีพลังมากมายเพียงนี้ต้องรับหน้าที่เป็คนดูแลถึงจะถูกก่อนจะเดินนำหน้าลงไปในสายธารชีวิตแล้วยื่นมือมาข้างหน้าพูดว่า “ฮ่าวหราน เ้าลองลงมาข้างล่างนี่สิ”
“…” เ้าตัวไม่พูดอะไรและทำตามอย่างว่าง่าย
เมื่อขาสองข้างก้าวลงมาข้างล่างแล้ว พลังชีวิตไหลเวียนเข้าสู่ร่างฮ่าวหรานทีละนิด ขณะััถึงความอบอุ่นและความสุขเรียบง่ายอย่างเพลิดเพลินกลับได้กลิ่นรัญจวนของคนเป็พี่ลอยมาแตะจมูกเพราะคืนนี้เป็คืนเดือนเพ็ญ
กลิ่นรัญจวนอันเป็เอกลักษณ์จะหอมหวนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวทำให้ฮ่าวหรานเริ่มทำตัวไม่ถูกเพราะหลงใหลกลิ่นนั้นราวกับตกอยู่ในภวังค์ั้แ่แรกเจอ
“พลังเอ่อล้นมากเกินไปหรือฮ่าวหราน” ดวงตาสีเขียวอ่อนมองอย่างห่วงใย “ใบหน้าเ้าแดงหมดแล้ว”
ฮ่าวหรานคิดในใจ ท่านพี่ไม่รู้บ้างเลยหรือว่าข้าเป็เช่นนี้เพราะใคร พยายามห้ามตัวเองไม่ให้เข้าไปใกล้หลินเฟิงซินแต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟังเพราะกลิ่นกายของเผ่าภูตนั้นหอมเย้ายวน
เ้าตัวกอดเอวอีกฝ่ายทำท่าหมดแรงราวกับได้รับพลังแห่งชีวิตมากเกินไป คนเป็พี่ไม่เคยลืมว่าเขาเป็เพียงมนุษย์ตัวเล็กที่มีร่างกายอ่อนแอจึงช้อนตัวอุ้มอีกฝ่ายเพราะตนเองแข็งแรงกว่า
“ข้าไม่ชอบเลยที่เ้าอ่อนแอเช่นนี้ เปราะบางราวกับจะแตกสลายทุกเมื่อ” หลินเฟิงซินเอ่ยกับฮ่าวหรานนึกอยากให้น้องเป็คนจากเผ่าพันธุ์ของตัวเอง
หากแต่ฮ่าวหรานกลับชอบยิ่งนักเวลาได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนเป็พี่จึงทำตัวเหมือนกระต่ายขาวแสนบอบบางทั้งที่ตัวเองเป็หมาป่าสีเงิน
บางทีพละกำลังที่เขามีอยู่ตอนนี้อาจจะมากกว่าคนที่อุ้มเขาอยู่ก็เป็ได้เพียงแต่ฮ่าวหรานไม่เคยลองใช้พลังของตัวเองเลยสักครั้ง
เวลานี้จึงขอทำตัวเป็เด็กน้อยในสายตาหลินเฟิงซินเพื่ออยู่ใกล้ ๆ คงจะดีกว่าเป็ไหน ๆ เพราะไออุ่นจากคนตรงหน้าทำให้เขาััได้ถึงความปลอดภัยและรับรู้ได้ว่าตัวเองไม่ใช่หมาป่าเดียวดายอย่างที่เคยเป็
เวลาหนึ่งวันล่วงเลยเป็ปี เด็กหนุ่มวัยสิบห้าอย่างหลินเฟิงซินอายุย่างเข้าสิบแปดแล้วแต่ยังคงทำตัวเหมือนเด็กน้อยในวันวานไม่เปลี่ยนแปลง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฮ่าวหรานก็ทำราวกับเป็พี่ใหญ่ให้อีกฝ่ายได้พึ่งพิงเขา
“…” ฮ่าวหรานมองหน้าหลินเฟิงซินนึกอยากพูดอะไรบางอย่างแต่อีกฝ่ายชิงพูดขึ้นมาก่อน
“ฮ่าวหราน วันนี้วันเกิดเ้า ข้าว่าจะซื้อของขวัญให้สักหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างอ่อนโยน ดวงตาสีเขียวอ่อนมองคนตัวเล็กกว่าที่เพิ่งอายุย่างสิบห้าในวันนี้
“ของขวัญหรือ ท่านพี่จะให้สิ่งใดกับข้า” ฮ่าวหรานตื่นเต้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าระรื่นยิ้มแย้ม
“ของสิ่งนั้นอยู่ในตัวเมือง”
“ข้าไม่ชอบไปที่นั่นสักเท่าไหร่” เ้าตัวนิ่วหน้าทันที ไม่ชอบยุ่งกับมนุษย์หน้าไหนทั้งนั้น
“แต่ว่าข้าต้องไปซื้อของที่นั่น หรือว่าเ้าจะรอข้าอยู่ที่นี่” หลินเฟิงซินไม่บังคับ หากเขาไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป
แน่นอนว่าฮ่าวหรานไม่มีทางปล่อยให้คนเป็พี่ห่างกายแม้หนึ่งก้านธูป เขาส่ายหน้าทันควันบอกว่า “ข้าไปด้วย”
หลินเฟิงซินยิ้มมุมปากเมื่อเห็นฮ่าวหรานมีท่าทีแบบนั้นก่อนจะพากันออกจากป่ามู่หลินเข้าตัวเมืองในพริบตา
ทว่า การกลับเข้าเมืองในรอบหลายปีก็ทำให้ฮ่าวหรานไม่ชอบใจเอาเสียเลยเพราะหลินเฟิงซินในวัยนี้กำลังเป็ที่หมายตาของสตรีที่ได้พบเห็นเขา
ใบหน้าหล่อเหลาผุดผ่องถึงแม้ว่าเขาจะมองว่าสวยงดงามก็เถอะ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ดวงตาและเรือนผมสีเขียวอ่อนสะดุดตา ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไร้ที่ติ
“คุณชาย ท่านมาจากที่ใดหรือ” สตรีนางหนึ่งเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน สายตาหยาดเยิ้มโปรยเสน่ห์ “ดวงตาและเรือนผมของท่านสวยงามยิ่งนัก ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามเช่นนี้มาก่อนเลย”
หลินเฟิงซินยิ้มให้นางอย่างเป็มิตรแล้วตอบว่า “ท่านเองก็เป็สตรีที่งดงามราวกับบุปผาไม่น้อย”
ชายหนุ่มไม่เพียงรูปงามแต่น้ำเสียงยังน่าหลงใหล พูดตอบไปเพียงเท่านี้ก็ทำเอาหัวใจของสตรีหลายคนตรงนั้นสั่นไหว หลินเฟิงซินไม่ได้ตั้งใจพูดเกี้ยวพาราสีผู้ใด เขาเอ่ยชมเพราะเห็นว่าพวกนางดูงดงามราวภาพวาดจริง ๆ แต่ใคร ๆ ต่างก็คิดว่าเขากำลังอ่อยเหยื่อให้หลงกล
“ท่านพี่” เสียงหนึ่งเรียกเขาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยพาลทวงถามสิ่งที่ต้องได้ “ของขวัญข้าเล่า”
คนเป็พี่ลูบศีรษะของน้องอย่างแ่เบาแล้วบอกสตรีตรงหน้าว่า “ข้ามีธุระกับน้องชายต่อ คงต้องขอตัว หากวันหน้าได้พบกันอีก ข้าจะไม่ลืมมาทักทายท่าน”
“เ้าค่ะ ข้าหวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะเ้าคะ” นางยิ้มให้พลางเอื้อมมือไล้นิ้วแตะหลังมือของหลินเฟิงซินราวกับ้าทิ้งท้ายความโหยหาแต่ถูกฮ่าวหรานจับมือคนไร้เดียงสาเื่ชายหญิงเอาไว้ก่อนจึงอดให้ท่าไปโดยปริยาย
พลันทำหน้ามุ่ยพึมพำอยู่คนเดียว น้องชายหรือ ข้าเป็น้องชายของท่านหรือ
“ข้าเป็น้องชายท่านจริงหรือ” เมื่ออดกลั้นไว้ไม่ไหวจึงถามออกไป
“แน่นอนอยู่แล้ว เ้าคือครอบครัวของข้า” หลินเฟิงซินยิ้มกว้าง แต่ไหนแต่ไรมาก็มีกันอยู่แค่สองคน หากมองเข้าไปในความสัมพันธ์นี้แล้วสายใยกลับผูกพันยิ่งกว่าสายเืเสียอีก
ฮ่าวหรานถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่เคยคิดเลยว่าท่านพี่ของเขาจะใสซื่อเื่หนุ่มสาวได้ถึงเพียงนี้ บริสุทธิ์ไร้เดียงสาราวกับดอกบัวแรกแย้มก็ไม่ปาน
ครั้นหลุดพ้นจากการรายล้อมของสตรีงามมาได้ ทั้งคู่ก็หยุดยืนอยู่หน้าร้านเครื่องประดับ หลินเฟิงซินหยิบต่างหูพู่ยาวสีส้มมาเทียบกับใบหน้าของฮ่าวหรานเพราะคิดว่าใส่แล้วเหมาะกับดวงตาและเรือนผมสีเงิน
กระนั้น คนที่ต้องใส่กลับพูดว่า “ซื้อสีเขียวอันนี้ให้ข้าไม่ได้หรือ” เขาชี้ไปที่ต่างหูพู่สีเขียวอ่อนที่เหมือนกับสีดวงตาของหลินเฟิงซินแล้วยิ้มให้อีกฝ่าย
“หากเ้าชอบ ข้าย่อมไม่ขัดใจ” เขาเอ่ยเรียบง่าย ถึงอย่างไรก็เป็ของขวัญที่ซื้อให้ฮ่าวหราน หากเ้าตัวชอบสิ่งไหนก็จะซื้อให้ทั้งหมด
“ท่านพี่ ใส่ให้ข้าได้หรือไม่” ดวงตาสีเงินส่องประกาย ชอบใจยิ่งนักที่ได้ของขวัญชิ้นนี้
ครั้นได้ของที่้าเรียบร้อยแล้วก็กล่าวขอบคุณคนที่ซื้อให้ยกใหญ่แล้วกอดแน่นไม่อายสายตาผู้ใด แต่แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์อย่างหนึ่งคือการใช้กลิ่นหมาป่าของตัวเองกลบกลิ่นรัญจวนของหลินเฟิงซินที่เป็มิตรมากเกินไปจนใคร ๆ ต่างอยากเข้าหา
เขาไม่ชอบเลยที่คนเป็พี่ให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าเขา ยิ้มให้สตรีงามเ่าั้แล้วยังพูดจาอ่อนหวานยั่วยวนไม่รู้ตัวอีกพลางคิดว่านับจากนี้ไปจะไม่ยอมกลับมาเที่ยวยังเมืองมนุษย์แล้วอยู่ในป่ามู่หลินกับเขาสองต่อสองไปตลอดชีวิต