“ใช่แล้วล่ะ”
“..”
“ถุงดรอปไอเท็มของมอนสเตอร์ที่พวกเราล่ากันในป่าไง”
ตอนที่ผมฝึกวิชากันอยู่ในป่า4เดือน ตลอดเวลาผมกับรูอันได้ต่อสู้และล่ามอนสเตอร์ไปตั้งมากมาย..และถุงที่ผมถืออยู่นี้คือดรอปไอเท็มทั้งหมด
ถ้าตามที่อาจารย์บอก มอนสเตอร์พวกนั้นสเตตัสน่าจะประมาณเลเวล2-4 ถือเป็มอนสเตอร์ระดับต่ำ ซึ่งราคาของดรอปไอเท็มไม่น่าจะแพงมาก แต่เนื่องจากมีจำนวนเยอะ ถ้าหากเอาไปขายให้กิลด์น่าจะได้เงินเยอะอยู่
“พวกเราจะเอาดรอปไอเท็มนี้ไปขาย..หลังจากนั้นก็เอาเงินที่ได้มาเป็ค่าอาหารและเป็ค่าที่พัก”
“อ๋อ..อย่างงี้นี่เอง”
“ไปกันเถอะ”
หลังจากนั้นพวกผมเอาดรอปไอเท็มไปขายให้กิลด์ซึ่งจำนวนเงินที่ได้มาทั้งหมดนั้นคือ 100 เหรียญทอง ส่วนของอย่างอื่นนอกจากดรอปไอเท็ม เช่นพวกแร่อะไรพวกนี้ที่ผมเก็บมาจากป่านิดหน่อย ทางกิลด์บอกว่าถ้าเอาไปขายให้พ่อค้าน่าจะได้ราคาดีกว่า พวกผมจึงเอาแร่ๆพวกนั้นไปขายให้ร้านรับซื้อแร่ต่อ ซึ่งก็ได้มาเพิ่มอีกประมาณ 1 เหรียญทอง
ก่อนจะพูดต่อ ผมคงต้องอธิบายระบบเงินตราของโลกใบนี้ก่อน โดยหน่วยเงินที่เล็กที่สุดของโลกใบนี้คือ 1 เหรียญทองแดง และ
100 เหรียญทองแดง = 1 เหรียญเงิน
100 เหรียญเงิน = 1 เหรียญทอง
100 เหรียญทอง = 1 เหรียญทองคำขาว
สำหรับ 1 เหรียญทองคำขาวนั้นถือเป็หน่วยเงินที่ใหญ่มาก โดยปกติทั่วไปไม่มีใครเขาเอามาจ่ายตลาดหรอก ส่วนมากหน่วยเงินระดับนี้ จะใช้ซื้อของระดับคฤหาสน์ ,บ้าน ,ไอเท็ม อาวุธ หรืออุปกรณ์เวทย์มนต์บางอย่างที่หายากสุดๆและราคาสูงมากๆ แถมถ้าเป็พ่อค้าระดับล่างถึงกลางหลายคนในชีวิตนี้ยังไม่เคยเห็นเหรียญทองคำขาวด้วยซ้ำ แน่นอนผมที่เป็สามัญชนคนธรรมดาก็ย่อมไม่เคยเห็นเช่นกัน แถมเหรียญที่ผมเคยเห็นในชีวิตนี้(ตอนที่ผมใช้ชีวิตอยู่บ้านนอก) ผมเคยเห็นแค่เหรียญทองแดง กับ เหรียญเงินเท่านั้นเอง ฉะนั้นนี่ถือเป็ครั้งแรกเหมือนกันที่ผมเห็นเงินระดับเหรียญทอง แถมยังมีตั้ง100เหรียญแน่ะ
“ว้าวว..ได้มาเยอะขนาดนี้เลยหรอ” รูอันมองเหรียญทองด้วยตาเป็ประกาย
“อะไรกัน..นายเป็ลูกตระกูลขุนนางนะ ไม่เคยเห็นเงินพวกนี้บ้างเลยหรอ”
“ก็เคยบ้างแหละครับ..แต่ว่าบ้านผมเป็แค่ขุนนางระดับล่าง ไม่ได้รวยมาก แถมผมยังเป็ลูกคนสุดท้องอีก ฉะนั้นในชีวิตนี้ก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้เงินเท่าไร แถมที่คฤหาสน์เล็กๆบ้านผม คนที่ยุ่งกับการใช้จ่ายซื้อของต่างๆ ก็มีแค่ท่านพ่อ กับ พ่อบ้านประจำคฤหาสน์เท่านั้นเอง…เอ่อคำว่าคฤหาสน์นี่มันก็ไม่ได้ใหญ่อย่างที่เรเวลคิดหรอกนะ ฮ่าๆ”
“เอ่อ..รูแล้วน่า นายไม่ต้องตอกย่ำความน่าเวทนาของตัวเองก็ได้มั้ง เพราะไม่ว่ายังไงนายก็คือลูกหลานขุนนางอยู่ดี วางตัวให้เหมาะสมหน่อยเถอะ”
“เข้าใจแล้วครับ” รูอันยกมือทำท่าวันทยาหัตถ์
รูอันวันนี้มันดูคึกแปลกๆแหะ..สงสัยคงดีใจที่ตอนนี้ได้เป็นักเรียนโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์แล้วแน่เลย ท่าทีเลยดูผ่อนคลายเป็พิเศษ ถึงแม้จะมีการสอบคัดห้องรออยู่ก็ตาม
แต่พูดถึงเื่ใช้เงิน..ตอนที่ผมอยู่คฤหาสน์ของเอลิเซ่..ผมเองก็ไม่ได้ใช้เงินเหมือนกันนะ เพราะทุกอย่างมันฟรีหมดไงล่ะ ผมคิดถึง่ชีวิตในตอนนั้นพลางเดินไปเรื่อยๆ
“จะว่าไป..ก่อนไปกินข้าวพวกเราไปหาที่พักกันก่อนมั้ย?” รูอันถาม
“อืมก็จริงแหะ..จะได้วางสัมภาระลงด้วย ถ้าขาดเหลือะไรจะได้ซื้อเพิ่มเติม”
หลังจากนั้นผมได้แบ่งเงินกันกับรูอันคนละ 50 เหรียญทอง ส่วนเศษอีก1เหรียญทอง พวกเราตกลงกันว่าจะใช้เป็ค่าใช้จ่ายตลอดใน่สอบเข้านี้ ทั้งค่ากินและค่าที่พัก
“ไหนๆพวกเรากินนอนในป่ามาตลอด4เดือน ใน่ไม่กี่วันนี้น่าจะหาที่พักสบายๆหน่อยก็ดีนะ..จะได้เป็การผ่อนคลายก่อนสอบไปในตัวด้วย”
“อืม..ผมก็เห็นด้วย”
หลังจากนั้นไม่นานพวกผมก็ได้เดินมาถึงที่พักแห่งนึงที่สภาพดูดีใช้ได้เลย แถมยังใกล้กับสนามสอบจริงอีกด้วย
“งั้นเอาที่นี่แหละ”
พวกผมเดินเข้าไปในที่พัก สอบถามกับเ้าของหอและจ่ายเงินสำหรับอยู่5วัน โดยเสียค่าใช้จ่ายไปทั้งหมด 30 เหรียญเงิน ฉะนั้นจึงเหลืออีก 70เหรียญเงินที่เป็เงินกองกลางสำหรับค่าอาหารอย่างเดียวตลอด5วัน ซึ่งปริมาณที่เหลือขนาดนี้น่าจะกินอาหารดีๆร้านหรูๆได้ระดับนึงอยู่
หลังจากผมรับกุญแจห้องพักแล้ว จึงตรงไปยังห้องพักทันที..วางสัมภาระเรียบร้อย แล้วะโไปนอนเล่นบนเตียงสักพักนึง เนื่องจากไม่ได้นอนฟูกนิ่มๆมานาน ..หลังจากนั้นพวกผมได้พากันออกไปหาร้านอาหารกิน…แต่ทว่า
“โห…คิวแมร่งยาวโคตรเลยว่ะ”
“นั่นสินะ”
คงเป็่ประมาณเที่ยงพอดี แถมวันนี้ก็มีคนเข้ามาเมืองหลวงกันเยอะด้วย ร้านอาหารแต่ละร้านจึงแน่นเอี้ยดถึงขนาดที่ลูกค้าต้องต่อคิวยาวออกมารอถึงข้างนอก
“กว่าจะได้คิวนี่น่าจะหิวกันจนเป็ลมก่อน…เอางี้ละกัน เดี๋ยวนายกับฉันแยกกันไปหาร้านที่คนน้อยๆหน่อย ถ้าเจอเมื่อไรก็มาบอกด้วย”
ผมได้ส่งข้อความเชิญร่วมปาตี้ให้กับรูอันทันที เพื่อป้องกันการหลง เพราะเนื่องจากระบบปาตี้จะมีตำแหน่งของสมาชิกแสดงอยู่ในปุ่มฟังชั่นเสริม…ตรงหน้าต่างซ้ายล่างของมุมสายตาหากกดเข้าไปจะมีแผนที่แสดงในระยะที่กำหนด(ไม่เกิน5 Km) แน่นอนว่าระบบพวกนี้จะมีเฉพาะคนที่อาร์ติเฟกซ์เท่านั้น
“ผมเข้าใจแล้วครับ” รูอันรับคำเชิญผมทันที หลังจากนั้นพวกเราจึงแยกย้ายกันไปหาร้านอาหารที่คนน้อยๆ แต่ทว่า..
ตลอดเส้นทางที่ผมเดินมานั้น..
“เห้อ…คนมันเยอะทุกร้านเลยนี่นา..จะบ้าตาย เห็นทีคงต้องต่อคิวจริงๆซะแล้วนะเนี่ย”
หลังจากนั้นได้เดินกลับไปหารูอัน โดยเดินผ่านตรอก ซอกซอยต่างๆ เพื่อมุ่งไปยังตำแหน่งสีแดงที่แสดงอยู่ตรงมุมแผนที่เล็กๆตรงปลายสายตา และตอนที่ผมได้เดินผ่านซอยเปลี่ยวซึ่งเป็จุดอับจากสายตาคนแห่งนึงนั่นเอง
“หึหึ..จะไปไหนหรอจ๊ะ คุณคนสวย..”
“คือว่า..ปล่อยฉันไปเถอะนะคะ ฉันไม่มีเงินติดตัวมาจริงๆ”
มีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวดูดี ซึ่งดูจากสภาพแล้วคงเป็คนรับใช้ของบ้านขุนนางที่ไหนสักแห่งแน่ โดยรอบตัวของผู้หญิงคนนั้นมีผู้ชาย3คนท่าทางอันธพาลกำลังรุมล้อมอยู่ ซึ่งการแต่งกายของผู้ชายพวกนั้นไม่ได้ดูดีอะไรคล้ายชาวบ้านธรรมดา แต่น่าจะเป็โจรที่คอยดักปล้นคน หรือทำอะไรไม่ดีกับผู้หญิงแน่ๆ ซึ่งก็ตามคาด
“อย่ามาล้อเล่น..นะเฟ้ย…” ผู้ชายคนหนึ่งเอามือทุบกำแพงด้านข้าง ซึ่งมีผู้หญิงกำลังยืนพิงกำแพงนั้นอยู่ในสภาพถูกผู้ชายรุมล้อม
“ดูจากการแต่งกายของแก..น่าจะไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่ แกต้องเป็บุตรหลานขุนนางหรือคนรับใช้ขุนนางระดับสูงที่ไหนสักแห่งแน่นอน”
“คะ..คือว่า..ปะ..ปล่อยฉันไปเถอะนะคะ ..ฉะ..ฉันขอร้องล่ะค่ะ…” ผู้หญิงคนนั้นตัวสั่นด้วยความกลัวหนักกว่าเดิมและเริ่มพูดจาตะกุกตะกัก
“นี่ลูกพี่..ในเมื่อมันไม่ยอมให้งั้นก็ช่วยไม่ได้ เอามันไปขายให้ที่นั่นเถอะแล้วพวกเราเอาเงินมาแบ่งกัน”
“นั่นสินะ..แต่งตัวแบบนี้หน้าตาแบบนี้น่าจะได้ราคาดีแน่”
ขณะที่โจรกำลังยื่นมือไปจับตัวผู้หญิงนั่นเอง
“หยุดนะ!!”
มีเด็กหนุ่มผมสีขาว..ตาสีแดงผู้หนึ่งได้ปรากฎตัวขึ้น ซึ่งก็คือผมนั่นเอง
“ห๊า..อะไรของแกน่ะ” พวกโจรทั้ง3คนหันหน้ามาทางผม โดยทำหน้าหาเื่แบบจริงจัง
“พวกแกกำลังทำเื่ไม่ดีกับคนอื่นอยู่….ไม่ละอายใจหน่อยเลยรึไง”
“แล้วไงวะ..มันใช่เื่ของแกรึไง..”
“มันไม่ใช่เื่ของฉันหรอก..แต่แค่การกระทำของพวกแกมันเพิกเฉยไม่ได้..แค่นั้นเอง”
“ไอนี่มันพูดไม่รู้เื่วะ..อย่าเสียเวลาเลย พวกเราเล่นมันเลยดีกว่าลูกพี่”
“นั่นสินะ..ถือว่าวันนี้แกดวงซวยละกัน”
โจรคนแรกง้างหมัดพุ่งเข้ามาชกผมในทันที
ผมที่อยู่ในสภาพเตรียมพร้อม..ตั้งท่ารอ แต่ทว่า
ช้ามาก..?! หมัดที่โจรชกมานั้นช้ามากราวกับกำลังจะหยุดนิ่งเลย ซึ่งตัวผมนั้นสามารถมองได้ทันแล้วสามารถหลบได้ทันทีแบบสบายๆ
“เอ๋..” โจรคนแรกใที่ผมหลบได้ทันและตัวเองต่อยพลาดไปราวกับกำลังชกอากาศ หลังจากนั้นโจรก็เตรียมง้างหมัดแล้วชกเข้ามาอีกครั้ง แต่ว่าผมกลับหลบได้หมดอย่างสบายๆโดยไม่รู้สึกเหนื่อยหรือลำบากเลย
ไม่..ไม่ใช่..พวกโจรไม่ได้ช้า..แต่ประสาทััของผมมันเร็วขึ้นต่างหาก! ดูท่าการผลจากการเลเวลอัพน่าจะไม่ใช่แค่เพิ่มค่าสเตตัสอย่างเดียว แต่ความสามารถด้านประสาทััก็ถูกพัฒนาขึ้นด้วยสินะ พวกโจรที่อยู่ตรงหน้าคงไม่ได้ถูกอาร์ติเฟกซ์เลือก..เลยไม่มีความสามารถด้านระบบเลเวล นอกจากนี้ผมยังััถึงพลังเวทย์จากตัวพวกเขาไม่ค่อยได้เลย…จะว่ามันพลางพลังเวทย์แบบอาจารย์ก็ไม่ใช่ เพราะเทคนิคนั้นน้อยคนที่จะรู้มาก งั้นก็แสดงว่าเ้าพวกนี้มันใช้เวทย์มนต์แทบไม่ได้เลยงั้นหรอ
“อะไรกัน..แค่โจรธรรมดาเองหรอกหรอเนี่ย?”
ดูเหมือนประโยคที่ผมพูดไปเมื่อกี้จะไปสะกิตต่อมหัวร้อนของพวกโจรเข้า เลยทำให้โจรคนแรกยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม และพวกโจรที่เหลือก็พุ่งเข้ามาโจมตีผมร่วมด้วยทันที ซึ่งแน่นอนผมเองก็หลบการโจมตีของทั้ง3คนได้แบบสบายๆเช่นกัน
“หนอย..ทำไมต่อยมันไม่โดนเลยวะ”
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมขอทดสอบค่าความทนทานของตัวเองหน่อยละกัน ในตอนนั้นเองผมได้เลิกหลบการโจมตีของพวกโจรทำให้การโจมตีทั้งหมด ทั้งหมัด,เท้า และศอกพุ่งเข้ามาที่ใบหน้าและลำตัวผมทันที
‘ปั๊ก!’ เกิดเสียงดังราวกับเสียงกระแทกของแข็ง
“โอ้ยย../อ๊ากกก/เจ็บบบ” พวกโจรลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นทันที
“เห้อ..ตามคาดเลยแหะ พวกแกนี่ใช้เวทย์มนต์ไม่ได้แม้แต่น้อยจริงๆด้วย” สงสัยคงไม่เคยฝึกเื่เพิ่มพลังเวทย์แน่ๆเลย เพราะถ้าหากใช้เวทย์มนต์ได้ อย่างน้อยก็น่าจะใช้เวทย์เอนชานต์เพิ่มคุณสมบัติความแข็งแกร่งด้านโจมตีได้บ้าง เช่นคลุมหมัดด้วยเปลวเพลิง หรืออะไรพวกนี้ แล้วชกใส่ศัตรูไป คงจะสร้างความเสียหายได้มากกว่านี้เยอะเลย ต่อให้ผมที่เป็เลเวล15 ถึงจะไม่มีอันตรายแต่ก็ต้องมีเจ็บบ้างแหละ….แต่ทว่าหมัดที่ต่อยมาเป็หมัด,ศอกและเท้าเปล่าๆซึ่งไม่สามารถสร้างแม้แต่ความเ็ปหรือรอยขีดข่วนให้ผมได้แม้แต่เล็กน้อย ..ด้วยสเตตัสระดับเลเวล15ของผมนั้นเหนือกว่าสัตว์ป่าทั่วไปและมอนสเตอร์ระดับต่ำมาก ฉะนั้นการโจมตีเปล่าๆธรรมดาที่ไร้เวทย์มนต์ไม่มีทางทำอะไรผมได้แน่
“แกเป็ใครกันแน่!!..เนี่ย” พวกโจรเริ่มหวาดกลัวพวกผม
“ความแข็งแกร่งน่ะ..มันไม่ได้มีไว้รังแกคนอ่อนแอหรอกนะ แต่มันมีไว้ปกป้องต่างหาก..พวกแกน่ะ แข็งแกร่งกว่าผู้หญิงคนนี้ แต่กลับเลือกใช้ความแข็งแกร่งนั้นในทางที่ผิด…”
ผมเดินเข้าไปใกล้พวกโจรมากขึ้น ทำให้พวกโจรที่นอนกลิ้งอยู่ทำหน้าหวาดกลัวและกำลังจะลุกหนีทันที
"คน..อย่างพวกแกน่ะ ฉันเอาชนะได้โดยไม่ต้องใช้เวทย์มนต์หรืออาร์ติเฟกซ์เลยด้วยซ้ำ”
ตอนนั้นเองพวกโจรได้ลุกยืนขึ้นได้สำเร็จ
“หนีเถอะลูกพี่!..”
“อึ้ย!…”
“ไอหมอนี่มันเป็สัตว์ประหลาด!…หนีเร็ว”
พวกโจร3คนได้วิ่งหนีพวกผมในทันที..เอาเถอะเดี๋ยวผมค่อยไปตามจับมันทีหลังก็ได้ เพราะด้วยสเตตัสของผมตอนนี้วิ่งไล่ทันได้โดยไม่ต้องใช้แอเรียลด้วยซ้ำ….แต่ว่า
“เธอไม่เป็ไรใช่มั้ย?..” ผมถามไปยังผู้หญิงคนนั้น
“ไม่เป็ไรค่ะ..ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณมาก” ผู้หญิงคนนั้นทำสีหน้าโล่งอก พร้อมกับขอบคุณผม
“ไม่ต้องเรียก..ถึงขนาดนั้นก็ได้มั้ง..”
และตอนนั้นเอง…มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
“จับคนพวกนั้นซะ!?”
“ครับ!!”
“เอ๊ะ!?” ผมใแล้วจึงหันไปมอง แต่ทว่า..สิ่งที่พบคือพวกทหารกว่า10คนนั้นไม่ได้จับพวกผม แต่กำลังจับพวกโจร3คนที่วิ่งไปทางนั้นนั่นเอง..ตอนที่โจรวิ่งไปตรงทางออกของซอยนี้ซึ่งอยู่ไม่ไกลได้ถูกทหารดักจับทันที ราวกับเฝ้ารอไว้ั้แ่แรก และในตอนนั้นเองได้มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกคำสั่งแก่ทหารพวกนั้นเดินออกมา และมองมายังผมกับผู้หญิงด้านหลังผมซึ่งแต่งตัวคล้ายเมจ
“ท่านเซซิเลีย!” ผู้หญิงเมจด้านหลังผมได้เรียกชื่อผู้หญิงคนนั้น และผู้หญิงคนนั้นก็ได้เดินเข้ามาใกล้พวกผมมากขึ้น..จนๆเมื่อสังเกตดีๆจะพบว่าผู้หญิงที่เดินเข้ามานั้นมีอายุพอๆกับผมเลย
ผมสีเหลืองยาวสลวยทอประกายงดงามสะท้อนแสงอาทิตย์และโบกพริ้วไหวไปตามสายลมดวงตาสีฟ้างดงาม..ราวกับทะเลสาบ อากัปกริยาตอนเดินดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อย..น่าทะนุถนอมเหมือนไข่ในหินและคุณหนูผู้สูงศักดิ์ การแต่งกายสวยงาม ปราณีต และวิจิตรตระการตามาก เหนือยิ่งกว่าขุนนางชั้นสูงใดๆ หากจะมีนิยามคำว่ากุลสตรีผู้สมบูรณ์แบบล่ะก็ คงไม่มีใครเหมาะไปกว่าเธอคนนี้อีกแล้ว และคงไม่แปลกใจเลยที่จะมีผู้ชายหลายคนหลงรักเธอเมื่อพบเห็นเธอครั้งแรก …เธอคนนี้คือใครกันแน่นะ??
และที่สำคัญคือ..พลังเวทย์ที่เธอมีนั้นสูงไม่ใช่เล่นๆเลยนะเนี่ย ถึงระดับที่ถ้าหากผมต้องสู้กับเธอล่ะก็คงต้องเจอศึกหนักไม่ใช่น้อยๆเลยล่ะ …
ในตอนที่เธอเดินเข้ามาใกล้ผมนั้นเอง..ผู้หญิงชุดเมจที่อยู่ด้านหลังผม ก็ได้วิ่งไปที่ด้านหลังของเธอคนนั้นทันที และตอนนั้นเอง
“ฉัน..ชื่อ เซซิเลีย แคทเทอรีน เดอฟอน เบลฟาร์ส …ขอขอบคุณท่านผู้มีพระคุณที่ได้ช่วยคนรับใช้ของฉันไว้ค่ะ” เธอกล่าวแนะนำตัวพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างจับต้นกระโปรงดึงขึ้นเล็กน้อย แล้วโค้งคำนับผม..ซึ่งท่าโค้งคำนับแบบนี้ แน่นอนผมรู้จักมันดี มันคือท่าโค้งคำนับหรือกล่าวแนะนำตัวของขุนนางผู้หญิงนิ …แต่ว่า
“แคทเทอรีน?! …เบลฟาร์ส? งั้นหรอ” ชื่อ'เบลฟาร์ส'มันชื่อของอาณาจักรนี้นินา ระ..หรือว่า
“ค่ะ..ฉันเป็คนของตระกูล 'แคทเทอรีน' ซึ่งเป็หนึ่งในตระกูลเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรนี้ค่ะ”
ในชีวิตผมไม่เคยเจอพวกเชื้อพระวงศ์มาก่อนเลย แม้กระทั่งตอนสมัยเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์ของขุนนางชั้นสูง(ในฐานะเด็กเก็บมาเลี้ยง) …แต่ว่าผมเคยได้ยินมาก่อนว่าอาณาจักรแห่งนี้มีตระกูลเชื้อพระวงศ์อยู่ทั้งหมด5ตระกูลด้วยกัน โดยแต่ละตระกูลจะมีการผลัดกันขึ้นครองราชย์ในทุกๆ5ปี ตอนผมสมัยเด็กตระกูลที่ปกครองอาณาจักรนี้ คือ รีเซล แต่ว่าตอนนี้คือตระกูลอะไรล่ะ?? ..เอาเหอะช่างมันก่อนละกัน ในเมื่อมีบุคคลระดับไอดอลมาอยู่เบื้องหน้าผมแล้วจะให้เฉยเมยก็คงไม่ได้ ผมจึงรีบโค้งคำนับทันที..ด้วยท่าโค้งคำนับแบบขุนนางผู้ชายซึ่งผมเคยเรียนรู้สมัยเด็กๆ คือก้าวเท้าขวาไปด้านหลังเล็กน้อย เอามือขวาพาดไว้ที่เอวด้านหน้า แล้วโค้งตัวลงไป..
“ผมชื่อ เรเวล เป็สามัญชนธรรมดาครับ”
หลังกล่าวแนะนำตัว เด็กสาวเชื้อพระวงศ์ที่อายุพอๆกับผมคนนี้มีท่าทีใเล็กน้อย…จนทำให้ผมคิดว่า เห้ยชิบหายละ! เราเป็สามัญชนนิหว่า แต่ไปทักทายด้วยท่าทางขุนนางแบบนี้ต้องถูกสงสัยแน่..ทำยังดี ทำยังไงดี เพิ่งมาถึงเมืองหลวงครั้งแรก แต่ถ้าต้องมามีปัญหากับเชื้อพระวงศ์ที่แม้กระทั่งขุนนางชั้นสูงยังไม่กล้าแตะ..นี่ผมคงอยู่เมืองหลวงยากแน่ๆ แต่ทว่า
“ค่ะ” เธอคนนั้นตอบกลับมาแบบเรียบง่ายด้วยคำแค่คำเดียว พร้อมกับยิ้มให้เล็กน้อย..ด้วยร้อยยิ้มอันงดงามราวกับเทพธิดา จนทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ในทันที
“เอ๋?”
“ขอบพระคุณมากนะคะ..ที่ช่วยคนรับใช้ของฉันเมื่อกี้ค่ะ ><” เธอกล่าวแล้วยิ้มให้อีกครั้งนึง
“อะ..เอ่อ..ครับไม่เป็ไรครับ" ให้ตายสิอึดอัดจริงวุ้ยย..อยากออกไปจากตรงนี้เร็วๆจัง
“ว่าแต่..มาเจอพวกผมได้ยังไงหรอครับ?” เห้ย!..แล้วผมจะไปชวนเขาคุยต่อทำไมกันล่ะนิ ความอยากรู้ทำให้ผมเผลอหลุดปากไปซะได้แหะ
“เดิมทีก่อนหน้านี้ฉันใช้ให้คนรับใช้ไปหาซื้อของอย่างนึงน่ะค่ะ..แต่พอคนรับใช้ฉันหายไปนาน เลยออกตามหา ..แล้วก็บังเอิญมาได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทบริเวณแถวนี้ พอเดินเข้ามาใกล้เลยพบพวกคุณทันที..”
“ออ..งั้นหรอครับ..ถ้างั้น..ถ้าหากไม่มีอะไร กระผมของตัวก่อนนะครับ”
“ค..ค่ะ”
ผมพูดคำสุภาพปิดท้ายเพื่อจะรีบตัดบทแล้วเดินจากไปในทันที โดยที่ยังรู้สึกถึงสายตาของเด็กสาวผู้นั้นมองมาทางข้างหลังผมอยู่
‘ความแข็งแกร่งน่ะ..มันไม่ได้มีไว้รังแกคนอ่อนแอหรอกนะ แต่มันมีไว้ปกป้องต่างหาก’ คำพูดเหล่านี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวของเด็กสาวผู้แสนงดงาม ..แม้เด็กหนุ่มคนนั้นจะเดินจากไปแล้ว แต่เธอก็ยังจ้องมองเขาคนนั้นจากทางด้านหลัง …ผมสีขาวบริสุทธิ์ดูสงบนิ่งคล้ายหิมะ และดวงตาสีแดงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นคล้ายเปลวเพลิง ใบหน้าอันหล่อเหลา และจิตใจอันงดงามเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ราวกับอัศวินหรือวีรบุรุษในนิทานผู้ปกป้องผู้คนไม่เคยเหินห่าง...คนๆนั้น ช่างงดงามและดูน่าหลงไหลเหลือเกิน เธอจ้องมองเด็กหนุ่มคนนั้นจนกระทั่งเขาหายไปไกลลับสายตาไปแล้ว แต่เธอก็ยังคงจ้องมองอยู่ ความรู้สึกแน่นหน้าอก หัวใจเต้นแรง พร้อมกับแก้มแดงระเรื่อ ตัวเธอจมดิ่งกับห้วงแห่งความรู้สึกที่มิอาจอธิบายได้ และเพิ่งพบเจอความรู้สึกนี้เป็ครั้งแรกในชีวิต …ความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไรกันแน่นะ? และในตอนนั้นเอง
“ท่านเซซิเลียครับ” ชายผู้สูงวัยแต่งกายด้วยชุดสูทคล้ายพ่อบ้านกล่าวเรียกเด็กสาวผู้เป็นายหลายครั้ง..แต่ทว่าเด็กสาวไม่มีปฎิกิริยาตอบกลับมาเลย
“ท่านเซซิเลียครับ”
“..”
“อะ..เอ่อ..ค่ะ” เด็กสาวพูดกล่าวตอบรับทันที..โดยมีท่าทีใเล็กน้อยราวกับเพิ่งตื่นจากห้วงภวังค์
“ได้เวลาไปลงทะเบียนแล้วนะครับ..”
“ค่ะ” เด็กสาวขานตอบ พร้อมกับเดินไปข้างหน้าโดยมีคนรับใช้และทหารองครักษ์หลายคนติดตาม
ถ้าสอบได้แล้ว…จะได้เจอกับคนๆนั้นที่โรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์รึป่าวนะ เธอก้าวเดินไปข้างหน้า มองท้องฟ้าแล้วคิดในใจแบบนั้น