บทที่ 30 คุณแม่ของไป๋เค่อเค่อ
ฉินเจินอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมา เธอซบไหล่เขาหลับเป็นตายภายในเวลาไม่กี่วินาที
ความรวดเร็วขนาดนี้ช่างน่าทึ่งมาก
แต่ก็ไม่มีใครรบกวนเธอ แม้แต่เซี่ยจ้งก็ยังให้คนอื่น ๆ เบาเสียงลง
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ที่ค่ายทหารประจำเมือง
“ผู้กองเสิ่น มีพัสดุสำหรับคุณ”
เสิ่นซิวหนานเพิ่งกลับมาจากปฏิบัติภารกิจได้ไม่นาน เขาก็ถูกเรียกตัว พัสดุสี่เหลี่ยมถูกส่งมาอยู่ในมือของเขา
ชายหนุ่มสวมเพียงเสื้อกล้ามสีดำ กางเกงขายาวสีเขียวทหาร ยืนตัวตรง พลางเขย่ากล่องในมือเบา ๆ
“ของผม?”
เขาเหลือบมองที่อยู่บนกล่อง มันเป็นของเขาจริง ๆ ส่งมาจากคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น
ตอนนี้นอกจากเจ้าเด็กเสิ่นมู่เหยี่ย ก็ไม่มีใครอยู่ที่นั่นแล้ว
เขาหอบกล่องกลับหอพัก เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเอาผ้าขนหนูพาดบ่า เดินเข้ามาหา
“อะไรน่ะ? ที่บ้านนายมีคนส่งของมาให้ด้วยเหรอ?”
เป็นเรื่องแปลกจริง ๆ
แม้ว่าครอบครัวของเสิ่นซิวหนานจะมีพี่น้องหลายคน แต่ทุกคนก็เป็นผู้ชาย ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันของเสิ่นซิวหนาน เขาจึงต้องจัดการชีวิตตัวเองทั้งหมด
หลังจากที่แม่ของเขาเสียไป ก็ไม่มีใครส่งของมาให้เขาอีกเลย
“ขอดูหน่อย ๆ”
เพื่อนร่วมห้องหลายคนดูตื่นเต้น เสิ่นซิวหนานเลยสนองความอยากรู้อยากเห็นให้พวกเขา
ระหว่างที่เพื่อน ๆ กำลังดูของที่ส่งมา เขาก็หยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน
พออ่านจบ เขาก็ถึงบางอ้อว่าใครเป็นคนส่ง มันคือคุณย่าที่เขาไม่เคยเจอหน้ามาก่อนนั่นเอง
เสิ่นซิวหนานเลิกคิ้วขึ้น ไม่รู้ว่าคุณย่าคนนี้ต้องการอะไรกันแน่
ในตอนนี้ เสิ่นซิวหนานยังไม่รู้ว่าคุณย่าของเขาเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย ๆ อายุสามขวบเท่านั้น
เสิ่นควานไม่ได้พูดอะไร เขาแค่อยากเห็นปฏิกิริยาของลูกชาย หลังจากได้เห็นหน้าคุณย่าตัวน้อยด้วยตาตัวเอง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย ลูกอมช็อกโกแลตเหรอ หรือว่าลูกอมน้ำตาลกัน?”
“ทำไมฉันได้กลิ่นยา?”
“บนขวดมีฉลากอธิบายอยู่นะ”
พวกชายหนุ่มหัวเกรียนหลายคนพากันมุงดู
“ยาห้ามเลือด ยาฟื้นฟูพลัง ฝั่งนี้ก็เป็นยาเม็ด ชื่อคล้าย ๆ กันหมดเลย”
เสิ่นซิวหนานยกจดหมายในมือขึ้น “ในนี้บอกว่า ยา ‘ตัน’*[1] ดีกว่ายา ‘หวัน’*[2] มาก”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน เสิ่นซิวหนานบิดขี้เกียจพลางพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “พวกนายเชื่อเหรอ? ส่วนฉันไม่เชื่อหรอก”
“แต่นี่ไม่ใช่ญาติฝั่งบ้านนายส่งมาเหรอ? ใครจะรู้บางทีอาจจะใช้ได้จริง ๆ ก็ได้”
เสิ่นซิวหนานพูดขึ้น “คุณย่าที่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านทำอะไรอยู่”
“เฮ้ย ไม่เชื่อก็ต้องลองดูสิ ถึงรู้! บังเอิญภารกิจนี้ฉันโดนเล่นงานมา ร่างกายยังไม่หายดี ยังพันแผลอยู่เลย เอามาให้ฉันลองหน่อยสิ”
ด้วยความสงสัย หลี่หรงจึงหยิบยาฟื้นฟูพลังที่อยู่ในมือเข้าปาก
เสิ่นซิวหนานอุทานออกมาว่า “เวรเอ๊ย! นายนี่มันหมูชัด ๆ กินเข้าไปได้ยังไง”
ทันใดนั้นหลี่หรงก็ส่งเสียง ‘อื้อ’ ทุกคนที่อยู่รอบข้างพากันตึงเครียดขึ้นมาในทันที
“เป็นไง เป็นไงบ้าง!”
หลี่หรงลูบหัวตัวเองพลางพูดว่า “เอ่อ...รสชาติใช้ได้นี่หว่า ฮ่า ๆ”
ทุกคน “...”
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หลี่หรงกินยาเข้าไปแล้วก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ทุกคนจึงคิดว่ายาปริศนานี่คงจะเป็นลูกอมที่คุณย่าของเสิ่นซิวหนานส่งมาให้
……
เมื่อเสิ่นจืออินและคนอื่น ๆ กลับมาถึงในเมือง ก็ปาเข้าไปตีสี่ครึ่งแล้ว เหล่าสายตรวจต่างทำงานกันอย่างหนัก ไม่มีใครได้นอนหลับเลยสักคน เพราะคดีนี้นับว่าเป็นคดีใหญ่
ที่สำคัญที่สุดคือ คดีใหญ่ขนาดนี้ พวกเขากลับสามารถจับกุมคนร้ายได้ทั้งหมดภายในวันเดียว
ประสิทธิภาพระดับนี้ ไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต
มีเพียงเสิ่นจืออินเท่านั้นที่นอนหลับสบายอยู่ในห้องนอนของฉินเจิน
สิ่งแรกที่เธอทำหลังจากตื่นขึ้นมาคือการเติมนมในขวดให้เต็ม
ฉินเจินเตรียมไว้ให้เธอเรียบร้อยแล้ว
นี่คือผู้มีพระคุณคนสำคัญ จะยอมให้ลำบากไม่ได้เด็ดขาด
“อ้อจริงสิ พบแม่ของไป๋เค่อเค่อแล้วล่ะ”
ไป๋เค่อเค่อซึ่งร้อนใจรอมาทั้งวันทั้งคืน เมื่อได้ยินแบบนั้นจึงอ้อนวอนให้เสิ่นจืออินปล่อยเธอออกไป
เสิ่นจืออินเองก็ไม่ได้ขัดขวาง
ทันทีที่ไป๋เค่อเค่อออกมา อุณหภูมิโดยรอบก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ถึงแม้จะเคยเจอมาแล้วสองครั้ง แต่ร่างกายของฉินเจินก็ยังแข็งทื่ออย่างไม่รู้ตัวเมื่อเผชิญหน้ากับไป๋เค่อเค่อ
“แม่ของฉันอยู่ไหน?” เสียงนั้นลอยเข้ามาในหูของเขา
“เอ่อ...เชิญทางนี้”
แน่นอนว่าการพาไป๋เค่อเค่อไปเพียงลำพังนั้นไม่ปลอดภัย ดังนั้นฉินเจินจึงไม่ลังเลที่จะก้มลงอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นมา
พาเธอไปด้วยแบบนี้ปลอดภัยกว่า
แม่ของไป๋เค่อเคอสภาพจิตใจย่ำแย่มาก เธอคือผู้หญิงที่เคยตะโกนว่าชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวหยางติดยาเสพติดนั่นแหละ
คนที่ถูกช่วยเหลือออกมาส่วนใหญ่ถูกพาตัวส่งโรงพยาบาล ในตอนนี้แม่ของไป๋เค่อเค่อมีอาการคลุ้มคลั่ง หัวเราะและกรีดร้องเป็นระยะ
เธอสวมชุดคนไข้ ทั้งผมและร่างกายสะอาดสะอ้าน เห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลจากพยาบาลเป็นอย่างดี
ทันทีที่ไป๋เค่อเค่อเห็นหน้าแม่ เธอก็วิ่งเข้าไปหา น้ำตาไหลพราก
เสิ่นจืออินคว้าตัวเธอไว้
“ปล่อยฉัน ปล่อยฉัน...”
ไป๋เค่อเค่อเกือบจะคลั่ง
“เธออยากให้แม่ของเธอตายหรือไง” เสิ่นจืออินเอ่ยตำหนิเสียงดัง ทั้งที่ยังคงเป็นเสียงใส ๆ ของเด็ก
คนกับผีแตกต่างกัน ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาอยู่ในสองโลกที่ต่างกัน
แต่เป็นเพราะผีมีพลังหยินติดตัว ซึ่งพลังหยินนี้ไม่ถูกกับพลังของคน ถ้าถูกพลังหยินรบกวน คน ๆ นั้นจะเจ็บป่วยได้ง่าย ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต
หลังจากโดนดุไป สีหน้าของไป๋เค่อเค่อก็สงบลง เธอจ้องมองเสิ่นจืออินพร้อมกับแววตาอ้อนวอน
“รอไปก่อน ใครห้ามไม่ให้เธอเข้าใกล้” เสิ่นจืออินเบ้ปาก
เธอค้นหากระเป๋าอยู่นาน ก่อนจะหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมา แล้วนำไปติดที่ตัวของไป๋เค่อเค่อ
ทันใดนั้น พลังหยินรอบ ๆ ตัวของไป๋เค่อเค่อก็ถูกสะกดเอาไว้
“เอาล่ะ แบบนี้ก็ได้แล้ว”
ปกติเธอไม่ค่อยได้ใช้ยันต์แบบนี้เท่าไหร่ แผ่นนี้เป็นแผ่นสุดท้ายที่เธอมี
ไป๋เค่อเค่อจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้นอย่างระมัดระวัง
ถึงแม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะมองไม่เห็นไป๋เค่อเค่อ แต่ในตอนที่ไป๋เค่อเค่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ เธอกลับหยุดนิ่งอย่างน่าประหลาด
ไป๋เค่อเค่อนั่งลงข้าง ๆ เธอ ฟังเธอพร่ำเรียกหาลูกสาว น้ำตาและเลือดไหลอาบหน้าราวกับสายน้ำ
“แม่ยังจำหนูได้ แม่ของหนูยังจำหนูได้!”
ฉินเจินมองดูเหตุการณ์ตรงหน้า ความเกลียดชังต่อพวกค้ามนุษย์ก็ยิ่งทวีคูณขึ้น
พวกมันสมควรตายจริง ๆ!
“พวกเราไปกันเถอะ ปล่อยให้พวกเขาอยู่ด้วยกันตรงนี้”
ตอนนี้ที่โรงพยาบาลมีพยาบาลคอยดูแล และหมอก็จะแวะเวียนมาเป็นระยะ ไม่ควรให้ใครเห็นไป๋เค่อเค่อ
ฉินเจินอุ้มเสิ่นจืออินเดินออกจากโรงพยาบาล ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์จากพ่อของเขาก็ดังขึ้น
พอเขารับสายก็โดนด่ากราดทันที
“ไอ้ลูกเวร แกทำอะไรลงไป วันนั้นเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นคนของตระกูลเสิ่น หรือเป็นลูกสาวแกกันแน่? หน้าไม่อาย เอาแต่พาเด็กไปไหนมาไหน ตระกูลเสิ่นโทรมาหาฉันแล้วเนี่ย!”
ฉินเจิน “…”
“พ่อครับ พ่อช่วยคุยกับทางตระกูลเสิ่นให้หน่อย ผมยังต้องให้บรรพบุรุษน้อยคนนี้ช่วยอยู่ ผมมีธุระ ต้องไปก่อนนะครับ”
พอพูดจบเขาก็กดวางสาย แล้วปิดเสียงโทรศัพท์ทันที
ตราบใดที่เขาไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ ก็เท่ากับว่าไม่มีใครโทรมา
หลอกตัวเองชัด ๆ
[1] ยา ‘ตัน’ (丹) หมายถึง ยาที่ทำจากสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณสูงกว่ายา ‘หวัน’
[2] ยา ‘หวัน’ (丸) หมายถึง ยาที่ทำจากสมุนไพรจีนทั่วไป