เสียงระฆังโบราณครั้งสุดท้ายค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับความเงียบอันหนักอึ้ง ทั่วทั้งนครแห่งนามราวกับหยุดหายใจ แม้เปลวไฟจากโคมหินจะกลับมาลุกสว่างอีกครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดละสายตาจากประตูหินบานมหึมาซึ่งกำลังเปิดออกอย่างช้า ๆ
เสียงฝีเท้ายังคงดังต่อเนื่อง
กึก...
กึก...
กึก...
มิใช่เสียงเร่งรีบ หากเป็จังหวะมั่นคงของผู้ที่ไม่จำเป็ต้องหวาดกลัวสิ่งใด ทุกย่างก้าวสะท้อนก้องไปทั่วนคร ราวกับประตูหินทั้งบานกำลังขานรับการกลับมาของเ้าของเสียงนั้น
เยว่หลันกำโคมแดงไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว เปลวไฟภายในโคมมิได้สั่นไหวเหมือนทุกครั้งที่เผชิญพลังมืด หากกลับลุกนิ่งสงบราวกับกำลังรอคอยการพบกันที่ถูกกำหนดไว้ั้แ่กาลก่อน
บุคคลผู้หนึ่งค่อย ๆ ก้าวพ้นม่านแสงสีขาวออกมา
เขาเป็ชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีเทาเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีอาวุธ ไม่มีโคมแดงหรือโคมดำ แม้กระทั่งรัศมีแห่งพลังยังแทบไม่ปรากฏ ราวกับเป็เพียงนักเดินทางธรรมดาที่หลงเข้ามาในนครแห่งนี้
แต่ทันทีที่ผู้เฝ้าประตูคนแรกเห็นใบหน้าของเขา ชายชรากลับคุกเข่าลงอย่างช้า ๆ
“คารวะ...ท่านอาจารย์”
คำเรียกนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง
แม้แต่ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายยังลดศีรษะลงด้วยความเคารพ
ชายผู้นั้นมองทั้งสองด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนยกมือขึ้นเป็เชิงห้าม
“ลุกขึ้นเถิด”
น้ำเสียงของเขาสงบ เรียบง่าย และไม่มีอำนาจบีบบังคับใด ๆ แต่เพียงคำพูดสั้น ๆ กลับทำให้ความปั่นป่วนของพลังทั่วทั้งนครสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์
โคมหินที่สั่นไหวเมื่อครู่กลับลุกไหม้อย่างมั่นคง
ต้นไม้นาม์หยุดไหว
แม้แต่เงาดำที่แผ่ออกจากโคมของผู้ถือโคมคืนนามก็ถอยกลับไปครึ่งก้าว
ผู้ถือโคมคืนนามจ้องมองชายผู้นั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“หลายร้อยปีแล้ว...”
“ในที่สุดท่านก็ยอมออกมาจากประตู”
ชายผู้นั้นเพียงตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“เพราะในที่สุด...ผู้ที่ข้ารอคอยก็มาถึง”
สายตาของเขาค่อย ๆ หันมาหยุดที่เยว่หลัน
นางรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุเข้าไปถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ แต่กลับไม่รู้สึกอึดอัด ตรงกันข้าม ความอบอุ่นบางอย่างกลับค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับสายตาคู่นั้นมิได้กำลังตัดสิน หากกำลังเฝ้ามองเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาจนถึงวันที่ควรจะเป็
“เยว่หลัน”
เขาเรียกชื่อนางเป็ครั้งแรก
“เ้ารู้หรือไม่...เหตุใดผู้ถือกรรมทุกคนจึงต้องผ่านประตูทั้งเจ็ด”
เยว่หลันส่ายหน้า
ชายผู้นั้นยิ้ม
“ผู้คนเข้าใจว่า ประตูทั้งเจ็ดสร้างขึ้นเพื่อทดสอบผู้ถือกรรม”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“แต่ความจริงแล้ว...”
“ประตูทั้งเจ็ดไม่เคยทดสอบผู้ถือกรรมเลย”
ทุกคนมองเขาด้วยความประหลาดใจ
ชายผู้นั้นหันกลับไปมองประตูหินที่อยู่เื้ั
“สิ่งที่ประตูทั้งเจ็ดกำลังทดสอบ...”
“คือโลกใบนี้”
คำตอบนั้นทำให้แม้แต่ผู้ถือโคมคืนนามยังนิ่งเงียบ
ชายผู้นั้นเดินไปแตะผิวประตูหินเบา ๆ
ทันใดนั้น ลวดลายโบราณบนบานประตูก็ส่องแสงขึ้นเป็เส้นสีทอง ก่อนค่อย ๆ ขยายเป็แผนผังขนาดมหึมาลอยอยู่เหนือศีรษะของทุกคน
เยว่หลันเงยหน้ามองด้วยความตกตะลึง
สิ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศมิใช่แผนที่ของนครแห่งนาม
แต่เป็แผนที่ของทั้งใต้หล้า
ูเา แม่น้ำ เมืองหลวง ชายแดน ทุกสิ่งปรากฏอยู่บนแผนผังนั้นอย่างครบถ้วน
และมีเสาแสงสีทองเจ็ดต้นปักอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของแผ่นดิน
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ประตูทั้งเจ็ด...”
ชายผู้นั้นพยักหน้า
“ใช่”
“ทุกประตูคือผนึก”
“และทุกผนึกคือเสาหลักที่ค้ำจุนกฎของโลก”
เขาใช้นิ้วแตะไปยังเสาแสงต้นแรก
เสาแสงนั้นสั่นไหว
ก่อนทุกคนจะเห็นชัดเจนว่า...
มีรอยแตกร้าวสีดำค่อย ๆ ลุกลามอยู่ภายใน
“ผู้ถือโคมคืนนามมิได้พยายามทำลายโลก”
ชายผู้นั้นกล่าวอย่างสงบ
“แต่เขากำลังปลดผนึกทีละบาน”
“และเมื่อประตูบานที่เจ็ดเปิดออก...”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
สายตาทอดมองไปยังผู้ถือโคมคืนนามราวกับเข้าใจทุกความเ็ปที่อีกฝ่ายแบกรับ
ก่อนเอ่ยประโยคสุดท้ายอย่างแ่เบา
“อดีต...ปัจจุบัน...และอนาคต จะหลอมรวมเป็หนึ่งเดียว”
ทันใดนั้นเอง
แผนผังทั้งโลกเหนือศีรษะพลันปรากฏจุดแสงสีแดงเพิ่มขึ้นอีกจุด
แต่จุดนั้น...
มิได้อยู่ที่ประตูแรก
หากอยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันตก
ผู้เฝ้าประตูคนแรกเงยหน้าขึ้น สีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด
“เป็ไปไม่ได้...”
“ประตูที่สาม...กำลังถูกเปิดพร้อมกัน!”
เยว่หลัน หลี่เฟิงเหยียน และทุกคนหันมองหน้ากัน
พวกเขาเพิ่งมาถึงประตูแรก
แต่ศัตรู...
กลับเริ่มเคลื่อนไหวที่ประตูที่สามแล้ว
— จบฉากที่ 1 —
ความเงียบปกคลุมทั่วนครแห่งนามหลังคำประกาศของชายผู้ถูกเรียกว่า "อาจารย์"
เหนือศีรษะของทุกคน แผนผังแผ่นดินยังคงลอยอยู่กลางอากาศ เสาแสงสีทองทั้งเจ็ดเปล่งประกายสลับกันไปมา ทว่าเสาแห่งประตูแรกและประตูที่สามกลับมีรอยแตกร้าวสีดำแทรกอยู่ภายใน ราวกับพลังบางอย่างกำลังกัดกินผนึกจากแก่นแท้ทีละน้อย
เยว่หลันมองภาพนั้นด้วยหัวใจหนักอึ้ง นางเคยคิดว่าการเดินทางครั้งนี้เป็เพียงการไล่ตามผู้ถือโคมคืนนาม แต่บัดนี้นางเริ่มเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมิใช่การไล่ล่า หากเป็การแข่งขันกับเวลา และศัตรูได้เดินหมากไปไกลกว่าที่พวกนางคาดคิด
ผู้เฝ้าประตูคนแรกก้าวเข้ามาใกล้แผนผัง ก่อนยกมือแตะเสาแสงของประตูแรกเบา ๆ ทันทีที่ปลายนิ้วัั รอยแตกร้าวสีดำก็ขยายตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหยุดนิ่งราวกับรับรู้การมาถึงของผู้เฝ้าประตู
“รอยแตกร้าวนี้มิได้เกิดจากการโจมตีภายนอก” ชายชรากล่าวช้า ๆ “แต่เกิดจากผู้ที่รู้กฎของผนึกอย่างลึกซึ้ง”
เหอซานเงยหน้าขึ้นทันที
“หมายความว่า...ผู้ถือโคมคืนนามเคยเป็ผู้พิทักษ์?”
คำถามนั้นทำให้ทุกคนหันไปมองชายผู้ถือโคมดำโดยพร้อมเพรียง
ทว่าเขาเพียงยืนอยู่ในความมืด ปล่อยให้เปลวไฟสีดำในโคมส่องใบหน้าของตนเพียงครึ่งเดียว รอยยิ้มจาง ๆ ยังคงประดับอยู่ที่มุมปาก หากแววตากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
“เ้าฉลาดกว่าที่ข้าคิด” เขากล่าวกับเหอซาน “แต่คำตอบนั้น...ถูกเพียงครึ่งเดียว”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายถอนหายใจแ่เบา ก่อนกล่าวขึ้นแทน
“เขาไม่เคยเป็ผู้พิทักษ์”
“แต่เขา...เคยเป็ผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ผู้ถือกรรมมากที่สุด”
ประโยคนั้นทำให้เยว่หลันชะงัก
ใกล้ผู้ถือกรรมมากที่สุด...
คำพูดนั้นทำให้นางนึกถึงภาพความทรงจำที่ปรากฏก่อนหน้านี้ ภาพของชายหนุ่มผู้ยืนเคียงข้างผู้ถือกรรมรุ่นแรกใต้ต้นไม้นาม์ ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แต่ยังเลือนรางเกินกว่าจะจับต้องได้
ชายผู้ถูกเรียกว่าอาจารย์เดินเข้ามาอยู่กลางลาน ก่อนสะบัดชายแขนเสื้อเบา ๆ แผนผังเหนือศีรษะพลันเปลี่ยนไป ูเา แม่น้ำ และเมืองทั้งหลายเลือนหาย เหลือเพียงเส้นสายสีทองที่เชื่อมประตูทั้งเจ็ดเข้าหากัน
“พวกเ้ามองเห็นหรือไม่”
ทุกคนเพ่งมองตามที่เขาชี้
เดิมทีเส้นสีทองทั้งเจ็ดควรเชื่อมต่อกันเป็วงสมบูรณ์ แต่บัดนี้ ระหว่างประตูแรกกับประตูที่สามกลับมีเส้นสีดำเส้นหนึ่งแทรกอยู่ มันค่อย ๆ ขยายตัวราวกับรากไม้ที่ชอนไชอยู่ใต้ผืนดิน
“นี่คือสิ่งที่ข้ากังวลที่สุด”
ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“ผู้ถือโคมคืนนามมิได้กำลังเปิดประตูตามลำดับ”
“เขากำลังทำลายความสมดุลของวงผนึก”
หลี่เฟิงเหยียนขมวดคิ้ว
“หากประตูเปิดไม่พร้อมกัน จะเกิดสิ่งใด”
ชายผู้เป็อาจารย์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น
“จินตนาการถึงแม่น้ำสายหนึ่ง”
“หากเ้ารื้อเขื่อนทั้งเจ็ดพร้อมกัน น้ำจะไหลออกอย่างเป็ระเบียบ”
“แต่หากเ้าทุบเพียงบางส่วน...”
เขาหยุดเล็กน้อย
“กระแสน้ำจะกัดเซาะทุกสิ่งระหว่างทาง จนไม่มีผู้ใดควบคุมมันได้อีก”
ทุกคนเริ่มเข้าใจความหมาย
ผู้ถือโคมคืนนามมิได้เพียง้าเปิดผนึก
เขากำลังเปลี่ยนกฎของโลกทั้งใบ
ทันใดนั้นเอง ผู้ถือโคมคืนนามกลับหัวเราะเบา ๆ
“ท่านยังคงอธิบายทุกอย่างอย่างงดงามเหมือนเดิม”
เขาก้าวออกมาจากเงามืดอีกก้าวหนึ่ง
เป็ครั้งแรกที่แสงจากโคมหินส่องถึงใบหน้าของเขาได้ชัดขึ้น
ใบหน้านั้นมิได้ดุร้าย หากกลับสง่างามและเปี่ยมด้วยความเศร้า ราวกับบุรุษผู้แบกความสูญเสียไว้เพียงลำพังเป็เวลานานจนไม่อาจแยกแยะได้อีกว่า ตนกำลังต่อสู้เพื่อสิ่งใด
เขาหันมองเยว่หลันโดยตรง
“เ้ารู้หรือไม่...”
“เหตุใดข้าจึงเดินมาถึงวันนี้”
เยว่หลันมิได้ตอบ
นางเพียงมองเขานิ่ง ๆ รอให้เขาพูดต่อ
ผู้ถือโคมคืนนามยกโคมดำขึ้นเล็กน้อย เปลวไฟภายในโคมสะท้อนดวงตาของเขาเป็ประกายสีดำเข้ม
“เพราะครั้งหนึ่ง...”
“ข้าก็เคยเชื่อในคำสาบานเช่นเดียวกับเ้า”
ทันทีที่ประโยคนั้นจบลง แผ่นดินใต้ลานนครพลันสั่นะเือย่างรุนแรง
ครืน...!
โคมหินนับหมื่นดวงไหวเอนพร้อมกัน เสียงแตกร้าวดังมาจากใต้พื้นหิน ก่อนจะเกิดลำแสงสีแดงสายหนึ่งพุ่งขึ้นจากส่วนลึกของนคร
ลำแสงนั้นมิได้พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
แต่พุ่งตรงไปยังรูปสลักของผู้ถือกรรมรุ่นแรก
รอยแตกร้าวเส้นบาง ๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนองค์รูปสลักหยก
ผู้เฝ้าประตูคนแรกหน้าซีดเผือด
“ไม่...”
“เขาเริ่มแล้ว!”
ชายผู้เป็อาจารย์เงยหน้ามองลำแสงสีแดง ก่อนกล่าวเพียงสั้น ๆ แต่หนักแน่น
“ผู้ถือกรรม...”
“บททดสอบของเ้าสิ้นสุดลงแล้ว”
“จากนี้ไป...คือา”
ทันทีที่สิ้นคำ เสียงหินแตกก็ดังสนั่นไปทั่วนคร และรอยร้าวบนรูปสลักของผู้ถือกรรมรุ่นแรกก็ขยายออกอย่างช้า ๆ...
ราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามออกมาจากภายใน
— จบฉากที่ 2 —
เสียงแตกร้าวของรูปสลักหยกยังคงดังสะท้อนไปทั่วนครแห่งนาม
ไม่มีผู้ใดเคลื่อนไหว
ทุกสายตาจับจ้องไปยังรอยแยกที่ค่อย ๆ ลุกลามจากฐานรูปสลักขึ้นไปตามลำตัว ราวกับแรงบางอย่างจากใต้พิภพกำลังผลักดันให้สิ่งที่หลับใหลอยู่ภายในตื่นขึ้นอีกครั้ง
ลำแสงสีแดงที่พุ่งขึ้นจากใต้ดินมิได้หยุดลง มันไหลเวียนรอบองค์รูปสลักเหมือนเถาวัลย์ที่มีชีวิต ก่อนค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในเนื้อหยกสีขาวบริสุทธิ์ทีละน้อย
เยว่หลันก้าวเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
นางััได้ถึงความรู้สึกประหลาดที่ส่งผ่านรอยดอกเหมยบนข้อมือ ความเจ็บแปลบแล่นผ่านเส้นชีพจร แต่ความเจ็บนั้นกลับมิได้ทำให้นางหวาดกลัว ตรงกันข้าม มันคล้ายเสียงเรียกอันแ่เบาที่ดังมาจากส่วนลึกของหัวใจ
ราวกับมีใครบางคนกำลังขอความช่วยเหลือ
“อย่าเข้าไป!”
ผู้เฝ้าประตูคนแรกเอ่ยห้ามทันที
“ลำแสงนั้นกำลังกัดกินจิติญญาของนคร หากเ้าััมันโดยตรง แม้แต่รอยประทับของผู้ถือกรรมก็อาจปกป้องเ้าไม่ได้”
แต่เยว่หลันยังคงมองรูปสลักไม่วางตา
“ไม่ใช่…”
นางพึมพำเบา ๆ
“มันไม่ได้กำลังทำลาย”
ทุกคนหันมามองนางพร้อมกัน
เยว่หลันค่อย ๆ หลับตาลง ปล่อยให้เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่ชัดเจนขึ้น
เสียงนั้นมิใช่เสียงร้องด้วยความเ็ป
หากเป็เสียงของผู้หญิงผู้หนึ่งที่เอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างอดทน
“จงตื่น...”
“ได้เวลาจดจำนามของพวกเขาอีกครั้ง...”
เยว่หลันลืมตาขึ้นช้า ๆ
“มีคนอยู่ในรูปสลัก”
ประโยคนั้นทำให้ผู้เฝ้าประตูคนแรกถึงกับเบิกตากว้าง
แม้แต่ชายผู้เป็อาจารย์ยังนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจแ่เบา
“เ้ารับรู้ได้เร็วกว่าที่ข้าคิด”
เยว่หลันหันไปหาเขา
“ใครอยู่ในนั้น”
ชายผู้นั้นเดินไปหยุดเบื้องหน้ารูปสลัก พลางยกมือแตะผิวหยกอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังััสหายเก่าที่ไม่ได้พบกันเนิ่นนาน
“สิ่งที่ผู้คนเข้าใจมาตลอด...”
“คือผู้ถือกรรมรุ่นแรกสละชีวิตเพื่อสร้างคำสาบาน”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“แต่ความจริง...”
“นางมิได้จากโลกนี้ไป”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วลานนคร
จ้าวเหวินถึงกับก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“หมายความว่า...”
ชายผู้นั้นพยักหน้า
“นางหลับใหลอยู่ที่นี่”
“และใช้จิติญญาของตนเป็หัวใจของนครแห่งนาม”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขสันหลัง
นครแห่งนามไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยพลังของผนึก
แต่มันดำรงอยู่ด้วยิญญาของสตรีผู้หนึ่งมาตลอดหลายพันปี
หลี่เฟิงเหยียนมองรูปสลักด้วยสายตานิ่งลึก
“เช่นนั้น หากรูปสลักแตก...”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายตอบแทน
“นครแห่งนามจะดับสูญ”
“ศิลากำเนิดนามจะไร้ผู้ดูแล”
“และชื่อของผู้คนทั่วทั้งใต้หล้า...จะเริ่มเลือนหายทีละคน”
ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดต่อ
คำตอบนั้นรุนแรงเกินกว่าจะรับได้ในคราวเดียว
ผู้ถือโคมคืนนามยังคงยืนเงียบอยู่ปลายลาน สายตาของเขาไม่เคยละจากรูปสลักแม้แต่วินาทีเดียว
ในแววตาคู่นั้นมิได้มีความสะใจ
หากเต็มไปด้วยความเ็ป
“ข้าเตือนนางแล้ว...”
เขาเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าใช้ชีวิตของตนเป็ผนึก”
“แต่สุดท้าย...”
เขาหลับตาลง
“นางก็ยังเลือกโลกใบนี้ มากกว่าตัวนางเอง”
ประโยคนั้นทำให้เยว่หลันรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด
นางเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือโคมคืนนามกับผู้ถือกรรมรุ่นแรก มิใช่เพียงความขัดแย้งทางอุดมการณ์อย่างที่ทุกคนเชื่อ
แต่มีบางสิ่งลึกซึ้งกว่านั้น
บางสิ่งที่ผูกพันกันจนไม่อาจตัดขาด
ทันใดนั้น เสียงแตกร้าวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เปรี๊ยะ!
รอยแยกบนรูปสลักขยายจาก่อกขึ้นไปถึงลำคอ ก่อนประกายแสงสีทองสายหนึ่งจะพุ่งออกมาจากรอยแตก
แต่สิ่งที่ออกมามิใช่พลังทำลายล้าง
หากเป็ละอองแสงเล็ก ๆ นับพันสาย
ละอองแสงเ่าั้ค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือเมือง ก่อนกระจายตัวไปยังแผ่นหยกทุกแผ่นบนต้นไม้นาม์
ทันใดนั้น แผ่นหยกทั้งต้นก็ส่องสว่างพร้อมกัน
ชื่อของผู้คนนับล้านเปล่งประกายราวกับกำลังตอบรับเสียงเรียกของใครบางคน
แต่ท่ามกลางแสงอันงดงามนั้น...
เยว่หลันกลับเห็นสิ่งหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดสังเกต
บนกิ่งสูงที่สุดของต้นไม้นาม์
มีแผ่นหยกสีดำสนิทแขวนอยู่เพียงแผ่นเดียว
มันไม่ส่องแสง
ไม่มีชื่อสลักอยู่
และไม่ตอบสนองต่อละอองแสงแม้แต่น้อย
นางยกมือชี้ขึ้นไป
“นั่นคืออะไร”
ทุกคนเงยหน้ามองพร้อมกัน
สีหน้าของผู้เฝ้าประตูคนแรกพลันซีดเผือด
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายกำหมัดแน่น
แม้แต่ผู้ถือโคมคืนนาม...
ก็เงยหน้ามองแผ่นหยกสีดำนั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็ครั้งแรก
ชายผู้เป็อาจารย์ถอนหายใจยาว
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักอึ้ง
“ในที่สุด...”
“มันก็เริ่มปรากฏให้ผู้ถือกรรมเห็นแล้ว”
“นั่นคือ...นามต้องห้าม”
ทันทีที่สิ้นคำ
แผ่นหยกสีดำก็เกิดรอยร้าวเส้นแรก...
อย่างช้า ๆ
— จบฉากที่ 3 —
คำว่า "นามต้องห้าม" ดังก้องอยู่ในความคิดของทุกคนราวกับระฆังโบราณที่ไม่มีวันหยุดสั่น
ทั่วทั้งนครแห่งนามกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
สายลมที่เคยพัดเอื่อยหยุดลง โคมหินนับหมื่นดวงลุกไหม้นิ่งสนิท แม้แต่ต้นไม้นาม์ซึ่งเมื่อครู่ยังสั่นไหว ก็กลับสงบราวกับกำลังเฝ้ารอสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ทุกสายตาจับจ้องไปยังแผ่นหยกสีดำบนกิ่งสูงสุด
รอยร้าวเพียงเส้นเดียวที่ปรากฏบนผิวหยกกำลังค่อย ๆ ขยายตัวอย่างช้า ๆ ราวกับกาลเวลาเดินช้าลงเฉพาะบริเวณนั้น
เยว่หลันเงยหน้ามองโดยไม่ละสายตา
นางไม่รู้เหตุใดจึงรู้สึกว่าหัวใจของตนกำลังเต้นเป็จังหวะเดียวกับรอยร้าวบนแผ่นหยก
ทุกครั้งที่รอยแตกขยายออกเพียงน้อยนิด
หัวใจของนางก็พลันสั่นสะท้านตามไปด้วย
“ท่านอาจารย์...”
นางเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“นามต้องห้าม...คือสิ่งใด”
ชายผู้ถูกเรียกว่าอาจารย์มิได้ตอบทันที
เขายืนมองแผ่นหยกสีดำอยู่เนิ่นนาน ก่อนทอดสายตาไปยังนครทั้งเมือง ราวกับกำลังมองผ่านกาลเวลาหลายพันปี
“เมืุ่์ถือกำเนิด...”
เขาเอ่ยช้า ๆ
“ทุกชีวิตย่อมได้รับนาม”
“เมื่อมีนาม...ก็ย่อมมีชะตา”
“เมื่อมีชะตา...ก็ย่อมมีผู้จดจำ”
เขาหยุดครู่หนึ่ง
“แต่มีนามอยู่เพียงหนึ่งเดียว...”
“ที่ไม่ควรถูกจดจำ”
เหอซานขมวดคิ้ว
“เพราะเหตุใด”
ชายผู้นั้นหลับตาลง
“เพราะหากโลกจดจำนามนั้นได้อีกครั้ง...”
“กฎทุกข้อที่ค้ำจุนใต้หล้าจะเริ่มสั่นคลอน”
ผู้เฝ้าประตูคนแรกเดินเข้ามาใกล้ต้นไม้นาม์ พลางเงยหน้ามองแผ่นหยกสีดำด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพและหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน
“ตลอดหลายพันปี...”
“ไม่มีผู้ถือกรรมคนใดมองเห็นมัน”
เขาพูดแ่เบา
“แม้แต่ผู้พิทักษ์ทั้งเจ็ด ก็เห็นเพียงกิ่งไม้ที่ว่างเปล่า”
“แต่วันนี้...”
ชายชราหันมามองเยว่หลัน
“เ้ากลับมองเห็นมัน”
เยว่หลันนิ่งงัน
“เหตุใดจึงเป็ข้า”
ไม่มีผู้ใดตอบ
แม้แต่ชายผู้เป็อาจารย์ก็ยังคงเงียบ
ทันใดนั้น
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกฟากของลาน
ผู้ถือโคมคืนนามค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเงามืดอีกครั้ง
ท่าทางของเขายังคงสงบ
แต่สายตาที่มองแผ่นหยกสีดำนั้นกลับเต็มไปด้วยความอาลัยจนยากจะปิดบัง
“เพราะนาง...”
เขาเอ่ยขึ้น
“มิใช่ผู้ถือกรรมธรรมดา”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายก้าวออกมาขวางทันที
“หยุดพูด!”
น้ำเสียงของเขาเฉียบขาดกว่าทุกครั้ง
“นางยังไม่ควรรู้”
ผู้ถือโคมคืนนามยิ้มบาง
“หรือเ้ากลัว...”
“ว่านางจะเลือกเหมือนคนผู้นั้น”
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของผู้พิทักษ์เปลี่ยนไป
แม้จะเพียงชั่วพริบตา
แต่เยว่หลันสังเกตเห็นอย่างชัดเจน
ทันใดนั้น
รอยดอกเหมยบนข้อมือของเยว่หลันพลันร้อนวาบ
ความร้อนแล่นไปทั่วร่าง
จนโคมแดงในมือเปล่งแสงเจิดจ้ากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
เปลวไฟสีแดงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีทอง
แล้วแตกออกเป็สายไหมแสงนับไม่ถ้วน
สายแสงเ่าั้มิได้พุ่งเข้าหารูปสลัก
แต่กลับลอยขึ้นสู่ต้นไม้นาม์
ก่อนจะพันรอบแผ่นหยกสีดำอย่างแ่เบา
ทุกคนเงยหน้ามองพร้อมกัน
แผ่นหยกสีดำหยุดแตกร้าว
แต่แทนที่จะสงบนิ่ง
ตัวอักษรสีทองกลับเริ่มปรากฏขึ้นทีละเส้น
ราวกับมีใครบางคนกำลังเขียนนามลงบนผิวหยก
เยว่หลันเบิกตากว้าง
“มีชื่อ...กำลังปรากฏ”
ผู้เฝ้าประตูคนแรกถึงกับคุกเข่าลง
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดขึ้น
แม้แต่ชายผู้เป็อาจารย์ยังหลับตาลงช้า ๆ
ราวกับไม่กล้ามองสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ทว่าก่อนที่อักษรตัวแรกจะสมบูรณ์
ผู้ถือโคมคืนนามกลับสะบัดแขนเสื้อ
เปลวไฟสีดำพุ่งขึ้นจากโคมของเขา
มิใช่เพื่อโจมตี
แต่เพื่อห่อหุ้มแผ่นหยกสีดำเอาไว้
เปลวไฟสีดำและสายแสงสีทองปะทะกันกลางอากาศ
ไม่มีเสียงะเิ
ไม่มีแรงกระแทก
มีเพียงความเงียบอันน่าหวาดหวั่น
ก่อนที่ตัวอักษรซึ่งกำลังปรากฏจะค่อย ๆ เลือนหายไปอีกครั้ง
ผู้ถือโคมคืนนามถอนหายใจยาว
“ยังไม่ใช่เวลา...”
เขาพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับผู้ใด
“หากนางเห็นชื่อนั้นตอนนี้...”
“ทุกสิ่งจะจบลงเร็วกว่าที่ควร”
เยว่หลันจ้องมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
นางเริ่มรู้สึกว่า...
ชายผู้นี้มิได้พยายามปิดบังความจริงเพื่อประโยชน์ของตนเอง
แต่กำลังปกป้องบางสิ่ง
บางสิ่งที่แม้แต่ผู้เฝ้าประตูและผู้พิทักษ์ก็ยังไม่อาจเข้าใจทั้งหมด
ทันใดนั้นเอง
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากต้นไม้นาม์
มิใช่เสียงของผู้ถือกรรมรุ่นแรก
มิใช่เสียงของผู้ถือโคมคืนนาม
แต่เป็เสียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ใสบริสุทธิ์
“พี่หญิง...”
“เขาตื่นแล้ว...”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
กิ่งไม้้าสุดค่อย ๆ แยกออกจากกัน
เผยให้เห็นประตูหินวงกลมบานเล็กที่ซ่อนอยู่ภายในเรือนยอดของต้นไม้นาม์
ประตูบานนั้น...
ไม่มีอยู่บนแผนผังของประตูทั้งเจ็ด
ไม่มีผู้เฝ้าประตู
ไม่มีตราผนึก
มีเพียงอักษรโบราณสี่ตัวสลักอยู่เหนือซุ้มประตู
ชายผู้เป็อาจารย์เมื่ออ่านอักษรเ่าั้ สีหน้าซึ่งสงบนิ่งมาตลอดกลับเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดเป็ครั้งแรก
เขาพึมพำราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น
“ประตูที่แปด...”
“มันยังคงมีอยู่จริง...”
ทั่วทั้งนครแห่งนามตกอยู่ในความเงียบงัน
เพราะทุกคนต่างเข้าใจตรงกันว่า...
ตำนานที่เชื่อกันมาตลอดว่ามี ประตูทั้งเจ็ด
อาจเป็เพียง...
ความจริงเพียงครึ่งเดียว
— จบฉากที่ 4 —
ถ้อยคำของชายผู้เป็อาจารย์ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ
"ประตูที่แปด..."
"มันยังคงมีอยู่จริง..."
ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดต่อ แม้แต่ผู้เฝ้าประตูคนแรกและผู้พิทักษ์คนสุดท้ายซึ่งเคยสงบนิ่งมาตลอด ต่างก็มีสีหน้าราวกับความเชื่อทั้งชีวิตกำลังถูกสั่นคลอน
เยว่หลันเงยหน้ามองประตูหินวงกลมที่ซ่อนอยู่กลางเรือนยอดของต้นไม้นาม์อีกครั้ง
ประตูบานนั้นเล็กกว่าประตูทั้งเจ็ดมาก หากกลับให้ความรู้สึกกดดันยิ่งกว่า
มันไม่มีโซ่ตรวน
ไม่มีผนึก
ไม่มีผู้เฝ้า
ราวกับไม่เคยถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังสิ่งใด แต่ถูกซ่อนเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดค้นพบ
นางค่อย ๆ ยกโคมแดงขึ้น แสงจากเปลวไฟทอดผ่านช่องว่างของกิ่งไม้ไปยังซุ้มประตู
ในชั่วพริบตานั้น...
อักษรโบราณสี่ตัวเหนือซุ้มประตูกลับเปล่งแสงขึ้นอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ มิใช่ทุกคนจะมองเห็น
มีเพียงเยว่หลันเท่านั้น
ตัวอักษรที่เดิมเลือนรางกลับค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ข้อความที่อ่านได้ชัดเจน
"ผู้ไร้นามเท่านั้น...จึงผ่านได้"
หัวใจของเยว่หลันเต้นแรง
ผู้ไร้นาม...
คำนี้นางเคยได้ยินมาก่อน
ไม่ใช่จากผู้เฝ้าประตู
ไม่ใช่จากผู้ถือโคมคืนนาม
แต่จากห้องไร้นามในหอจดนาม
ราวกับทุกปริศนาที่นางพบมาตลอด กำลังค่อย ๆ เชื่อมต่อกันเป็เส้นเดียว
“เ้าเห็นอะไร”
เสียงของหลี่เฟิงเหยียนทำให้นางหลุดจากภวังค์
เยว่หลันหันไปมองเขา ก่อนตอบตามความจริง
“อักษรเปลี่ยนไป”
ผู้เฝ้าประตูคนแรกเงยหน้าทันที
“เปลี่ยนอย่างไร”
เมื่อเยว่หลันกล่าวข้อความนั้นออกมา สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน
เหอซานถึงกับส่ายหน้า
“เป็ไปไม่ได้...”
“ผู้ไร้นามไม่มีอยู่จริง”
ชายผู้เป็อาจารย์กลับกล่าวขึ้นอย่างสงบ
“มี...”
ทุกคนหันมองเขา
“ผู้ไร้นามมิใช่ผู้ที่ไม่มีชื่อ”
“แต่คือผู้ที่ยอมสละนามของตนเอง”
ประโยคนั้นทำให้สายตาของเยว่หลันหันไปยังรูปสลักผู้ถือกรรมรุ่นแรกโดยอัตโนมัติ
นางเคยได้ยินเื่นี้แล้ว
ผู้ถือกรรมรุ่นแรกลบชื่อตัวเองออกจากโลก เพื่อรักษาชื่อของผู้คนทั้งใต้หล้า
หรือว่า...
ประตูที่แปดถูกสร้างขึ้นเพื่อนาง
ทันใดนั้น ผู้ถือโคมคืนนามกลับหัวเราะเบา ๆ
“ท่านยังคงปิดบังความจริงเหมือนเดิม”
เขาค่อย ๆ เดินออกจากเงามืดมายืนกลางลานนคร
ครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดชักอาวุธ
ทุกคนเพียงมองเขาอย่างเงียบงัน
ชายผู้นั้นเงยหน้ามองประตูที่แปดด้วยสายตาอ่อนโยน
“ประตูนี้...”
“ไม่เคยถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้ถือกรรม”
เขากล่าวช้า ๆ
“และไม่เคยถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้พิทักษ์”
เขาหยุดเล็กน้อย
ก่อนหันมาสบตาเยว่หลัน
“แต่มันถูกสร้างขึ้น...”
“เพื่อคนผู้หนึ่ง”
ผู้เฝ้าประตูคนแรกหลับตาลง
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายกำหมัดแน่น
ราวกับไม่มีผู้ใด้าให้ประโยคต่อไปถูกเอ่ยออกมา
แต่ผู้ถือโคมคืนนามยังคงกล่าวต่อ
“คนผู้เดียว...”
“ที่สามารถเปลี่ยนคำสาบานของโลกได้”
ทันใดนั้นเอง ลำแสงสีทองจากโคมแดงของเยว่หลันก็พุ่งขึ้นไปยังประตูที่แปดโดยไม่ทันตั้งตัว
พร้อมกันนั้น โคมดำในมือผู้ถือโคมคืนนามก็เปล่งแสงตอบสนอง
แสงสีแดงทองกับแสงสีดำพุ่งเข้าหากัน
แต่ครั้งนี้...
มิได้ปะทะ
หากกลับพันเกี่ยวกันเป็เกลียวแสงขนาดมหึมา
ทั้งนครสั่นะเื
ต้นไม้นาม์ส่งเสียงครางต่ำ
แผ่นหยกนับล้านใบกระทบกันดังกังวานราวกับเสียงพิณโบราณ
แล้วประตูที่แปด...
ก็ค่อย ๆ เปิดออกเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ไม่มีแสงสว่างส่องออกมา
ไม่มีพลังมหาศาลทะลักออกมา
มีเพียงสายลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านทั่วทั้งนคร
สายลมนั้นนำเอากลิ่นดอกเหมยอ่อน ๆ ติดมาด้วย
เยว่หลันหลับตาลงชั่วครู่
ในห้วงวินาทีนั้น นางได้ยินเสียงสตรีผู้หนึ่งหัวเราะอย่างอ่อนโยน
"ในที่สุด..."
"เ้าก็เดินมาถึงที่นี่"
เมื่อเยว่หลันลืมตาขึ้น
นางกลับเห็นภาพซ้อนอยู่หลังประตูที่แปด
เป็สวนเหมยที่ปกคลุมด้วยหิมะ
มีโต๊ะหินตัวหนึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นเหมยใหญ่
และมีคนสองคนนั่งเล่นหมากล้อมกันอย่างเงียบงัน
คนหนึ่งคือสตรีในชุดขาว...
ผู้ถือกรรมรุ่นแรก
แต่อีกคน...
กลับมิใช่ผู้ถือโคมคืนนาม
มิใช่ชายผู้เป็อาจารย์
และมิใช่ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย
เป็บุรุษที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน
ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมองเยว่หลัน
ภาพทั้งหมดก็แตกสลายราวกับกระจก
ประตูที่แปดปิดลงอีกครั้ง
ทั่วทั้งนครกลับคืนสู่ความเงียบ
แต่ชายผู้เป็อาจารย์กลับมีสีหน้าซีดเผือดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เขาพึมพำด้วยเสียงแ่เบา
“เป็เขาจริง ๆ...”
“เขากลับมาแล้ว...”
ผู้ถือโคมคืนนามหลับตาลง ก่อนถอนหายใจยาว
ราวกับสิ่งที่เขาหวาดหวั่นมาตลอดหลายร้อยปี
ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
— จบฉากที่ 5 —
สายลมเย็นที่พัดออกมาจากประตูที่แปดยังคงอ้อยอิ่งอยู่ทั่วนครแห่งนาม แม้ประตูจะปิดลงแล้ว แต่กลิ่นหอมของดอกเหมยกลับไม่จางหาย กลับกัน มันยิ่งชัดเจนขึ้นจนทุกคนรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสวนเหมยในปลายฤดูหนาว
เยว่หลันยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าต้นไม้นาม์ ดวงตาของนางจับจ้องไปยังประตูที่ปิดสนิท ความทรงจำของภาพเมื่อครู่ยังคงชัดเจน สตรีในชุดขาว ผู้ถือกรรมรุ่นแรก บุรุษลึกลับใต้ต้นเหมย และกระดานหมากล้อมที่ยังเดินหมากไม่จบ
แม้ภาพจะปรากฏเพียงชั่วอึดใจ แต่มันกลับให้ความรู้สึกสมจริงยิ่งกว่าความฝัน
“ท่านเห็นเขาเช่นกันใช่หรือไม่”
เยว่หลันหันไปถามชายผู้เป็อาจารย์
ชายผู้นั้นมิได้ตอบในทันที เขาค่อย ๆ หลับตาลง ราวกับกำลังรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ ก่อนถอนหายใจยาวอย่างแ่เบา
“หลายร้อยปีแล้ว...”
“ข้าไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพนั้นอีก”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันมั่นใจว่า สิ่งที่นางเห็นมิใช่ภาพลวงตา
บุรุษผู้นั้น...
มีตัวตนอยู่จริง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ผู้ถือโคมคืนนามยังคงยืนเงียบอยู่ปลายลานนคร แสงจากโคมดำในมือของเขาอ่อนลงกว่าเดิม ราวกับเปลวไฟเองก็ได้รับผลกระทบจากการเปิดของประตูที่แปด
เขาเงยหน้ามองต้นไม้นาม์ ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความอ่อนล้า
“พวกท่านปิดบังเื่นี้มานานเกินไป”
“เมื่อประตูที่แปดเริ่มตอบสนอง ความจริงก็ไม่มีวันซ่อนอยู่ได้อีก”
ผู้เฝ้าประตูคนแรกก้าวออกมาหนึ่งก้าว สีหน้าของชายชราหนักแน่นกว่าทุกครั้ง
“มิใช่เพราะเรา้าปิดบัง”
“แต่เพราะเมื่อใดที่ผู้คนรู้ความจริง...”
“โลกจะเริ่มเลือกข้าง”
ผู้ถือโคมคืนนามยิ้มบาง
“โลกเลือกข้างมาั้แ่วันที่คำสาบานถูกสร้างแล้ว”
ไม่มีผู้ใดโต้แย้ง
เพราะทุกคนต่างััได้ว่า คำพูดของเขามีความจริงบางส่วนซ่อนอยู่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลี่เฟิงเหยียนซึ่งยืนนิ่งมาตลอด พลันก้มมองหลังมือซ้ายของตนเอง
ตราดอกเหมยเจ็ดกลีบยังคงปรากฏอยู่เช่นเดิม
หกกลีบส่องประกายสีทอง
ส่วนกลีบสุดท้ายยังดำสนิท
แต่ครั้งนี้...
กลีบสีดำกลับมีเส้นสีทองเส้นเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงขอบกลีบ ราวกับพลังสองชนิดกำลังต่อสู้กันอยู่ภายใน
ชายผู้เป็อาจารย์สังเกตเห็นทันที
“ผนึกเริ่มคลายตัวแล้ว”
เยว่หลันรีบหันไปมอง
“หมายความว่าอย่างไร”
“ตรานั้นไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์”
เขาตอบพลางเดินเข้ามาใกล้หลี่เฟิงเหยียน
“แต่มันคือความทรงจำที่ถูกผนึกไว้”
“ทุกครั้งที่ผนึกคลาย...”
“อดีตของเขาจะค่อย ๆ กลับคืนมา”
หลี่เฟิงเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“หากอดีตของข้าจะทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย...”
“จงผนึกมันไว้ต่อไป”
คำตอบนั้นทำให้ผู้ถือโคมคืนนามหัวเราะเบา ๆ
“เ้าก็ยังเป็เช่นเดิม”
“แม้จะลืมทุกอย่าง...”
“แต่ก็ยังเลือกปกป้องผู้อื่นก่อนตนเอง”
หลี่เฟิงเหยียนเงยหน้ามองเขา
“เราเคยรู้จักกันจริงหรือ”
คำถามนั้นทำให้รอยยิ้มของผู้ถือโคมคืนนามค่อย ๆ จางหาย
เขาไม่ตอบ
เพียงมองหลี่เฟิงเหยียนอยู่เนิ่นนาน ก่อนกล่าวเบา ๆ
“วันหนึ่ง...”
“เ้าจะเป็คนตอบคำถามนั้นด้วยตัวเอง”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทันใดนั้น เสียงคล้ายสายไหมขาดก็ดังขึ้นจากเรือนยอดของต้นไม้นาม์
เป๊าะ...
แผ่นหยกสีดำที่แขวนอยู่บนกิ่งสูงสุดเกิดรอยแตกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเส้น
แต่ครั้งนี้ สิ่งที่หลุดออกมาจากรอยแตกมิใช่แสง
หากเป็...
ขนนกสีขาวเพียงหนึ่งเส้น
มันค่อย ๆ ลอยลงมาตามสายลมอย่างเชื่องช้า หมุนวนอยู่กลางอากาศ ก่อนตกลงบนฝ่ามือของเยว่หลันอย่างพอดี
ทันทีที่ปลายนิ้วของนางััขนนก
ภาพหนึ่งก็พลันแล่นเข้าสู่จิตสำนึก
นางเห็นท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เห็นบัลลังก์หยกสีขาวตั้งอยู่กลางห้องโถง และเหนือบัลลังก์นั้น มีตราดอกเหมยแปดกลีบสลักไว้อย่างสง่างาม
ตรงหน้าบัลลังก์...
บุรุษคนเดิมที่นั่งเล่นหมากล้อมกับผู้ถือกรรมรุ่นแรกกำลังยืนหันหลังให้ผู้คน
เขาสวมอาภรณ์สีดำสนิท แต่ปักลายดอกเหมยสีทองตลอดชายเสื้อ
ก่อนที่เยว่หลันจะเห็นใบหน้าของเขา
บุรุษผู้นั้นกลับเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“หากวันหนึ่ง...ผู้ถือกรรมเดินมาถึงที่นี่”
“จงถามนางเพียงคำเดียว”
เขาค่อย ๆ หันศีรษะมาเพียงเล็กน้อย
แต่ก่อนที่ใบหน้าจะปรากฏชัด ภาพทั้งหมดก็แตกสลายราวกับผิวน้ำถูกก้อนหินกระทบ
เยว่หลันสะดุ้งเฮือก
ขนนกสีขาวในมือสลายกลายเป็ละอองแสง
เหลือไว้เพียงประโยคสุดท้ายที่ยังดังก้องอยู่ในหัวใจ
“ผู้ถือกรรม...”
“เ้ากล้ายอมเสียทุกสิ่ง...เพื่อรักษาคำสาบานของโลกหรือไม่”
เยว่หลันยังไม่ทันตั้งสติ
พื้นนครแห่งนามก็สั่นะเือีกครั้ง
คราวนี้มิใช่เพราะประตูที่แปด...
แต่เป็เพราะเสาแสงของ ประตูที่สาม บนแผนผังโลกเหนือศีรษะ
ได้ดับลง...
อย่างสมบูรณ์
ทุกคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
ชายผู้เป็อาจารย์กำหมัดแน่นเป็ครั้งแรก
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดที่สุดั้แ่เยว่หลันพบเขา
“พวกเรา...มาช้าไปหนึ่งก้าว”
“ประตูที่สาม...ถูกเปิดแล้ว”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 6
ถ้อยคำของชายผู้เป็อาจารย์ยังไม่ทันจางหาย ความสั่นะเืครั้งใหม่ก็แผ่กระจายไปทั่วนครแห่งนาม ราวกับทั้งแผ่นดินกำลังส่งเสียงคร่ำครวญจากส่วนลึกที่สุดของโลก
เหนือศีรษะของทุกคน แผนผังแผ่นดินที่ลอยอยู่กลางอากาศพลันสั่นไหว เสาแสงสีทองซึ่งแทนผนึกของประตูที่สามดับวูบลงอย่างสมบูรณ์ แสงทองที่เคยเชื่อมต่อกับประตูอื่น ๆ ขาดสะบั้นราวกับสายใยที่ถูกของมีคมตัดขาด
ในวินาทีนั้น ลมหนาวสายหนึ่งพัดผ่านนครแห่งนาม
แต่ลมครั้งนี้มิได้นำความเย็นมาเพียงอย่างเดียว
มันนำเสียง...
เสียงร้องไห้
เสียงหัวเราะ
เสียงสวดอ้อนวอน
เสียงผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนดังแว่วมาตามสายลม ราวกับทั้งใต้หล้ากำลังส่งเสียงถึงนครแห่งนามพร้อมกัน
เหอซานทรุดตัวลงคุกเข่า ฝ่ามือทั้งสองกดแนบพื้นหิน สีหน้าของนักพรตเฒ่าซีดเผือด
“เสียงเหล่านี้...”
“คือิญญาที่กำลังสูญเสียนาม”
ผู้เฝ้าประตูคนแรกหลับตาลง สีหน้าฉายแววเศร้าอย่างไม่อาจปิดบัง
“เมื่อประตูบานหนึ่งถูกเปิดโดยสมบูรณ์...”
“สมดุลของโลกจะเริ่มเอียง”
“ผู้คนที่ชะตาอ่อนแอที่สุด จะเริ่มถูกลบออกจากศิลากำเนิดนาม”
เยว่หลันกำโคมแดงแน่น
“หมายความว่า...”
“ผู้คนกำลังตาย?”
ชายผู้เป็อาจารย์ส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่...”
“นั่นน่ากลัวยิ่งกว่าความตาย”
เขาเงยหน้ามองต้นไม้นาม์
“พวกเขาจะค่อย ๆ ถูกลืม”
“เริ่มจากคนแปลกหน้า”
“จากนั้นจะเป็เพื่อนบ้าน”
“คนในครอบครัว”
“จนท้ายที่สุด...แม้แต่ตัวเขาเอง ก็จะไม่เหลือผู้ใดจำได้ว่าเคยมีชีวิตอยู่”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ
เยว่หลันรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น
นางเคยเห็นผลของการถูกลืมมาแล้วที่หมู่บ้านชิงเหอ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า สิ่งนั้นกำลังเริ่มเกิดขึ้นกับผู้คนทั้งใต้หล้า
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทันใดนั้น ลำแสงสีแดงสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากแผนผังโลก
มันมิได้พุ่งมายังนครแห่งนาม
หากพุ่งเข้าสู่ความว่างเปล่าเหนือศีรษะ ก่อนค่อย ๆ แตกกระจายเป็ภาพมายาขนาดมหึมา
ทุกคนเงยหน้ามองพร้อมกัน
สิ่งที่ปรากฏคือเมืองชายแดนแห่งหนึ่ง
กำแพงเมืองสูงใหญ่
ธงประจำเมืองสีครามโบกสะบัดอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ
ผู้คนวิ่งวุ่นด้วยความแตกตื่น
เด็กหญิงผู้หนึ่งร้องเรียกมารดา
แต่สตรีตรงหน้ากลับเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะหันมอง
ไม่ใช่เพราะใจร้าย...
แต่เพราะนางมองไม่เห็นเด็กคนนั้นอีกแล้ว
ชายวัยกลางคนยืนอยู่กลางตลาด พลางะโเรียกภรรยาเสียงดัง
ผู้คนรอบข้างต่างหันมองด้วยสายตาสงสาร
เพราะหญิงที่เขาเรียก...
ได้ถูกลืมจากความทรงจำของทุกคนไปแล้ว
เหลือเพียงเขาเพียงคนเดียวที่ยังจำได้
แล้วไม่นาน...
แม้แต่เขาเองก็เริ่มชะงัก
สีหน้าของชายผู้นั้นแปรเปลี่ยนจากความหวาดหวั่นเป็ความว่างเปล่า
ราวกับกำลังลืมว่าตนเองร้องเรียกผู้ใดอยู่
ภาพนั้นดับวูบลง
ไม่มีผู้ใดกล่าวคำใด
เพราะสิ่งที่เห็นรุนแรงกว่าการเห็นสนามรบเสียอีก
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ผู้ถือโคมคืนนามทอดสายตามองภาพที่หายไป ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา
“นี่คือสิ่งที่พวกท่านเลือก”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายหันขวับ
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“คำสาบาน...”
ผู้ถือโคมคืนนามตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
“ไม่เคยช่วยทุกคน”
“มันเพียงเปลี่ยนผู้ที่ต้องรับความทุกข์”
เขามองเยว่หลันตรง ๆ
“เ้าคิดว่าผู้ถือกรรมรุ่นแรกช่วยโลกเอาไว้”
“แต่เ้าเคยถามหรือไม่...”
“ว่ามีผู้ใดถูกทิ้งไว้เื้ั”
เยว่หลันนิ่งงัน
นางไม่อาจปฏิเสธได้
เพราะตลอดการเดินทางที่ผ่านมา นางเห็นแล้วว่าทุกครั้งที่มีผู้รอด ย่อมมีผู้สูญเสีย
ไม่มีคำสาบานใดไร้ราคา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ชายผู้เป็อาจารย์เดินเข้ามาหยุดกลางลานนคร
เขาเงยหน้ามองแผนผังโลกอีกครั้ง
เสาแสงของประตูที่สามดับสนิทแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้เขาเคร่งเครียดยิ่งกว่า คือเสาแสงของประตูแรก...
กำลังเริ่มสั่นไหว
“เขาไม่ได้เปิดประตูที่สาม...”
ชายผู้นั้นกล่าวช้า ๆ
“เพื่อทำลายผนึก”
หลี่เฟิงเหยียนขมวดคิ้ว
“แล้วเพื่อสิ่งใด”
ชายผู้เป็อาจารย์หันมาสบตากับผู้ถือโคมคืนนาม
แววตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความเข้าใจที่ไม่มีผู้ใดเอื้อมถึง
ก่อนที่เขาจะกล่าวประโยคหนึ่งซึ่งทำให้ทั้งลานนครเย็นเยียบ
“เขากำลัง...”
“ดึงผู้เฝ้าประตูออกจากตำแหน่ง”
ทันทีที่สิ้นคำ
เสียงระฆังโบราณก็ดังขึ้นอีกครั้ง
กัง...
กัง...
กัง...
แต่ครั้งนี้ มิได้ดังมาจากนครแห่งนาม
หากดังมาจากที่ไกลแสนไกล
จากทิศตะวันตก...
จากตำแหน่งของ ประตูที่สาม
ผู้เฝ้าประตูคนแรกเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
แล้วเืสีแดงสดสายหนึ่งก็ค่อย ๆ ไหลออกจากมุมปากของเขา
ชายชราทรุดเข่าลงกับพื้น
สีหน้าซีดเผือดในพริบตา
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายรีบประคองร่างเขาไว้
“ท่าน!”
ชายชราฝืนยิ้มอย่างอ่อนแรง
ก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้ทุกคนตกตะลึง
“ผู้เฝ้าประตูที่สาม...”
“สิ้นแล้ว...”
สิ้นเสียงนั้น โคมหินเหนือศีรษะนครแห่งนามก็ดับลงพร้อมกันอีกหนึ่งแถว
ราวกับโลกทั้งใบ...
เพิ่งสูญเสียผู้พิทักษ์ไปอีกหนึ่งคน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบตอนที่ 12