ในดินแดนปัญจมิตรแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ใครก็ลุกขึ้นมาพูดว่า 'ข้าคือคนสำคัญ!' แล้วจะมีใครเชื่อ มันต้องมี 'แซ่' หนัก ๆ หนุนหลังด้วย
ผมหมายถึง..
พวกตระกูลระดับเสาหลักทั้งห้านั่นแหละ ตระกูลซุน ตระกูลอุสางิ ตระกูลฮู่ ตระกลูหม่าและตระกูลตง
ตระกูลพวกนี้คือคนที่แบ่งพื้นที่กันปกครองแผ่นดิน แล้วตั้งสภาผู้เฒ่าขึ้นมาดูแลประเทศ
เอาจริง ๆ
ฟังดูคล้ายพวกอัศวินโต๊ะกลมใช่ไหมล่ะ
ใครจะรู้..
อัศวินโต๊ะกลมอาจมีรากฐานมาจากการเมืองของอาณาจักรปัญจมิตรก็ได้
จริงไหม..
ส่วนเมืองนพบุรีที่ผมอยู่ในตอนนี้ก็เป็ของตระกูลซุนอย่างที่พวกนายก็รู้
ส่วนเมืองศศะจันทรา..
อันนี้ขอให้ตั้งสติฟังดี ๆ เพราะมันคือบ้านเกิดของ อุสางิ ซากิ
ซากิ.. หญิงสาวที่มีทุกอย่างครบ ทั้งฐานะ หน้าตา พลังอำนาจ และนิสัย (ที่พูดตามตรงคือ ไม่น่าคบเอาเสียเลย)
แล้วถ้าพวกเธอคิดว่า 'ก็แค่ลูกเศรษฐี เอาอะไรมาก' ผมบอกเลยว่าไม่ใช่
ในเมืองของยัยคนนี้น่ะ
สตรีคือใหญ่สุด ใหญ่พอจะเดินเหยียบหัวผู้ชายโดยไม่รู้สึกผิด
หรือถ้านายนึกไม่ออก..
ก็พวกชนเผ่าอามาซอลนั่นล่ะ เผ่าที่ต่อสู้กับเฮราคลีสและเธเซอุสตามตำนานกรีกน่ะ
แถมที่โหวหวังมันบอก
อุสางิซากิเธอเป็ว่าที่ผู้นำตระกูล
แปลว่าในทางสถานะ..
เธอเทียบเท่าซุนโหวหวังได้ทุกกระเบียดนิ้ว..
นั่นแหละ..
มิน่าพอมาเจอกัน ถึงได้เหมือนคนอยากจุดไฟเผากันกลางเมือง
“เจอกันคราใด..
เ้าก็ยังเอาแต่รังแกผู้หญิงที่เขาไม่ทันตั้งตัวอยู่ร่ำไป
ข้าอยากรู้จริง..
หากไม่มีชื่อของพ่อเ้าคุ้มกะลาหัว เ้าจะอยู่มาได้จนถึงป่านนี้หรือไม่.. โหวหวัง..”
น้ำเสียงของอุสางิซากิฟังดูนิ่ง ๆ แต่เจือความรำคาญไว้ชัดเจนชนิดไม่ต้องตีความ
มันเป็น้ำเสียงแบบที่ต่อให้ผมไม่ได้เป็เป้าหมายก็ยังรู้สึกเหมือนโดนลากไปร่วมรับความผิดด้วย
แต่ซุนโหวหวังก็ยังเป็ตัวของตัวเองสุด ๆ
เ้าขนหน้าวานรเพื่อนของผมหันมายิ้มมุมปากให้ผม พร้อมหันไปหาซากิราวกับกำลังเชื้อเชิญให้ด่าซ้ำ
“โอ้..
แม่ซากิ..
ปากของแม่นี่ยังเผ็ดร้อนเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน”
เ้านั่นพูดพร้อมกับเลียริมฝีปากเบา ๆ อย่างกับกำลังพูดถึงซาลาเปาไส้พริก
“และตัวฉันเอง..
ก็ใคร่กินของเผ็ดเป็พิเศษเสียด้วยสิแม่..”
ผมยกมือขึ้นปิดหน้าทันที
ให้ตายเถอะ..
หมอนี่มันจะไม่ยอมเลยใช่ไหม?
“จะว่าไป..
ของเผ็ดบางชนิดก็หวานล้ำยากจะลืมเลือน
ถ้าไม่ลองชิมก็คงไม่รู้จริง ๆ ว่า..
เป็ของหวาน..
หรือของแสบ..”
ใช่ครับ..
ไม่รอด...
“เ้าบังอาจ!! กล้ากล่าววาจาล่วงเกินคุณหนูรึ!?”
เสียงตวาดของหญิงสาวข้างซากิดังมาราวฟ้าผ่า!!
เธอคนนั้นชักดาบในจังหวะที่เร็วอย่างกับซ้อมมาแล้วเป็พันครั้งทำเอาคนแถวนั้นเองก็เริ่มหันมองกันหมด
ส่วนผมน่ะหรอ..
ก็ได้แต่หันไปมองเ้าตัวปัญหาที่มีชื่อว่าซุนโหวหวัง
ซึ่งมันก็ยังไม่สลด..
มีหน้ามายักไหล่ ยิ้มเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองอยู่บนเส้นด้าย
“โอ้.. พี่สาวคงเข้าใจฉันผิด
ฉันก็แค่ชอบกินของเผ็ดเท่านั้นเอง หรือแม่อยากให้ฉันพูดล่วงเกินจริง ๆ
ก็ไม่ยาก..
ว่าแต่..
จักทนฟังได้ฤๅ”
หมอนั่นพูดพร้อมเลียปากอีกครั้ง
ผมนี่หันหน้าหนีแทบไม่ทัน!!
ถ้าสายตาฆ่าคนได้ ผู้หญิงคนที่ชักดาบคงฝังหมอนี่ลงดินไปแล้ว
"สามหาว!! ข้าจะควักลูกตาของเ้า!!"
พี่สาวคนนั้นตวาดออกมาเสียงดังยิ่งกว่าเก่า ดาบที่ชักออกมาก็ได้ชูขึ้นชี้ด้านคมไปที่เ้าซุนโหวหวัง
แต่เดี๋ยวก่อน..
นี่มันยังไม่ถึงสนามสอบเลยไม่ใช่เหรอ!?
ผมนี่แทบจะขยับออกห่างจากตัวของซุนโหวหวังทีละนิด..
และผมอยากจะบอกว่าพี่สาวคนนั้นว่า..
ผมไม่รู้จักมัน!!
แต่โชคยังดี..
เพราะซากินั่นแหละที่ยกมือห้ามไว้ทันก่อนจะเกิดอะไรเลวร้ายขึ้น
"ช้าก่อน...นามิ"
น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดัง..
แต่มันหนักพอจะสั่งหยุดทัพได้ทั้งกอง
ใช่..
มันน่ากลัวใช่ย่อยเลยล่ะ
โดยเฉพาะสายตาที่ซากิใช้มองมา
อาจไม่ได้ดูโกรธ..
แต่เพราะไม่โกรธนั่นแหละมันทำให้รู้สึกว่าเธอโกรธเสียยิ่งกว่าอะไร
แล้วเธอก็โน้มตัวไปกระซิบอะไรบางอย่างกับผู้หญิงที่ชื่อนามิ
ซึ่งผมได้ยินลาง ๆ ประมาณว่า
“ถ้าเ้าทำให้ข้าถูกขับออกจากสำนัก เ้าคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น…”
เห็นมั้ยล่ะ..
แค่ประโยคเดียว!!
คนที่เกือบจะกลายเป็มือสังหารเมื่อกี้ก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ แล้วตอบเสียงสั่นว่า
“บะ..บ่าวทราบแล้ว”
ซุนโหวหวังหันมาขยิบตาใส่ผมราวกับเพิ่งชนะพนันอย่างไรอย่างนั้น
แล้วมันก็หันกลับไปยิ้มหน้าระรื่นให้ฝ่ายหญิงก่อนจะหยอดอีกหนึ่งดอก
“แม่หญิงซากิสอนสั่งคนได้ดียิ่งนัก..
พี่สาวคนนั้นถึงได้จงรักภักดีต่อตัวแม่หญิงถึงเพียงนี้”
ไม่รู้ว่าพวกนายรู้สึกเหมือนกันไหม
ทำไมผมถึงรู้สึกว่า 'ดียิ่งนัก' ที่มันพูดนั่นไม่ใช่คำชม
แถมมันยังไม่วาย..
เพื่อนหน้าขนของผมมันได้หันไปขยิบตาให้นามิ ราวกับกำลังเย้ยหยัน
ซากิยังไม่พูดอะไร..
แต่ดวงตาของเธอฉายแววไม่พอใจปนระอาชัดเจน
ส่วนเ้าซุนโหวหวังน่ะเหรอ..
มันพูดต่อหน้าตาเฉย
“แม่มาที่เมืองนี้
หมายความว่าแม่คงมาสมัครเข้าสำนักสี่ขุนเขา..
พูดให้ถูก..
แม่คงมาตาม 'คู่หมั้น' ของแม่เป็แน่?”
คำว่า 'คู่หมั้น' นี่แหละครับ ที่ลากทุกคนในระยะหูได้ยินให้ตั้งใจฟังต่ออัตโนมัติ รวมถึงผมด้วย
“แม่คงไม่รู้ว่า ‘พ่อหม่า’ ลงสมัครประลองศึกทลายขุนเขาในปีนี้
หากพ่อหม่าชนะการประลองในวันนี้ได้
พ่อหม่าก็จักได้เป็ศิษย์ของสำนักสาขาหลัก
แลวันรุ่งก็จะเดินทางออกในทันที”
ในตอนที่โหวหวังพูดออกไปแบบนั้น..
ผมมองเห็นชัดเลยว่าหน้าของซากิเจื่อนลงยังไง
ความหยิ่งทะนงเมื่อครู่เหมือนละลายไปกับอากาศ
“เ้าว่าอะไรนะ!!
พี่หม่ากำลังจะกลายเป็ศิษย์ของสาขาหลัก!?”
“มิผิด..
แค่เพียงเขาชนะได้รอบเดียว ก็จักผ่านเข้าเป็ศิษย์สำนักสาขาหลัก วันพรุ่งเขาก็จักเดินทางไปที่สาขาหลักในทันที
ฉันเกรงว่าแม่จักมาช้าไปหนึ่งปี...”
ผมมองหน้าเ้าลิงหน้าขนที่ยืนผายมือประกอบคำพูดไปทางด้านหลังอย่างกับมันเป็เ้าบ้านเมืองนี้
โอเค..
มันก็เป็เ้าบ้านจริง ๆ แหละ ก็ลูกเ้าเมืองนี่นา
แต่คำพูดของมันเนี่ย..
แรงใช้ได้เลยนะ
“หากแม่อยากคุยกับฉัน..
ฉันก็มิว่าแม่ดอก..
มีคนงามเยี่ยงแม่ยืนเคียงเช่นนี้ หาเลยซุนโหวหวังผู้นี้จักปฏิเสธ
แต่..
ฉันเกรงว่าหากแม่ยังมัวเสียเวลากับฉัน..
ดูจากจำนวนคนที่ยิ่งดูยิ่งมาก..
แม่คงหมดโอกาสที่จักได้คุยกับคู่หมั้นของแม่เอาหนา..
มิเสียดายหรอกหรือ?”
เพื่อนของผมพูดจบ ผมก็เห็นกับตาเลยครับว่าหน้าผากของยัยคุณหนูซากินั่นเริ่มย่น
เธอยืนขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินพรวดออกไปโดยไม่พูดลาสักคำ
พี่ ๆ น้อง ๆ ของเธอก็ตามกันแจเหมือนขบวนราชรถ
แน่นอน..
ผมกับซุนโหวหวังหายใจโล่งอกแทบพร้อมกัน
เ้าคนหน้าคล้ายลิงมันถึงกับยกมือขึ้นปาดเหงื่อจากหน้าผากตัวเอง แล้วหันกลับไปยังทางที่มันเคยป้อคำหวานใส่ผู้หญิงคนก่อนหน้าแทบจะในทันที
“สรุปว่าแม่หญิงช่อมาลี..
ชื่อของแม่..
เอ๊ะ
แม่หญิงเธอนั้นไปไหนแล้ว!!?"
ซุนโหวหวังถึงกับเหลือกตาหันมองมาถามผม
ผมนี่แทบหลุดขำ
“นางไปนานแล้ว..
แค่เ้าหันหลัง..
นางก็รีบวิ่งหนีไปแล้ว!”
“ทะ...ทะ...ทำไมเอ็งไม่รั้งเธอเอาไว้!!”
มันหันมาโวยวายผม
ท่าทางของมันดูโกรธจัด ต่างจากตอนที่ถูกดาบชี้หน้าอย่างลิบลับ
ผมยักไหล่
“รั้งทำไมล่ะ
เป็ข้า...ข้าก็ไม่อยู่หรอก
ถ้าข้าไม่ใช่สหายเ้า เจอลูกผู้นำตระกูลห้าเสาหลักสองคนมายืนตีคารมกันกลางลาน คนธรรมดาที่ไหนจะกล้าอยู่เงียบ ๆ ต่อ?”
เ้านั่นทำหน้ามึน ๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ผมจะถามต่อแบบตรง ๆ
“ว่าแต่โหวหวัง..
เ้ามีเื่อะไรกับยัยคุณหนูอะไรนั่น?
ข้าดูแล้วนางดูไม่เป็มิตรกับเ้าสักเท่าไรเลยนะ”
ส่วนคำตอบที่ได้? ก็ตามคาด...
“ฉันหรือมีปัญหากับแม่หญิงซากิ?
ไม่...ไม่...ไม่...เกลอเอ๋ย
เอ็งยังรู้จักฉันไม่มากพอ
ฉันออกจะเอ็นดูทะนุถนอมแม่หญิงทุกนางราวกับดอกฟ้า
ฉันจะไปสร้างความรำคาญใจหรือก่อเื่กับแม่หญิงได้อย่างไร..”
ผมมองมันด้วยคิ้วที่ผูกเป็ปม
ผมนี่เอือมในความภาคภูมิใจของหมอนี่แบบสุด ๆ
ถ้าบอกว่าผมคือะเิเวลาเคลื่อนที่..
หมอนี่ก็ไม่ต่างกับดินะเิที่วิ่งรับแสง..
ผมมองมันพลางเลิกคิ้วขึ้นช้า ๆ
ก็เข้าใจนะว่าซุนโหวหวังมันเป็คนเฟรนด์ลี่..
แต่ให้ตายเถอะ..
ขนาดเฟรนด์ลี่กับแมวข้างทางยังต้องมีขอบเขตบ้าง ตลอดทางเดินจากประตูเมืองมาถึงตรงนี้ ผู้หญิงนับไม่ถ้วนที่มันทิ้งรอยยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยไว้ให้
ถ้าไม่ใช่เพราะมันแซ่ว่าซุนนะ..
ผมว่าแก้มมันโดนตบจนไม่เหลือที่ให้บวมไปแล้วแน่ ๆ
และถ้าคิดว่าแค่นั้นยังไม่พอ..
มันยังกล้าไปเลียปากใส่อุสางิซากิอีก
เพื่อนของผมคนนี้เนี่ย..
ไม่ใช่ธรรมดาเลยจริง ๆ
เห้อ..
“แล้วเหตุใด... นางถึงได้ไม่ชอบหน้าเ้าขนาดนี้ล่ะ?” ผมถามมันด้วยเสียงนิ่งที่สุดที่พอจะทำได้
“จะไปรู้รึ!!
ฉันนี่เป็มิตรกับแม่หญิงช่อชบาทั่วแผ่นดิน ทุกวันนี้ฉันยังถามตัวเองอยู่เลย
ว่าเพราะอะไร..
เธอถึงไม่พอใจฉัน..”
มันตอบพร้อมทำหน้าใสซื่อจนผมอยากหาน้ำมนต์มาพรมมันสักขัน
แต่มันก็พูดต่อ
“แต่เอาเถิด..
ดีแล้วล่ะที่แม่ซากิเกลียดฉัน..
เพราะถ้าเธอชอบฉันขึ้นมาเมื่อไหร่..
ฉันคงขวัญหายไปกระเจิง”
มันยักไหล่แล้วทำท่าราวกับคนเพิ่งรอดตายจากคุกใต้ดินมา
“ท่าอย่างนี้..
มีเื่ให้สอดใช่ไหม?”
ผมพึมพำแล้วเอื้อมมือไปกอดคอมัน
“เหลามาให้แหลมเลยพ่อหน้าขน!
แต่เล่าด้วยเดินไปด้วยนะ!!
ข้าไม่อยากแก่รากงอกอยู่ที่นี่!!!
แล้วขอร้องล่ะ..
หยุดแจกดอกไม้ให้สาว ๆ สักที!!”
มันหัวเราะเบา ๆ แล้วเริ่มเอ่ยเสียงกระซิบ
“เมื่อครู่เอ็งก็คงได้ยินแล้ว..
แม่หญิงซากิ..
เธอน่ะ!!
มีคู่หมั้นแล้ว”
ผมพยักหน้ารับคำ
“อ้ายคนนั้นชื่อ หม่า เฟย
เป็ลูกชายของท่านเ้าคุณ หม่า เหวิน ท่านเ้าคุณเมืองพยศอาชา”
พอได้ยิน..
ผมก็ได้แต่กลอกตาเล็กน้อย
“โอเค...
อีกหนึ่งลูกผู้นำตระกูลเสาหลักอีกคน
อะ.. เหลาต่อเลยพวก”
“ใช่แล้ว...”
โหวหวังถอนใจยาวก่อนจะเอ่ยต่อ
น้ำเสียงคราวนี้ฟังดูปนหมั่นไส้ไม่เบา
“พ่อเฟยนั้นมีสถานะไม่ต่างกับฉันเลย..
เป็ลูกเ้าเมืองแลเป็ว่าที่เ้าสกุล แถมมันคนนั้นก็ไม่ธรรมดา”
ฟังมาถึงตรงนี้ ผมเริ่มขมวดคิ้ว
แน่นอนล่ะ..
ถ้ามีใครสักคนที่ทั้งรวย ทั้งมีอำนาจ แล้วดันพร์ทะลุเพดานด้วย
นั่นมันตัวเอกในนิยายไม่ใช่เหรอ!?
“สิบสองปีปลุกพลังสถิตได้ สิบสามสอบเข้าสำนักนี้ได้ด้วยคะแนนสูงสุด สิบแปดปีฝึกถึงขั้นััสรรพวิถีขั้นปลาย”
เข้าใจเลยว่าทำไมโหวหวังถึงได้ทำหน้าหนักใจขนาดนี้
ขนาดผมเองที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยยังรู้สึกเหมือนโดนกระชากความมั่นใจเบา ๆ
“แน่นอน..
อ้ายคนนี้ไม่ธรรมดาทั้งตำแหน่ง หน้าตา หรือพร์ของมัน
เรียกได้ว่าสูงส่ง
ไม่แปลกหรอกที่จะมีแม่หญิงพากันมาต่อแถวอยากหัวใจอ้ายหม่าเฟยกันให้ควั่ก”
พอพูดถึงตรงนี้..
เพื่อนหน้าขนของผมก็พูดพลางยกนิ้วขึ้นมา เป็นิ้วก้อยที่ถูกนิ้วโป้งกดทับเอาไว้ที่ส่วนปลาย
“หน้าตามันก็..
ดีกว่าฉันนิดหน่อยเท่านั้นแล!”
ผมเลิกคิ้วขึ้นแล้วถอนใจอย่างเบื่อหน่าย
“เออ ๆ นายมันหล่อที่สุดในแผ่นดินแล้วก็ได้
ถ้ามันคือที่หนึ่ง!
นายก็คือที่สองแบบไม่มีใครได้ที่หนึ่งครึ่ง..
แล้วแต่เลยพ่อรูปหล่อ
แต่พูดจริง ๆ เถอะ
จากที่เ้าว่ามาทั้งหมดน่ะ
ก็ยังไม่เห็นเลยว่าตรงไหนที่ทำให้แม่นางอุสางิดูน่ากลัวตรงไหน?”
ซุนโหวหวังหรี่ตา..
ทำหน้าแบบคนที่รู้ดีว่ากำลังจะเล่าอะไรโคตรเข้มข้นให้ผมฟัง แล้วเขาก็เริ่มเลยโดยไม่ต้องมีใครจุดธูป
“เื่มันเกิดเมื่อหกปีก่อน...”
ใช่ครับ..
นี่คือประโยคเริ่มต้นที่คลาสสิกของคนที่กำลังจะเล่าอะไรดราม่าหนัก ๆ
“ตอนนั้นท่านเ้าคุณหม่าส่งเทียบเชิญไปทั่วอาณาจักร
เรียกให้คนมาร่วมเป็สักขีพยานในการปลุกพลังสถิตร่างของหม่าเฟยในวัยสิบสองปี”
มันว่าแบบนั้น..
แล้วผมก็แอบคิดในใจว่า อายุสิบสอง.. ตอนผมอายุสิบสองยังเล่นลิงชิงบอลอยู่เลย
“แล้วในงานนั่นแล..
คือครั้งแรกที่ฉัน หม่าเฟย แล้วก็แม่หญิงซากิได้เจอกัน
เอ็งก็คงเดาได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้น...”
มันพักหายใจนิดนึงเพื่อให้ผมมีเวลาคาดเดา (ซึ่งไม่ยาก) ก่อนจะพูดต่อ
“ใช่..
แม่หญิงซากิต้องใจหม่าเฟยเข้าเต็มรัก”
โอเค.. ผมเริ่มเห็นภาพแล้ว..
ไม่ใช่ภาพรักหวานแหววอะไรหรอก
แต่เป็ภาพวังวนดราม่าขนาดย่อมที่กำลังจะะเิ
“แต่มันไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่ต้องใจอ้ายหม่าเฟย
ในงานนั้นยังมีแม่หญิงนางหนึ่งชื่อ ทง ซากุระ ลูกสาวของแม่เมืองชมดารา
สถานะของนางใช่ว่าขี้ริ้วขี้เหล่
สกุลทงมีสถานะต่ำกว่าตระกูลห้าเสาหลักแค่ครึ่งข้อ
แต่ที่สำคัญ..
หม่าเฟยดูจะคุยถูกคอกับแม่หญิงซากุระมากเป็พิเศษ
หลังงานจบ...”
โหวหวังพูดเสียงเบาลงเล็กน้อย..
แต่ความหม่นเริ่มพวยพุ่งมาแล้ว
“ขบวนของแม่เมืองชมดาราก็ถูกโจมตี ตายยกคณะ ไม่มีใครรอด
แม้แต่แม่เมือง ทง ยูอิ ที่เก่งระดับปลาย่ชั้นเข้าถึงก็ไม่รอด”
ผมเริ่มรู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัดในตอนที่ฟัง
“แลที่สำคัญคือ…”
ซุนโหวหวังหันมามองผมตรง ๆ
“เื่ที่เกิดขึ้น..
ไม่มีการสืบสวน ไม่มีใครตามล่า ไม่มีแม้แต่ข่าวลือว่าใครทำ ทั้ง ๆ ที่เมืองชมดารานั้นเป็เมืองอนุภายใต้สกุลศศะโดยตรง!
เอ็งลองครวญดู..
คนระดับนั้นตายสิ้นยกสกุล..
แต่คนของสกุลศศะกลับนิ่งเฉยได้อย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เอ็งคิดว่าเยี่ยงไรเล่า..
เกลอ?”
ผมเลิกคิ้วขึ้นช้า ๆ อีกครั้ง สายตานี่แบบ..
“เ้ากำลังจะบอกว่า..
เื่นั้น..
มันไม่ใช่อุบัติเหตุ?”
“เอ็งว่าไงเล่าเกลอ?”
โหวหวังหันมามองผมนิ่ง ๆ พร้อมกับยักไหล่เบา ๆ
“ฉันไม่ได้กล่าวหา..
แต่ทุกอย่างมันลงตัวกันแบบพอดี ฉันก็เลยอดคิดไม่ได้”
ผมพยักหน้าเบา ๆ สายตาจ้องเขม็งไปข้างหน้า ผมกำลังพยายามเรียบเรียงสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
อุสางิซากิ… ตกหลุมรักหม่าเฟย
ทงซากุระ… ดูเหมือนจะเป็คนคุยตัวเต็ง
หลังจบงาน… คนตระกูลทงก็ถูกกวาดเรียบ
แล้วคนสกุลศศะที่ควรจะเป็เ้านายของตระกูลทงกลับนิ่งเฉย...
โอ้โห..
นี่มันไม่ได้แค่ไม่น่าคบแล้วนะโหวหวัง..
นี่มันน่าสยองสุด ๆ ไปเลยไม่ใช่หรอ!
เหมือนพวกตัวอิจฉาในละครน่ะ!