“เมื่อคิดว่าจะต้องเสียเจ้าไปใจข้าแทบแหลกสลายเลยรู้บ้างหรือไม่”เขมทัตพูดพลางประทับริมฝีปากบนหน้าผากของทีปกรด้วยความทะนุถนอมพร้อมกระชับอ้อมแขนนั้นให้แน่นขึ้นกว่าเดิมเพราะเกรงว่าจะเสียคนที่อยู่เบื้องหน้าไปอีก
“ผมก็เหมือนกันผมไม่อยากเสียคุณไป” เมื่อทีปกรนึกถึงช่วงเวลาที่ต้องสูญเสียเขมทัตไป นำใส ๆจากดวงตาก็ไหลออกมาอีกครั้งโดยที่ไม่สามารถกลั้นไว้ได้เสียงสะอึกสะอื้นร่ำไห้ดังออกมาไม่หยุด
ถ้าหากว่าคำหวานต่างๆ ที่เปล่งออกมาจากปากผู้ชายตรงหน้านี้เป็นน้ำผึ้งผสมยาพิษเจ้าตัวก็พร้อมที่จะดื่มมันเข้าไป และหากต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสอีกครั้งก็ขอยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นโดยไม่ร้องขอสิ่งใดเพราะรู้ดีว่าสักวันหนึ่งก็ต้องจากกันอยู่ดีเพียงแค่ตอนนี้ได้รักและมีความสุขกับชายตรงหน้าก็เพียงพอแล้ว
“ข้าอยู่ตรงนี้แล้วอย่าร้องไห้อีกเลยเด็กน้อยของข้า” ทั้งสองกอดรัดกันแนบแน่นกว่าเดิมเพราะไม่อยากแยกจากกันไปไหนอีก“ครั้งหน้า ข้าจะพาเจ้าไปยังที่ของข้าดีรึไม่เจ้าจะได้มิต้องเคลือบแคลงใจในตัวข้าอีก”
“อือ”ทีปกรพยักหน้าตอบรับทั้งที่ตนยังซุกอยู่ในอกอุ่นนั้น
“แต่ตอนนี้เจ้าคงต้องกลับไปยังที่ของเจ้าก่อนมิเช่นนั้นเจ้าอาจจะกลับบ้านไม่ทัน”
วันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 19.56 น.
“พ่อหนุ่มๆ” แว่วเสียงดังมาจากที่ไกล ๆ ทำให้ทีปกรต้องลืมตาขึ้นปกติการงีบหลับในรถจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียเป็นอย่างมากแต่ครั้งนี้ต่างออกไปตรงที่รู้สึกสดชื่นและอาการเหนื่อยล้าจากการที่ไม่ได้พักผ่อนมาหนึ่งคืนก็หายเป็นปลิดทิ้งแขนทั้งสองข้างยกขึ้นบิดขี้เกียจขวาทีซ้ายทีโดยอัตโนมัติ
“เฮ้ย!”ทีปกรสะดุ้งโหยงเมื่อต้องมาประจันหน้ากับคุณป้าท่าทางใจดีซึ่งเป็นผู้คอยเก็บเงินและตรวจความเรียบร้อยบนรถโดยสารหวานเย็นคันนี้
“รถหมดระยะแล้วนะจ๊ะพ่อหนุ่ม”ชายหนุ่มร่างบอบบางกระเด้งขึ้นจากเบาะที่ตนนั่งจนทำให้ป้าที่อยู่ด้านข้างต้องถอยผละออกไปเล็กน้อย
“เอ่อ…ขอโทษครับป้า รถเที่ยวสุดท้ายที่เข้ากรุงเทพฯ ออกกี่โมงครับ”ทีปกรถามอย่างลุกลี้ลุกลนทั้งยังมองออกไปด้านนอกด้วยความเป็นกังวลเพราะความมืดได้เข้าปกคลุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“สองทุ่มจ้ะ”ทีปกรก้มลงดูนาฬิกาข้อมือของตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ไม่ทันจนได้กว่าจะเดินไปถึง” เจ้าตัวได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจพักที่นี่สักคืน“แล้วแถวนี้มีที่พักใกล้ ๆ ท่ารถตู้ที่จะเข้ากรุงเทพฯ ไหมครับ”
“ก็โรงแรมวาอินอินไงมีตรงนั้นที่เดียวนั่นแหละที่ใกล้สุด” ผู้ชายจากด้านหน้ารถตะโกนแทรกเข้ามาด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจสักเท่าไรนัก
“เออใช่อยู่ไม่ไกลจากท่ารถหรอกจ้ะ เดินไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว”ป้าพูดสำทับขึ้นและกระซิบกับชายหนุ่มร่างบอบบางในประโยคสุดท้าย“อย่าถือสาลุงแกเลยนะที่พูดตะคอกเมื่อกี้ สงสัยคงจะโมโหหิว”ทีปกรพยักหน้าให้ป้าหงึก ๆ ก่อนจะกล่าวขอบคุณเสียงดังเพื่อให้คนที่อยู่ด้านหน้าได้ยินด้วยและรีบลงจากรถไป
ท่ารถประจำทางหวานเย็นที่วิ่งเฉพาะในจังหวัดกับท่ารถตู้ที่จะเข้ากรุงเทพฯ อยู่ไม่ห่างกันมากนักจึงทำให้ทีปกรพอจะเดินไปได้ แต่ก็ต้องแวะกินข้าวเพิ่มพลังก่อนที่จะไปตามหาโรงแรมเจ้าตัวถามคนที่ผ่านไปผ่านมาตลอดเส้นทางกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงป้ายชื่อโรงแรม
‘โรงแรมวาอินอิน’ทีปกรเงยหน้ามองป้ายชื่อโรงแรมซึ่งทางเข้ามีเพียงไฟกะพริบแค่ตัวหนังสือบางตัวเท่านั้นเมื่อชะโงกเข้าไปด้านในก็พบเพียงแสงไฟสลัว ๆ ตรงไปสุดลูกหูลูกตาตลอดทางเข้าโรงแรม
“มีที่นี่ที่เดียวใช่ไหมเนี่ยอย่างกะโรงแรมผีสิง” ชายหนุ่มร่างบอบบางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะกล้า ๆ กลัว ๆเดินเข้าไปในโรงแรม ฝั่งขวานั้นมีเพียงไฟที่เปิดแค่บางดวงส่วนฝั่งซ้ายเป็นเพียงห้องแถวชั้นเดียวเรียงรายติด ๆกันและมีม่านสีเทาปิดกั้นตลอดเส้นทางที่เดินเข้ามา
“นี่มันโรงแรมอะไรวะเนี่ยทำไมมันเงียบจังเลยวะ ไม่มีพนักงานต้อนรับเลยรึไงเมื่อไรจะถึงเคาน์เตอร์บริการลูกค้าวะ” ทีปกรบ่นพึมพำกับตัวเองไปตลอดเส้นทางกระทั่งมาหยุดกึกเมื่อแสงจากกระบอกไฟฉายส่องเข้าหน้า
“สวัสดีครับคุณลูกค้าชั่วคราวหรือค้างคืนดีครับ”