ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 56 สาหร่าย
เมื่อกินข้าวเสร็จจางหย่งก็พาเด็กๆ แวะไปร้านขายผ้าตระกูลหลัว นำแตงโมอีกลูกที่มีไปให้หลัวเลี่ยงหรูเพื่อเป็นสินน้ำใจและผูกสัมพันธ์ทางการค้า
หลัวเลี่ยงหรูที่ได้ยินว่าจางหย่งมาก็ดีใจเป็นอย่างมาก นางมีเรื่องที่คิดไม่ตก อยากหารือกับเขาอยู่พอดี นางจึงได้สั่งพนักงานในร้านว่าหากจางหย่งมาให้พามาหานางที่ห้องนี้ได้ทันที
"คุณชายอี้ เชิญทางนี้เจ้าค่ะ"
จางหย่งพาเด็กๆ ทั้งสี่เดินตามพนักงานคนหนึ่งเข้าไปในห้องส่วนตัวที่เคยมาครั้งก่อน
เด็กๆ ทั้งสี่ทำความเคารพหลัวเลี่ยงหรูอย่างรู้ความ หลัวเลี่ยงหรูที่นั่งรออยู่ด้านในถึงกับเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นเด็กเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง จากสามเป็นสี่คน อย่าบอกนะว่าเขามีลูกสี่คนแล้ว นางได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ
"คุณหนูหลัว พอดีข้าผ่านมาในเมืองเลยเอาแตงโมมาฝากท่าน หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจ"
"ขอบคุณท่านมาก"
หลัวเลี่ยงหรูมองไปที่ของฝากในมือ นางเองก็เคยได้ยินชื่อผลไม้ชนิดนี้มาอยู่บ้างแต่ยังไม่เคยได้ลิ้มลอง นางจึงสั่งสาวใช้นำไปวางไว้ด้านข้าง ก่อนจะหันไปเอ่ยกับจางหย่งว่า
"คุณชายมาได้จังหวะพอดี ข้ามีเรื่องกำลังมีเรื่องอยากหารือท่านอยู่เลย"
"คุณหนูมีเรื่องอันใดหรือ"
"พอดีว่าเสี่ยวเฟินซื่อนำชุดชั้นในไปลองใส่แล้วเกิดปัญหาว่ามีขนาดเล็กเกินไป ข้าเลยคิดจะใช้วิธีวัดรอบตัวของผู้ซื้อ แล้วทำการตัดทีละตัว แต่ทำเช่นนั้นก็ใช้เวลานานเกินไป อีกทั้งเหล่าฮูหยินทั้งหลายที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองซื้อชุดชั้นในก็ไม่ยอมมาวัดตัว ทำให้ยอดจองเยอะก็จริงแต่ยอดขายกลับยังไม่ถึงไหนเลย"
หลัวเลี่ยงหรูเอ่ยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จางหย่งฟัง จางหย่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว เขาลองนึกถึงชุดชั้นในยุคสมัยที่เขาเคยอยู่ ขาพอรู้ว่าขนาดแบ่งเป็นคัพ มีตั้งแต่AถึงZ เลยใช่ไหมนะเขาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่สมัยนี้คงเป็นไปไม่ได้ที่จะแบ่งชุดชั้นในเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ดังนั้นจางหย่งจึงมองไปรอบๆ ก่อนจะได้ความคิดดีๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
"คุณหนู ท่านอาจจะลองทำเป็นขนาดมาตรฐานที่แบ่งตามของที่มี อย่างเช่น ถ้วยชา ถ้วยข้าว ถ้วยแกง แตงโม และขนาดพิเศษสามารถทำให้ถ้วยข้าวธรรมดากลายเป็นถ้วยข้าวเสี่ยวเหมาได้ ดีหรือไม่"
ดวงตาของหลัวเลี่ยงหรูเป็นประกายขึ้นมาทันที เหตุใดนางถึงคิดไม่ถึงมาก่อนนะ หากทำเป็นขนาดมาตรฐานแล้วให้ลูกค้าเลือกตามขนาดที่สบายตัว แบบนี้นางก็ไม่ต้องมานั่งวัดและตัดเย็บเพื่อให้พอดีกับลูกค้าอีก หลัวเลี่ยงหรูนับถือในความคิดของจางหย่งในใจ แต่มีบางอย่างที่นางยังคงสงสัยจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"แล้วขนาดพิเศษที่จะทำให้ถ้วยแกงธรรมดากลายเป็นถ้วยข้าวเสี่ยวเหมาต้องทำอย่างไรงั้นหรือ"
"เอ่อ... เรื่องนี้ไว้ข้าค่อยอธิบายให้ท่านฟังในภายหลังก็แล้วกัน"
จางหย่งที่รู้สึกว่าเด็กๆ เริ่มสนใจการสนทนาของพวกเขาจึงหยุดเอาไว้เพียงแค่นี้ก่อน เด็กทั้งสี่ล้วนเป็นเด็กผู้ชาย การคุยเรื่องสรีระของสตรีคงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก แม้หลัวเลี่ยงหรูจะรู้สึกเสียดาย แต่นางก็รู้สึกเช่นเดียวกับจางหย่ง เด็กทั้งสี่รู้สึกจะสนใจสินค้าที่กำลังหารือกัน หากเป็นสินค้าทั่วไปคงไม่เป็นปัญหา แต่นี่เป็นสินค้าเฉพาะสำหรับสตรี ทำให้นางหยุดการสนทนาไว้เพียงเท่านี้ และคุยเรื่องทั่วไปเล็กน้อย ก่อนที่จางหย่งจะขอตัวกลับบ้าน เพราะเขามีนัดกับผู้อาวุโสหลิวในช่วงปลายยามเว่ย
เมื่อจางหย่งจากไปหลัวเลี่ยงหรูได้เดินไปดูห้องตัดเย็บเสื้อผ้าในส่วนที่ตัดเย็บชุดชั้นใน นางลองนำสิ่งของที่จางหย่งแนะนำมาวางเรียงกันเพื่อดูขนาด เรียงจากเล็กสุด คือถ้วยชา ตามมาด้วยถ้วยข้าว ถ้วยแกง และแตงโม หากตัดเย็บตามนี้น่าจะมีขนาดเหมาะสมพอดี เวลามีคนมาซื้อนางจะให้ใช้ชื่อเรียกขนาดตามของที่นำมาใช้ แต่แตงโมอาจต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เพราะแตงโมไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะรู้จัก ดังนั้นหลัวเลี่ยงหรูจึงเปลี่ยนจากแตงโม เป็นกะละมังแทน
หลังจากนั้น ผู้คนที่ได้ยินการสั่งตัดผ้าของร้านขายผ้าตระกูลหลัวต่างก็งุนงง เพราะบ้างก็สั่งว่า
"ฮูหยินขอถ้วยข้าวสีฟ้า"
"นายข้าอยากได้ถ้วยแกงสีชมพูอ่อน"
"ข้าอยากได้กะละมังสีแดง"
นี่มันร้านขายอะไรกันแน่ล่ะเนี่ย!?!
------
จางหย่งพาเด็กๆ ทั้งสี่ออกจากร้านขายผ้าตระกูลหลัว มุ่งหน้าเดินทางกลับบ้าน อาเฟยลูกชายคนโตที่ได้ยินการสนทนาของจางหย่งกับหลัวเลี่ยงหรูก็เอ่ยถามขึ้นว่า
"ท่านพ่อ สิ่งที่ท่านทำการค้ากับคุณหนูเจ้าของร้าน มันนำไปใช้อย่างไรหรือขอรับ"
"มันเป็นของสำหรับสตรี ลูกใช้ไม่ได้หรอก"
"มันใช้ใส่ตรงไหนหรือขอรับ เหตุใดข้าไม่เคยเห็นใครใส่เลย พวกเราเคยเห็นหรือไม่"
"ข้าไม่เคยเห็น"
"ข้าก็ไม่เคย"
จางหย่งถึงกับเหงื่อตก ขึ้นชื่อว่าชุดชั้นในมันก็ต้องใส่อยู่ข้างในน่ะสิ พวกเจ้าจะเห็นได้อย่างไร ลูกๆ ของเขายังเล็กเกินกว่าจะอธิบายเรื่องเหล่านี้หรือเปล่านะ จางหย่งคิดในใจ ขณะที่เขากำลังคิดไม่ตกว่าจะอธิบายหรือไม่อธิบายให้ลูกๆ ฟัง เสียงของอาฟงลูกชายคนเล็กก็ได้ดึงความสนใจของผู้คนไป
"สาหร่ายๆ"
จางหย่งมองตามนิ้วของอาฟงก็พบเข้ากับสาหร่าย... เอ๊ย!!...นั่นมันคนหมดสตินอนอยู่ข้างทาง เมื่อเห็นดังนั้นเขารีบวางเกวียนลงและเข้าไปช่วยทันที
ที่ตรงนี้เป็นทางกลับบ้านของจางหย่ง ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ หากอาฟงไม่สังเกตเห็นเข้า ตัวเขาเองก็แทบไม่เห็นเช่นกัน อาเฟยลูกชายคนโตที่เห็นบิดาเข้าไปช่วยคนหมดสติ ก็บอกให้น้องๆ นั่งบนเกวียนให้เรียบร้อย เพื่อรอบิดากลับมา หลิวจื้อกับอาฟู่วิ่งขึ้นไปนั่งบนเกวียนพร้อมอาฟงอย่างเชื่อฟัง อาเฟยที่เห็นเช่นนั้นก็วางใจรีบวิ่งไปช่วยบิดาอีกแรงทันที
เมื่อจางหย่งเข้ามาใกล้ๆ ก็พบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ เขาเข้าไปพลิกตัวบุรุษผู้นั้นขึ้นแล้วพบว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาที่มีนามว่าอี้กัง ที่พ่อบ้านตระกูลอี้บอกว่าเขาหายตัวไปนั่นเอง จางหย่งรู้สึกสองจิตสองใจ เขาควรจะช่วยหรือไม่ช่วยดี แต่เมื่อมองไปทางลูกๆ ของเขา จางหย่งก็ตัดสินใจได้ว่าต้องช่วยอี้กังขึ้นมาก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
อาเฟยที่ตามบิดาของเขามาเมื่อพบว่าคนที่นอนอยู่คืออี้กัง เขาถึงกับชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปช่วยบิดาพยุงอี้กังไปที่เกวียน เด็กๆ ทั้งสามเห็นบิดาพยุงคนมาที่เกวียนต่างก็ลุกขึ้นหลบไปด้านข้างอย่างรู้ความ อาฟงยังคงมองไปทางสาหร่ายอย่างสงสัย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า
"สาหร่าย เดินได้"
ตอนนี้ผมของอี้กังหลุดลุ่ยลงมาจนมองไม่เห็นใบหน้าของเขา ทำให้อาเฟยเรียกเขาว่าสาหร่าย จางหย่งที่กำลังตึงเครียดเรื่องของอี้กังถึงกับหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยกับลูกชายคนเล็กว่า
"อาฟงนี่คือคน ไม่ใช่สาหร่ายเสียหน่อยลูก"
อาฟงมองจางหย่งทีหนึ่งก่อนจะมองไปทางสาหร่ายของเขา และเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า
"ไม่ใช่ นี่สาหร่าย"
เฮ้อ...สาหร่ายก็สาหร่าย จางหย่งเลิกแก้ความเข้าใจผิดของลูกชายคนเล็ก ก่อนจะพาอี้กังมานอนที่เกวียน สภาพเสื้อผ้าของอี้กังส่วนใหญ่มีรอยไหม้เป็นจุดๆ แต่ตามเนื้อตัวนอกจากเขม่าควันสีดำ ไม่มีจุดใดที่ดูอันตราย แต่ก็ไม่อาจไว้ใจได้ ดังนั้นหลังจากจางหย่งพาอี้กังขึ้นมาแล้วก็รีบเข็นเขากลับไปที่บ้านทันที เพื่อนบ้านของเขาเป็นถึงหมอเทวดายิ่งไปถึงที่นั่นเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งปลอดภัยเร็วขึ้นเท่านั้น
แม้ว่าอี้กังจะชอบหาเรื่องจางหย่งอยู่เป็นประจำ แต่เพราะมนุษยธรรมในใจที่มี เขาจึงตัดสินใจช่วยเหลืออีกฝ่ายในตอนนี้ และอีกเรื่องที่สำคัญกว่านั้นคือเขาอยากสอนให้เด็กๆ รู้จักการปล่อยวางและให้อภัย หากเขาไม่ทำเป็นตัวอย่าง อนาคตไม่ว่าจะพร่ำสอนอย่างไรลูกๆ คงไม่มีทางจะเชื่อฟังอย่างแน่นอน