ตอนที่สิบแปด เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้า
ผมมองไปทางท้องฟ้า
“น้องคิดว่าวิชาความรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
ผมจ้องมองตาของอี้จิง อี้จิงกลับหลบตาผม
“อะเอ่อ จากหนังสือของท่านจอมปราชญ์และเออ..”
“ใช่แล้วท่านจอมปราชญ์และเหล่าปราชญ์ พวกเขาเ่าั้ได้ความรู้มาจากไหน ทำไมเขาถึงมั่นใจในเื่ที่พวกเขาบันทึกลงตำราให้พวกเราเล่าเรียน”
“พวกเขาเอ่อ..นึก..ได้..รู้แจ้งจากการสังเกตฟ้าดินแบบท่านพี่..เอ่อ...หนูไม่รู้ค่ะ”
อี้จิงก้มหน้าแบบจ๋อยๆ
“อืม ถูกบางส่วน สังเกตฟ้าดินเป็เื่ของส่วนหนึ่ง แต่มีเื่ที่พี่อยากบอกไว้ให้เข้าใจก่อน พี่ไม่ได้รู้อะไรทั้งหมด จึงอยากจะเลียนคำปราชญ์ท่านหนึ่งมาว่า ที่ข้าได้รู้คือ ข้าไม่รู้อะไรเลย”
“มะ ไม่ใช่นะคะ ท่านพี่เป็คนที่รอบรู้ดีมาก ฉลาดเก่งสง่างาม หนูไม่ได้ตั้งใจดูถูกท่านพี่นะคะ”
ผมลูบหัวอี้จิง
“ฮา หรือเ้าลืมไปแล้วแม้แต่ท่านจอมปราชญ์ก็มีคนที่ท่าน้าถามความรู้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ของตัวท่านเอง?
การศึกษาหาความรู้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด ขอให้เ้าจำข้อนี้ไว้เ้าจะไม่หลงทาง
แต่การศึกษาหาความรู้นั้นก็มีสิ่งที่เรียกว่าระเบียบวิธีการ
นั่นคือสิ่งที่พี่ยึดถืออาจะเรียกวิถีของวิถี เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้า กฎเกณฑ์ที่ครอบคลุมกฎเกณฑ์”
อี้จิงจ้องมองผมและปากก็ท่องคำ
“...เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้า กฎเกณฑ์ของกฎเกณฑ์..”แววตาของเธอฉายแสงสีน้ำเงินออกมาวูบหนึ่ง
หรือที่เรียกกันว่าแบบแผนของการวิจัย
“ท่านจอมปราชญ์นั้น สังเกตฟ้าดิน จดบันทึก และนำมาสั่งสอนพวกเรา ปรุงยาการแพทย์ ล้วนเกิดจากการลองเข้ากับตนเองและศึกษาค้นคว้าวิจัย
และหลายครั้งพวกเขาก็พบกับความผิดพลาดและมีคนโต้แย้งพวกเขาและพวกเราที่เหลือก็ได้รับผลดีจากการโต้แย้งนั้นเพราะได้ความรู้ที่จริงแท้กว่า ครบถ้วนชัดเจนกว่า
นั่นคือหนทางของพี่“
ผมชี้ไปที่อี้จิง
”เ้าคือนักเรียน เรียนความรู้ตามตำรานั่นคือขั้นต้น เรียนความรู้ดีมากละเอียดถี่ถ้วน เท่ากับว่าเ้าเป็ระดับอาจารย์ที่สามารถถ่ายทอดคนอื่นได้
ที่พี่ให้เ้าสอนและเน้นการที่ให้เ้าอธิบายออกมา แท้จริงแล้วคือการฝึกถ่ายทอดความเข้าใจและถ่ายทอดความรู้ให้คนทั่วไปได้ เท่ากับว่าเ้าเข้าใจเื่นั้นอย่างถ่องแท้
แต่เ้ารู้ไหมอะไรที่เหนือกว่าระดับอาจารย์?”
“อะไรหรือคะ?”
“ระดับปรมาจารย์อย่างไรเล่า ท่านจอมปราชญ์เหล่าครูต่างๆ พวกท่านสามารถสร้างสรรค์ความรู้สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน หรือแม้แต่ตั้งคำถามมาก่อนด้วยซ้ำ แต่ก่อนที่เราจะทำอย่างนั้นได้เราก็ต้องรู้เื่ราวจำนวนมากมาก่อนจึงจะสามารถตั้งคำถามเช่นนั้นได้
ที่พี่ทำคือแนวทางของท่านปรมาจารย์
หรือเ้าลืมแล้วว่าพี่เคยบอกว่าให้เ้าเป็คนที่สามารถเดินร่วมทางไปกับพี่ได้ในการแสวงหาความรู้”
หรือที่เรียกว่าการทำดุษฎีบัณฑิตหรือที่เรียกว่าการทำด็อกเตอร์
ระดับปริญญาตรีเรียนตามแบบแผน ปริญญาโทเรียนละเอียดพิสดาร
แต่ปริญญาเอกเป้าหมายคือ “สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ในศาสตร์นั้นๆ”
ตั้งคำถามที่ไม่เคยมีใครตั้งคำถาม ความรู้ในระดับปริญญาเอกนั้นต้องเป็ความรู้ที่ไม่เคยมีใครรู้เื่นั้นมาก่อน ถึงเรียกว่าการทำวิจัย
ข้อมูลของทั้งโลกที่จะอ้างอิงต่อไปก็จะมาจากการวิจัยของเรา
สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆขึ้นมาเสมอ นั่นคือหลักการของปีศาจผมแดงแดนไซฮก
“อี้จิงไม่กล้าลืมเลือนค่ะ อภัยให้อี้จิงด้วย”
เธอคุกเข่าโขกศีรษะอีกครั้ง
นี่คนในโลกนี้ติดนิสัยคุกเข่าโคกศีรษะตลอดเลยหรืออย่างไร
“ดังนั้นที่พี่อยากทำคือให้เราทั้งสองคนเป็อย่างท่านปรมาจารย์ แสวงหาความลับของโลกหล้า ตั้งคำถามที่ไม่เคยมีใครตั้งคำถาม ไปในจุดที่ลึกล้ำที่ไม่เคยมีใครไปถึง พี่ไม่ใช่คนที่รู้คำตอบของคำถามพวกนั้น แค่เป็คนที่จะแนะนำการเดินทางไปด้วยกัน นั่นคือวิถีแห่งวิถี เต๋าในเต๋าของพี่”
หรือที่เรียกง่ายๆว่าระบบของอาจารย์ที่ปรึกษาเวลาทำวิทยานิพนธ์นั่นเอง
“พวกเราจะศึกษา สังเกตและพยายามเผยความลับของฟ้าดินไปด้วยกัน เป้าหมายของพี่คือการสร้างเ้าให้เป็ปรมาจารย์อีกคนหนึ่ง”
แววตาของผมผนึกไปด้วยแสงอาทิตย์เพื่อสร้างสเปเชี่ยลเอฟเฟคว่าจริงจังในการพูด
“อี้จิงน้อมรับคำสั่งสอนค่ะ”
อี้จิงคุกเข่าประสานมือคารวะอีกครั้ง
“เต๋าในเต๋า ไม่ใช่อะไรที่จะทำให้เ้าได้รับพลังที่ยิ่งใหญ่ เป็เพียงแค่เครื่องมือที่จะทำให้เ้าหาหนทางที่จำต้องก้าวเดินไปได้เสมอเท่านั้นเอง นั่นคือ เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้าของพี่
มันไม่ใช่เพียงแค่เคล็ดวิชา มันคือตัวตนและการใช้ชีวิต”
และผมก็พูดความจริงในแง่นี้
วิธีการทางวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่ค่อนข้างเหมาะกับตัวตนของผมมากกว่าพวกบ้าพลังทั้งหลายในโลกนี้
น่าจะเป็เพราะแนวความคิดเื่การ”ซื่อตรงต่อเต๋า”ของตนเอง ทำให้การกลับใจไม่มีในโลกนี้เพราะ เต๋าของพวกเขาคือตัวตนของพวกเขา
มันไม่ใช่โลกของการที่จะปรับความเข้าใจกันได้แบบแนวอิเซไคของญี่ปุ่น
คนที่ฝึกเต๋า”ผู้ผยองต้าน์” ก็ไม่ใช่คนที่จะเชื่อฟัง์
มีคำกล่าวว่า”ชื่ออาจตั้งผิดพลาด แต่ฉายาไม่อาจตั้งผิด”ก็เพราะเหตุนี้นั่นเอง
ทำให้การมองจากคนทั่วไปน่าจะเหมือนคนบ้า เพราพยายามจะดำรงตนเองให้เข้ากับเต๋าของตนเอง
เต๋าคือเส้นทาง คือวิถี คือชีวิต
ผมไม่ได้เลือกเต๋านี้แต่ตัวผมคือเต๋านี้ต่างหาก
แต่รู้เื่เต๋าก็เป็เพียงขั้นแรก ที่ลำบากคือการก้าวต่อไปตามเส้นทางของตนเองต่างหาก
..
จากนั้น”การฝึก”ของพวกเราก็จะเป็การที่อี้จิงตีความและผมพยายามจะพัฒนาไปทางเทคนิคด้วยความรู้ปัจจุบันหรือจินตนาการที่ผมมี มีคติว่าแม้จะเพียงนิดหน่อย ขอเพียงก้าวต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆก็พอแล้ว
เต๋าแห่งเต๋า มิใช่เื่ที่จะสำเร็จหรือรับรู้ได้อย่างง่ายดาย
เต๋าที่แท้จริงไม่อาจอธิบายได้เป็ถ้อยคำ
คำอธิบายหนึ่งที่กว้างขวางในภาพรวม อาจจะผิดในเื่เล็ก
คำอธิบายหนึ่งที่อาจถูกต้องในภาพเล็ก ไม่อาจอธิบายในภาพใหญ่
แบบเดียวกับเศรษฐศาสตร์
ดังนั้นเมื่อไม่อาจอธิบายได้ใยต้องกลัดกลุ้มใจ ก้าวต่อไปเมื่อรู้ตัวว่าผิดก็ถอยก่อนได้มิเห็นจะเป็ไร?
ผมเลียนแบบเตียบ่อกี้และเหล่าพระเอกที่ไม่โลภ รีบร้อนบรรลุจนร่างกายไม่อาจรับไหว
และทุกขั้นตอนสามารถอธิบายตามหลักเทคนิคได้อย่างชัดเจน
ทุกอย่างค่อยๆแจ่มชัดขึ้นแม้แต่จะฝึกได้เพิ่มเพียงชั่วโมงเดียวหรือวันเดียวก็ตาม
ตราบใดที่สามารถตีความได้ล้ำลึกมากขึ้นเรื่อยๆทุกวันตราบนั้นก็ถือว่าผมมีความก้าวหน้า
ซึ่งผมอยากให้มีไทม์สคิปในโลกของความเป็จริงเหลือเกินแต่น่าเสียดายที่โลกเราไม่ได้ง่ายๆขนาดนั้น
ซึ่งเื่ราวก็อาจมาหาเรา..ในวันเดียวกันนั้นเองตอนเย็นๆในรูปแบบของพวกบรรดา”นายน้อย”ทั้งหลายมารุมต่อแถวห้องพักของผม
และห้องผมเผอิญอยู่ตรงกลางพอดีเป็ที่ให้คนผ่านไปผ่านมาได้ทุกคน
ที่น่าแปลกคือพี่ใหญ่ของผม..พี่ชายมารดาเดียวกันของผมเอง หวังฟู่หรง
ไม่ได้เป็คนนำพวก”นายน้อย”คนอื่นๆของบ้านมาหาเื่ผม
แต่ผมััพลังของเขาได้จากที่ห่างไปหลังต้นไม้
อ๊ะ พี่ใหญ่ ยุยงพวกนี้มาทดสอบฝีมือผมนี่เอง สังหรณ์ของจอมยุทธตอบคำถามที่ตัวผมสงสัยให้ผมเอง
และั้แ่เมื่อไรนี่ที่ผมทำตัวเหมือนเป็ยอดฝีมือที่จับพลังของคนทั่วไปได้
แต่ผมกลับ...เกิดอะไรขึ้นกับตัวผมนี่?
ทำไมผมถึงไม่กลัว”นายน้อย”เหล่านี้เลย?
เกิดอะไรขึ้นกับผม ผมควรจะกลัวเพราะผมเป็คนขี้ขลาดสิ แม้จะมีโอกาสแพ้แค่หนึ่งเปอร์เซ็นผมก็ควรจะกังวลจนนอนไม่หลับ ไม่กล้าเผชิญหน้า
แต่...สบตาพวกเหล่านายน้อยและััพลังที่อยู่ในตัวพวกเขาได้..ผมกลับกลัวไม่ออก
“หวังลี่กฎของตระกูลห้ามบังคับด้วยกำลัง แต่เ้ากล้าเผชิญหน้ากับพวกข้าหรือไม่ เอาภาพวาดมาเดิมพันกันกับตำแหน่งผู้นำตระกูล หากเ้ามีความเป็ลูกผู้ชายก็กล้ารับการประลองซะ”
เอ่อ อันที่จริงหลังจากที่ผมคัดลอกเคล็ดวิชาออกมาจากภาพวาดแล้ว ภาพวาดก็ไม่มีความหมายแล้วล่ะ
แล้วพวกเอ็งเป็แค่หินล่อหยก ที่พี่ใหญ่ล่อให้พวกแกออกมาเท่านั้นยังทำหน้าใหญ่อีกนะ
พี่ใหญ่คงหวังจะให้พวกนี้ออกมาเพื่อดูฝีมือของผมล่ะนะ