หญิงสาวไม่ได้หลบเพียงปล่อยให้เขาลูบจนพอใจ แก้มขาวเนียนเห่อแดงเล็กน้อย
ครั้งนี้การินและอลิสเข้าไปหาอาหารด้วยกันพวกเขาก็เจอไก่ที่ขนคอเป็สีฟ้าอีกตัว สงสัยพวกมันจะชุมน่าดูหลังจากทานอาหารเสร็จอลิสได้กางแผนที่ออกมาเปิดดูอีกโดยมีการินนั่งดูด้วย
“ตอนนี้คณะเดินทางของพวกมาเรียคงอยู่ประมาณตรงนี้ถ้าเราเหาะไปน่าจะถึงเย็นนี้พอดี ก่อนหน้านี้ฉันนัดให้พวกเขารอเราในจุดใกล้ ๆกับูเาลูกนี้เพราะฉันไม่รู้ว่านายเหาะได้”
อลิสกล่าวพร้อมชี้มือไปยังจุดต่างๆ บนแผนที่
“กว่าพวกเขาจะไปถึงจัดนัดพบต้องใช้เวลาเท่าไหร่?”
“น่าจะอีก2 วัน”
“2วันสินะ”
การินลูบคางตัวเอง
“เอาเป็ว่าเราไปรอพวกเขาที่จุดนัดพบดีกว่าพรุ่งนี้ตอนเที่ยงก็น่าจะถึง”
หลังจากทานอาหารกันเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ก็บินลอยตรงไปยังจุดนัดพบส่วนซากของกบหนามทมิฬและหนามของมันชายหนุ่มให้อลิสใช้เปลวเพลิงที่มีความร้อนสูงเผาจนไม่เหลือซากแล้ว
พอบินไปได้ 3ชั่วโมงอลิสก็ค่อย ๆ ลดความเร็วลง
“มีอะไร?”
การินถาม
“ฉันบินได้เท่านี้พลังในรอยประทับของฉันใกล้จะหมดแล้วเพราะพลังของฉันไม่ใช่สายเหาะอากาศแต่เป็สายะเิทำลายล้างมากกว่า ดังนั้นต่อให้เหาะได้แต่ก็ใช้พลังงานมาก”
การินทำหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย
“ถึงเธอจะเหาะไม่ได้แต่ฉันยังเหาะได้นี่”
ก่อนที่อลิสจะมีปฏิกิริยาใดกับคำพูดของเขาชายหนุ่มก็ลอยตัวเข้ามาใช้สองมือช้อนร่างของเธอขึ้นอุ้มแล้วเหาะต่อไปในความเร็วที่ช้ากว่าเดิมเล็กน้อย
แม้จะใในตอนแรกแต่เธอก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร
พอตะวันใกล้ลับฟ้าเขาจึงพาเธอร่อนลงพื้นใกล้กับลำธารแห่งหนึ่ง
อลิสมองไปที่ลำธารก่อนจะหันกลับมามองการินคล้ายลังเลอะไรสักอย่าง
“ฉันจะอาบน้ำที่ลำธารนายไปอยู่หลังต้นไม้นั่นจนกว่าฉันจะเรียก อย่าคิดจะแอบมองเชียวนะ”
เธอกล่าวพร้อมชี้ไปยังต้นไม้ที่มีขนาดลำต้นเท่าสิบโอบ
การินมองเธอแวบหนึ่งแล้วเผลอพึมพำออกมา
“ถึงฉันจะแอบดูเธอก็ไม่รู้ตัวอยู่...”
ชายหนุ่มรีบเอามือปิดปากตัวเองเมื่อเห็นอลิสมองมาด้วยสายตาอำมหิตเขาจึงรีบเดินไปหลบหลังต้นไม้ที่เธอชี้บอกทันทีพร้อมกับคิดในใจว่าต่อจากนี้ต้องรีบแก้นิสัยหลุดปากพูดให้ได้
เพียงไม่นานการินที่เอากิ่งไม้แห้งวาดรูปตัวอะไรสักอย่างอยู่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากด้านหลังโดยไม่ต้องให้ชายหนุ่มหันไปมอง ร่างของใครบางคนก็นั่งลงด้านข้างเขาแล้ว
ตอนนี้อลิสไม่ได้ใส่ผ้าคลุมเสื้อเชิ้ตยังเป็ตัวเดียวกับที่เคยใส่ตัวของเธอไม่ได้เปียกเหมือนคนเพิ่งอาบน้ำมาแม้แต่น้อยแต่การินไม่แปลกใจเพราะเธอมีพลังเกี่ยวกับไฟ การจะทำให้ตัวเธอแห้งคงไม่ใช่เื่ยาก
หลังจากก่อกองไฟอลิสก็ลุกขึ้นทว่ายังไม่ทันพูดอะไรการินกลับดึงเธอนั่งลงเหมือนเดิม
“ไม่ต้องหรอก”
เขาพูดสั้น ๆ
เพียงไม่นานนักรบจิติญญาตนหนึ่งก็ลอยมาพร้อมมีกระต่ายในมือโดยไม่ต้องถึงมือคนทั้งสอง จิติญญานักรบตนนั้นทำการถลกหนัง ล้างน้ำหั่นเนื้อเป็ชิ้น ๆ โรยเกลือ เสียบใส่ไม้ ย่าง แล้วยื่นมาให้ทั้งคู่
“ใครบอกไม่ี้เี”
การินได้ยินเสียงคนข้างๆ กล่าวแซะขึ้นก็ได้แต่ยิ้ม
ทั้งคู่ตกลงสู่ความเงียบเหลือเพียงเสียงธรรมชาติของป่า
เมื่อทานอาหารเสร็จการินเรียกนักรบจิติญญาออกมาหลายสิบตนแล้วสั่งให้พวกมันนั่งล้อมรอบสถานที่ที่พวกเขาอยู่เป็วงกลมในท่านั่งคุกเข่าหนึ่งข้าง
การินอธิบายให้อลิสฟังว่าเขาสามารถเรียกนักรบจิติญญาออกมาในสภาพจำศีลได้ในสภาพนี้พวกมันกินพลังกายและพลังในรอยประทับน้อยมากเมื่อมีอะไรมาเข้าใกล้พวกมันตัวเขาก็จะรู้สึกตัวได้ทันที
มองอลิสที่นอนอยู่สักพักการินจึงเอนตัวลงนอนข้างๆ ชายหนุ่มยื่นมือออกไปจับมือของเธอ หญิงสาวลืมตาขึ้นมองมาทางเขา
การินทำเพียงส่งยิ้มให้แล้วหลับตาลง
มุมปากอลิสยกขึ้นเล็กน้อยแล้วหลับตาลงเช่นกัน
เช้าวันถัดมาทั้งคู่ออกเดินทาง่สายและเป็อีกครั้งที่การินอุ้มอลิสพาบินไป
หลังจากเหาะอย่างเชื่องช้าจนอลิสบ่นในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดนัดพบตอนสี่โมงเย็น พื้นที่จุดนัดพบเป็ลำธารที่มีน้ำตกอยู่ไม่ไกล
แม้การินกับอลิสจะไม่ได้พูดคุยกันบ่อยนักทว่าความสัมพันธ์กลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากและเนื่องจากอยู่ด้วยกันสองต่อสองทำให้รู้จักนิสัยของอีกฝ่ายได้ชัดเจนในเวลาไม่นาน
วันถัดมาตอนเกือบเที่ยงการินที่ปีนขึ้นไปในเล่นบนต้นไม้สูงะโลงมาข้าง ๆอลิสซึ่งยืนพิงต้นไม้ต้นเดียวกันอยู่
เพียงไม่นานเสียงคนคุยกันก็ดังแว่วขึ้นมาจากนั้นก็มีหญิงสาวเส้นผมสีทอง สวมเกราะอ่อนถือดาบด้วยมือซ้ายเดินโผล่พ้นจากพงไม้รกชัด
เมื่อเห็นชายหญิงทั้งสองที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้เธอแสดงสีหน้าสับสนอย่างชัดเจน
“ทำไมพวกเธอมาถึงก่อนพวกฉันได้ล่ะเนี่ย?”
มาเรียเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าอลิสพร้อมชำเลืองมองการินแวบหนึ่ง
“เดี๋ยวเล่าให้ฟังเื่ที่ฉันบอกให้ทำล่ะเป็ยังไง?”
“เื่นั้นไม่ต้องห่วงฉันจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”
มาเรียเบี่ยงตัวหลบเพื่อให้อลิสกับการินได้มองเห็นกลุ่มคนที่ตามมา
ตอนนี้ผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกบางคนมีแผลตามตัวบางคนชุดเกราะเป็รอยคล้ายถูกของมีคมครูด
“ฉันฝึกพวกเขาให้ต่อสู้กันเป็ทีมกับพวกสัตว์ร้ายระหว่างทางอย่างเข้มงวดเลยแต่่แรกหลังจากแยกกับพวกเธอไม่รู้ทำไมถึงไม่เจอสัตว์ร้ายเลย”
เมื่อได้ยินที่มาเรียพูดอลิสก็อดที่จะมองไปที่การินไม่ได้
“วันนี้พักแรมที่นี่แหละ”
มาเรียพยักหน้าเห็นด้วยตอนนี้พวกผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกไม่ไหวกันแล้วต้องให้พักกันสักหน่อย
เมื่อได้ยินว่าวันนี้ไม่ต้องเดินทางต่อเหล่าผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกต่างพากันแสดงสีหน้าดีใจโดยไม่ปิดบังนอกจากนี้การินและอลิสยังทำอาหารเตรียมไว้แล้ว ทำให้พวกเขาไม่ต้องหาอาหารเอง
หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จบางคนเตรียมลงเล่นน้ำในลำธาร บางคนจะนอนพักเอาแรง ทว่ากลับถูกอลิสเรียกรวมเสียก่อน
อลิสกางแผนที่ออกมาวางบนพื้นแล้วให้หัวหน้าของแต่ละกลุ่มเข้ามามุงดู
“จากที่พวกเราเคยวางแผนการเดินทางก่อนออกจากกำแพงทุกคนคงสงสัยว่าทำไมหลังจากเดินตรงมาถึงจุดนี้แล้วทำไมต้องเดินเฉียงลงไปทางทิศใต้ทำให้การเดินทางของพวกเราต้องใช้เวลานานกว่าเดิม”
“เพราะว่าถ้าเรายังเดินตรงไปต่อเราจะเจอกับสัตว์ร้ายระดับเมืองใช่ไหมครับ?”
เบดัลกล่าวออกมาหลังจากรับรู้เื่ที่ว่าแผนที่ของอลิสมีตำแหน่งสัตว์ที่แข็งแกร่งบอกไว้เขาก็พอจะเดาเื่นี้ได้แล้ว
อลิสพยักหน้า
“ถูกต้องแต่ว่าจากนี้พวกเราไม่ต้องเดินอ้อมแล้ว”
ไม่ใช่แค่พวกหัวหน้ากลุ่มแม้กระทั่งมาเรียก็ยังมีท่าทางแปลกใจ
“เธอจะให้พวกเขาฝึกรับมือเมื่อเจอกับสัตว์ร้ายระดับเมืองตอนนี้เลยเหรอ?”
มาเรียเคยปรึกษากับอลิสแล้วว่าเริ่มแรกจะให้พวกผู้มีรอยประทับจากเขตตะวันออกฝึกรับมือกับสัตว์ร้ายระดับหมู่บ้านระหว่างทางก่อนจากนั้นเมื่อไปถึงป่าวงกตค่อยฝึกประสานงานกับพวกเธอเวลาสู้กับสัตว์ร้ายระดับเมือง
“ใช่ถ้าทุกอย่างราบรื่นพวกเราจะใช้เวลาเดินทางแค่ 3 สัปดาห์ก็จะถึงป่าวงกต”
จากนั้นอลิสก็หันไปทางพวกหัวหน้ากลุ่ม
“สัตว์ร้ายระดับเมืองที่พวกเราจะเจอมีทั้งหมด3 ตัว บอกสมาชิกในกลุ่มด้วยว่าจากนี้ไปพวกเราจะเร่งฝีเท้าจากเดิมและอีกอย่างสมาชิกในกลุ่มหนึ่งยกเว้นฉัน มาเรีย แล้วก็หัวหน้าหน่วยที่สามสิบหกนอกนั้นจะกระจายไปอยู่กลุ่มอื่น ๆ”
จากนั้นอลิสก็ให้มาเรียอธิบายบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนเวลาเจอกับสัตว์ร้ายระดับเมืองให้กับทุกคนฟัง
“สัตว์ร้ายระดับเมืองส่วนมากมักจะมีสัตว์ร้ายระดับทั่วไปและระดับหมู่บ้านเป็ข้ารับใช้หน้าที่หลักของพวกคุณไม่ใช่การสู้กับสัตว์ร้ายระดับเมืองแต่เป็การกำจัดสัตว์ร้ายรอบๆ เพื่อไม่ให้พวกมันเข้าไปรบกวนคนที่กำลังสู้อยู่...”
แม้จะใในตอนแรกที่ได้ยินว่าต้องเจอกับสัตว์ร้ายระดับเมืองทว่าหลังจากได้ยินแผนการของมาเรียแล้วพวกเขาก็รู้สึกว่าไม่น่าจะอันตรายสักเท่าไหร่
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปทำในสิ่งที่จะทำก่อนหน้านี้
มาเรียถามอลิสเื่สามวันที่ผ่านมาซึ่งอลิสก็เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้มาเรียฟังโดยไม่ปิดบังเมื่อได้ยินว่าการินเป็ถึงผู้มีรอยประทับระดับเมืองและยังมีรอยประทับคู่ทำให้แววตาเวลาที่มาเรียมองไปยังการินเหมือนกับมองสัตว์ประหลาด
วันรุ่งขึ้นหลังจากเริ่มออกเดินทางได้ไม่นานอลิสก็หยุดเท้าแล้วหันไปกระซิบกับมาเรียจากนั้นหญิงสาวผมทองจึงหันมากล่าวกับทุกคน
“200เมตรข้างหน้ามีสัตว์ร้ายระดับหมู่บ้านหนึ่งตัว ให้กลุ่มสองเข้าไปจัดการ”
กลุ่มสองที่ตอนนี้มีสมาชิก10 คน นำโดยเบดัลเดินแซงพวกอลิสขึ้นไป
ทันใดนั้นกลิ่นคาวเืพลันพุ่งเข้าจมูกของทุกคน30 เมตรเบื้องหน้านี้มีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายกับวัวทว่าตัวใหญ่กว่ามากกลางหน้าผากมีเขางอกออกมาอีกอัน ข้างลำตัวมีรอยประทับสีดำฟันแหลมคมกำลังแทะซากของสัตว์ชนิดหนึ่งอยู่
เบดัลแทงดาบลงไปบนพื้นทันใดนั้นก็มีดิน‘งอก’ขึ้นบริเวณเท้าของวัวสามเขาดินที่เบดัลสร้างขึ้นพันธนาการไม่ให้สัตว์ร้ายตัวนี้ขยับไปไหนได้
จากนั้นชายวัยกลางคนและหญิงวัยสามสิบพุ่งออกมาจากกลุ่มเข้าไปประจันหน้ากับวัวสามเขาซึ่งหน้า
เ้าวัวร้องคำรามพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดจากดินพันธนาการหญิงวัยสามสิบกางมือไปทางวัวสามเขา บรรยากาศรอบตัวเธอเย็นขึ้นฉับพลันพร้อมกันนั้นกลางฝ่ามือของเธอก็มีก้อนน้ำแข็งที่แผ่ไอเย็นปรากฏขึ้น
ก้อนน้ำแข็งพุ่งไปที่วัวสามเขาอย่างรวดเร็วทันทีที่มันกระทบกับหนังของวัวสามเขาก้อนน้ำแข็งก็แตกออกแล้วแผ่ไอเย็นไปแช่แข็งร่างกายที่เกือบดิ้นหลุดจากดินพันธนาการของเบดัลให้ชะงักอีกครั้ง
จากนั้นคนอื่นก็รุมเข้าจัดการกับเ้าวัวสามเขาโดยพร้อมเพรียงสุดท้ายวัวสามเขาก็ตายลงโดยไม่มีโอกาสตอบโต้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
การินมองภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความเบื่อหน่ายแม้ว่าตอนที่พวกเขาใช้พลังจากรอยประทับจะดูอลังการมากแค่ไหนแต่พลังที่ะเิออกมานั้นมีเพียงนิดเดียว
หลังจากวัวสามเขาวันนี้คณะเดินทางได้พบกับสัตว์ร้ายอีก3 ตัว เป็ระดับทั่วไป 2 ตัว ระดับหมู่บ้านอีก 1ตัว
เป็แบบนี้ไปอีก3 วัน ยกเว้นกลุ่มของอลิส ทุกกลุ่มล้วนถูกฝึกให้ร่วมมือกันจัดการสัตว์ร้ายแรกเริ่มมาเรียจะให้จัดการกับสัตว์ร้ายที่อยู่ตัวเดียว จากนั้นก็ค่อย ๆเพิ่มจำนวนขึ้น
เมื่อตะวันตกดินกลุ่มที่ถูกฝึกในวันนี้หลับเป็ตายทันทีที่หัวแตะพื้นแม้พวกเขาจะเป็ผู้มีรอยประทับ แต่เจอแบบนี้เข้าไปก็หมดแรงข้าวต้มได้เหมือนกัน