“ปังงงงงงงงงงงง” เสียงยางล้อรถของเกียกกายแตกดังสนั่น ผู้คนที่ร่วมเส้นทางบนท้องถนนต่างตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“กรี๊ดดดดดดดดดดดด อ๊ากกกกกกกกกกกก”
รถของเกียกกายเสียหลัก ปีนขึ้นบนขอบถนนพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าอย่างจัง ศีรษะของทั้งสองคนกระแทกเข้ากับคอลโซนหน้ารถทันที ถุงลมนิรภัยฝั่งของธาริณีพองออกมารับวงหน้าอันขาวนวลไว้โดยอัตโนมัติ
เสียงวิ้งดังออกมาจากหูทั้งสองข้าง ทำให้ธาริณีจับไปยังศีรษะของตนสะบัดไปมาด้วยความมึนงง เมื่อตั้งสติได้จึงหันไปมองคนด้านข้างที่เพิ่งพูดประชดประชันกันเมื่อครู่ เกียกกายฟุบอยู่บนพวงมาลัยรถโดยไม่มีสิ่งใดออกมารองรับ เลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากศีรษะอย่างต่อเนื่อง
ทั้ง ๆ ที่ธาริณีเป็นหมอและเคยเห็นเลือดมาหลายต่อหลายครั้ง จนรู้สึกว่าตนชินชาเสียแล้ว แต่พอมาเกิดกับคนที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้ลนลานทำอะไรไม่ถูก น้ำตาของหญิงสาวไหลออกมาด้วยความกลัวปนตกใจ
“กาย กาย ลืมตาสิ กายลืมตา” เสียงสะอึกสะอื้นพร้อมทั้งเขย่าร่างที่อ่อนปวกเปียกไปมาไร้การตอบสนอง
“ใจเย็นนังธา ใจเย็น ๆ แกจะผ่านเรื่องนี้ไปได้” ธาริณีพยายามเรียกสติของตนกลับคืนมา มือที่สั่นเทาข้างหนึ่งกดไปยังบาดแผลบนศีรษะของเกียกกาย
“พี่ ๆ เป็นอะไรไหมครับ” เสียงเด็กหนุ่มจากด้านนอกตะโกนเรียกคนในรถ พร้อมเคาะกระจกรัว ๆ ผู้คนเริ่มเข้ามามุงดูเพิ่มมากขึ้น หนึ่งในนั้นโทรเรียกรถพยาบาลให้มาที่เกิดเหตุ
ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง จุดเกิดเหตุอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่ธาริณีทำงาน จึงส่งรถออกมารับได้อย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินเสียงไซเรนรถพยาบาลดังมาแต่ไกล ผู้คนต่างหลีกทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพเข้าปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง
“อ้าวหมอธา เป็นอะไรมากไหมครับ” เจ้าหน้าที่หนุ่มประคองธาริณีออกจากรถ
“หมอไม่เป็นไร นายไปช่วยทางโน้นก่อนเถอะเขาเจ็บหนักกว่าหมอ” ธาริณีชี้ไปยังเกียกกายที่ยังนอนแน่นิ่งไม่ได้สติอยู่ด้านข้าง
เจ้าหน้าที่พยายามนำเกียกกายออกจากตัวรถอย่างทุลักทุเล ก่อนจะพาลงเตียงฉุกเฉินได้สำเร็จ ร่างอ่อนปวกเปียกไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้ธาริณีรู้สึกใจคอไม่ดี สิ่งที่กลัวที่สุดในตอนนี้คือการต้องสูญเสียคนที่รักไปอีกครั้ง หญิงสาวรีบวิ่งขึ้นรถพยาบาลไปนั่งด้านข้างเกียกกาย
“กาย กาย” เสียงสะอึกสะอื้นพร้อมใช้มือบางเขย่าร่างของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีการตอบรับใด ๆ จึงเริ่มจับไปยังข้อมือเพื่อหาสัญญาณชีพจร
“ไม่นะ ไม่ ๆ เมื่อกี้ยังหายใจอยู่เลย” ธาริณีร้องโวยวายขึ้น ในขณะที่เจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาล เข้าทำการCPRร่างที่ไร้วิญญาณของเกียกกายอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเวลาผ่านไปเป็นนาทีก็ยังไม่มีสัญญาณชีพกลับคืนมา
“หลบไปหมอทำเอง” ธาริณีรู้สึกร้อนใจจึงผลักเจ้าหน้าที่ออก และเริ่มปั๊มหัวใจของเกียกกายด้วยตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ตนทำกับเจ้าหน้าที่นั้นผิดแต่ก็ห้ามอาการความกลัวนี้ไม่ได้ น้ำตาไหลนองอาบสองแก้มร่วงลงสู่ร่างที่นอนอยู่เบื้องล่าง
“ไอ้กากฟื้นซิ ถ้าแกตายไปฉันจะบอกรักแกได้ยังไง” ปากก็พูดไปด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น แต่มือก็ยังคงช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
วิญญาณของเกียกกายลอยไปตามรถพยาบาล มองดูธาริณีกำลังช่วยร่างของตนให้ฟื้นคืนสติ ทันใดนั้นบุรุษร่างใหญ่กว่ามนุษย์ในชุดสีดำก็ปรากฏกายขึ้น พร้อมสร้อยทองประดับทับทิมเม็ดใหญ่ แสงประกายส่องออกมาทำให้รู้ว่าชายที่ลอยอยู่ด้านข้างคือเขมทัตโดยไม่จำเป็นต้องหันไปมอง
“ถึงเวลาของผมแล้วใช่ไหม ผมต้องไปกับคุณแล้วใช่ไหม” เกียกกายหันไปถามเขมทัตด้วยอาการเศร้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
“นี่จะเป็นรางวัลล่วงหน้าตามคำสัญญาที่ข้าเคยให้ไว้แก่เจ้า จงกลับร่างของเจ้าไปเสียเถิด นางผู้นั้นต้องการเจ้า” เมื่อสิ้นเสียงของเขมทัต วิญญาณของเกียกกายก็หมุนเข้าสู่ร่างที่อยู่อยู่ในรถทันที
“เฮือก…” เสียงลมหายใจเข้าลากยาวมาพร้อมกับการกลับมาของสัญญาณชีพจร เกียกกายลืมตามองใบหน้าหญิงสาวที่น้ำตาท่วมอาบสองแก้มอยู่ตรงหน้า พร้อมด้วยเสียงเรียกแหบพร่าและแผ่วเบา “พี่…”
“ไอ้กากกลับมาแล้ว แกรู้ไหมว่าพี่กลัวแค่ไหน ฮือ ๆ” ธาริณีก้มลงกอดชายหนุ่มด้วยความดีใจปนเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
นี่เป็นครั้งแรกที่ธาริณีแสดงความห่วงใยนี้ออกมาให้เห็น จึงทำให้เกียกกายจึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก มือที่อ่อนแรงจากการประสบอุบัติเหตุพยายามจับไปยังศีรษะของหญิงสาวแต่กลับไม่เป็นผล ความรู้สึกเจ็บจากแขนที่หักแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
“โอ๊ย…”
“เจ็บมากไหมกาย อดทนก่อนนะ เดี๋ยวก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว” เสียงอ่อนโยนพูดออกมาด้วยความห่วงใย และรีบผละตัวออกมาจากชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า
“แค่ผมเห็นหน้าพี่ ผมก็หายเจ็บแล้วครับ พี่… ผมรักพี่นะ” เกียกกายพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและอ่อนแรง แต่แฝงไปด้วยถ้อยคำที่ออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ
“ไอ้กาก ไอ้บ้า” สีหน้าแดงระเรื่อออกจากใบหน้าอันขาวนวลของธาริณีด้วยความเขินอาย รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในรถ ต่างเบนหน้าหนีและยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับคำพูดแสนหวานที่ออกมาจากปากของเกียกกาย