ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่95 ดินแห้งเสีย

    ต่อให้เมาจนหัวราน้ำไม่ได้สติแค่ไหน แต่บ้านพัง ถล่มลงมาเสียงดังเสียขนาดนี้หากยังนอนซมก็ไม่รู้จะพูดว่าไงแล้ว

    “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่....”

    เวลานี้ใบหน้าของโอมตะลึงพรึงเพริด มองฉากตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ

    “พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้เพียงแค่ว่าเราต้องรีบออกไปจากที่นี่” สิงห์ดูระโหยโรยแรง กระทั่งแรงตอบลูกชายหัวแก้วหัวแหวนยังแทบจะไม่มี

    “คุณท่าน ดูที่เท้าสิคะ”

    ในระหว่างที่สองพ่อลูกกำลังปรับความทุกข์ แม่บ้านวัยกลางคนร้องเสียงดังจนหน้าถอดสี ชี้ให้ดูรองเท้าด้วยร่างกายสั่นเทา

    สิงห์ก้มหน้าต่ำ ดวงตาถึงกับเบิกกว้างเมื่อพบว่ารองเท้าที่เขาสวมกำลังหลุดลุ่ย ไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วเก่าๆ ตากแดดนานนับสิบปี

    “รีบวิ่งออกไปจากที่นี่ เร็ว!”

    เจ้าของไร่วัยกลางคนตัดสินใจขั้นเด็ดขาด

    นอกจากหยิบของมีค่าไม่กี่อย่างติดมืด เขาแทบจะไม่สนใจคนข้างหลัง แม้แต่ลูกชายจตัวเองอย่างโอมก็ลืมไปโดยสิ้นเชิง

    แหงละ ด้วยฉากที่กำลังเกิดขึ้น มันช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อและสะพรึง

    ถ้าหากมัวโอ้เอ้ชักช้าร่ำไป เกรงว่าคงสลายกลายเป็นฝุ่นผงไม่ต่างจากบ้านหลังใหญ่

    ทั้ง 5 คนวิ่งหนีหน้าตั้ง

    สำหรับภัยพิบัติที่กำลังประสบพวกเขาไม่มัวเสียเวลาตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น เวลานี้นอกจากชีวิตแล้ว สิ่งอื่นไม่มีความสำคัญ

    โอมกระเสือกกระสน ลากฝีเท้าอันหนักอึ้งวิ่งเป็นเต่าคนสุดท้าย

    ไม่รู้เพราะลูกฮึดเวลาไฟไหม้หรือยังไง แต่เขาสามารถออกมาจากไร่'พยัคฆ์'ที่กำลังพังทลายได้ทันเวลา ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็นทะเลทรายแห้งแร้ง

    มองไร่ที่เคยอุดมสมบูรณ์เปลี่ยนไปในพริบตา สิงห์ถึงกับชาไปถึงหนังศีรษะ

    ต่อให้เขาคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้นที่นี่กันแน่

    ส่วนโอมและอีกสามคนที่เหลือ พวกเขาตัวสั่นงันงกเป็นเจ้าเข้า ถึงขนาดมีหนึ่งในนั้นเริ่มสวดมนต์ ขอโทษขอโพยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บอกว่า'ลูกยอมแล้ว ลูกยอมแล้ว'

    หากเป็นเวลาปกติสิงห์คงไม่ทนฟังคำสวดไร้สาระ แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้เขามืดแปดด้าน กระทั่งไม่มีเวลาไปสนใจลูกน้องที่กำลังหวาดกลัวจนเสียสติ

    “เกิดอะไรขึ้น พวกคุณไม่เป็นไรนะ...”

    ในขณะที่สิงห์และอีกสี่คนนั่งหมดแรงบนพื้น เสียงของชายคนหนึ่งได้ดังขึ้น

    เมื่อเงยหน้ามอง จะพบว่าเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา คนที่สิงห์เกลียดจนเข้ากระดูก ไม่ขออยู่ร่วมโลกโดยเด็ดขาด!

    แต่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันทำให้สิงห์หมดเรี่ยวหมดแรงที่จะลุกขึ้นไปมีปากเสียงด้วย เพียงนั่งโง่งมอยู่ตรงนั้น

    ส่วนเจมส์และทอยที่ลงมาจากรถ BMW X5 กวาดสายตามอง'ไร่พยัคฆ์'ที่กลายเป็นทะเลทรายโดยสมบูรณ์ ถึงกับหางคิ้วกระตุกทีหนึ่ง

    “เจ้านาย...นี่มัน...”

    ทอยอยากจะเต้นแร้งเต้นกา เมื่อเห็นผลงานประสบความสำเร็จ แต่ต้องอัดอั้นไว้ก่อนเมื่อเห็นสายตาไม่พอใจของเจมส์

    ก่อนหน้านั้นไม่นาน เขาได้รับมอบหมายจากเจมส์ให้มาฉีด'น้ำยาปรับสภาพผิวดิน'ในไร่พยัคฆ์

    ต้องขอบคุณไร่พยัคฆ์ที่ไม่ติดกล้องวงจรปิด ทอยจึงทำงานได้ง่าย ลอบเข้ามาแล้วปล่อยน้ำยาตั้งแต่ดึกดื่นจนถึงเช้าโดยไม่มีใครสังเกตเห็น และผลลัพธ์ที่ได้สำหรับทอย เจ้าโง่แบนเนอร์รายนี้ย่อมพอใจ

    แต่สำหรับเจมส์ กลัวจนขนลุกขนพอง

    ฉากที่สองพ่อลูกวิ่งหนีตายจากไร่ ฉากที่คนงานสามคนวิ่งหนีออกมาหน้าตั้ง ยังซ้ำเติมอยู่ในใจ

    ถ้าหากเมื่อครู่พวกเขาช้าไปกว่านี้ ไม่แน่อาจกลายเป็นศพ เป็นตราบาปของเจมส์ไปตลอดชีวิต

    จริงอยู่ที่สิงห์ผิดคำสัญญา เป็นคนน่ารังเกียจไม่น่าให้อภัย แต่ไม่ว่าจะถูกหรือผิด การแก้แค้นโดยการเอาชีวิตอีกฝ่ายตรงๆ ไม่ใช่สิ่งที่เจมส์ต้องการ นอกเสียจากพวกเขาทำแบบเสือ

    ชายหนุ่มในชุดไปรเวท สวมถุงมือดำนั่งลงข้างสิงห์ มองหน้าอีกฝ่ายช้าๆ กล่าวด้วยความรู้สึกผิด

    “เสียใจด้วย ถึงผมจะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ผมเสียใจจริงๆ”

    สิงห์เหลือบมองเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวลูกที่หนึ่ง ส่ายศีรษะแล้วพูดว่า “ช่างมันเถอะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับนาย ถ้าหากนายจะมาซ้ำเติมฉันละก็กลับไปซะ”

    “คุณเข้าใจผิดแล้ว”

    “แล้วนายมาที่นี่ทำไม?”

    “แค่บังเอิญขับรถผ่าน คุณเองน่าจะรู้นี่ ว่าไร่อุ่นใจติดกับไร่ของคุณ”

    “...นั่นสินะ”

    สิงห์รู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน

    มรดกตกทอดจากบรรพบุรุษกลายเป็นผืนดินแห้งกรัง

    กลายเป็นทะเลทรายอันน่าสะพรึง มันจบแล้ว ทุกอย่างมันจบแล้ว

    ต่อให้เขามีความสามารถในการปลูกต้นทุเรียน แต่ด้วยดินที่ไม่มีอนาคต ทำไปก็เสียเวลาเปล่า

    อีกอย่างคือจากสภาพดินเมื่อครู่ มันราวกับฝันร้าย หากเฉียดกายเข้าไปใกล้ไม่แน่อาจกลายเป็นศพตายในนั้น

    และสำหรับเจมส์ ต่อให้โกรธเกลียดกันมากแค่ไหน สิงห์เชื่อว่ามันไม่ใช่ฝีมือของเขาหรอก เพราะสิ่งที่เพิ่งประสบด้วยตัวเอง มันดูราวกับไม่ใช่ฝีมือมนุษย์

    “ดูจากสภาพดิน มันคงไม่สามารถปลูกอะไรได้ไปอีกนาน ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกสิบปี ยี่สิบหรือสามสิบปี...แต่ผมว่า มันคงไม่มีอนาคตแล้วแหละ” เจมส์พูดขึ้นลอยๆ นั่นจึงทำให้สิงห์นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

    “ฉันรู้ว่านายอยากได้ที่ของฉัน และก่อนหน้านั้นนายก็ได้ไปแล้ว 10 ไร่ด้วยการช่วยเหลือจากท่านผู้ว่าสันชัย ตอนนี้ในมือของฉันยังมีโฉนดที่ดินอีก 10 ไร่ ไม่รู้ว่านายยังสนใจหรือเปล่า”

    ต่อให้รักที่ดินผืนนี้มากแค่ไหน แต่สุดท้ายหากมันไม่สามารถปลูกอะไรได้ก็ไร้ประโยชน์

    ดังนั้นถึงจะเป็นมรดกตกทอด คงไม่ผิดหากเขาจะขายให้คนที่อยากได้

    เจมส์ถอนหายใจทีหนึ่ง

    เอาความจริงเขารู้สึกสงสารอีกฝ่าย แต่เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้วมีแต่ต้องเดินหน้าต่อเท่านั้น

    “ห้าล้าน นั่นคือราคาที่ผมให้ได้” เจมส์กล่าว “คุณอาจจะคิดว่ามันฟังดูน้อยเพราะเป็นที่ดิน 10 ไร่ แต่ลองมองดูตอนนี้สิ ผมยังไม่รู้เลยว่ามันจะปลูกอะไรขึ้นไหม ที่ซื้อเนี่ยเพราะมีเงินเลยกะว่าจะเอาไว้ลงทุนในอนาคต...”

    “ตกลง ผมขาย” สิงห์แทบไม่ต้องคิด

    ห้าล้านสำหรับเขามันเป็นจำนวนเงินที่มาก หากให้คนอื่นมาตีราคาที่ดินผืนนี้ เกรงว่าสองล้านคงยากจะถึง

    ดังนั้นเมื่อโอกาสมาถึงที่ ไม่คว้าเอาไว้ก็คงเป็นเรื่องโง่

    เจมส์ไม่ใช่คนใจร้ายไส้ระกำ เนื่องจากรถของสิงห์ติดอยู่ในไร่ และตอนนี้มันได้สลายเป็นฝุ่นไปแล้ว เขาในฐานะพลเมืองดีเด่นจึงช่วยพาไปส่งในตัวเมือง

    พอแยกจากสิงห์ สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยมีความสุขนัก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เศร้าจนเกินไป เพราะหากเขาไม่มีถุงมือฟ้าประทาน ก็คงถูกคนแบบนี้กดขี่ ฉ้อโกงอย่างไม่อาจขัดขืน เป็นเบี้ยล่างตลอดชีวิต

    เจมส์ต้องรอเวลาให้ 'น้ำยาปรับสภาพผิวดิน' ทำงานเต็มที่ก่อนจะปลูกสร้างสิ่งใหม่ ดังนั้นเวลานี้หลังจากได้รับโฉนดที่ดินมา เลยไม่รีบร้อนที่จะนำไปดำเนินการ

    ...........

    เนื่องจากปิดเทอมเพียงไม่กี่วัน พอได้รับโฉนดที่ดินวันถัดมาเจมส์จึงเดินทางกลับพัทยา พร้อมกับสองสาวและหนึ่งหุ่น

    ครั้งเดินทางมาไร่อุ่นใจ หวานดูจะพูดจ้อแจ้วไม่หยุดปาก แต่ขากลับค่อนข้างนั่งเงียบ ไม่พูดไม่จา แถมยังหลบตาเขาในบางครั้ง

    นั่นจึงทำให้เจมส์อดคิดไม่ได้ว่า เป็นเพราะเรื่องในห้องน้ำหรือเปล่า ที่ทำให้เธอยังหลบหน้าอยู่ ซึ่งหากเป็นแบบนั้นจริงก็คงแย่มาก ทั้งที่คิดว่าปรับความเข้าใจกันแล้วเชียว

    หวานแยกทางกับเจมส์ที่หอพักหญิง

    ส่วนเขาพอมาถึงพัทยา รถ BMW X5 ก็ขับมาชายหาด ขึ้นเรือลำเล็ก 'AMERIA' ต่อไปยังเรืออีกลำ 'เมจิกเชี่ยน'

    คราวแรกพอเข้าห้องเจมส์คิดว่าจะได้นอนพักผ่อน แต่ที่ไหนได้ พอล้มตัวลงบนเตียงเท่านั้นแหละ แฟนสาวผู้เป็นดาวคณะได้ถอดเสื้อยืดสีดำวางไว้บนพื้น จากนั้นคลานขึ้นมาคล่อมบนตัวของชายหนุ่ม ก่อนจะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

    บ่ายวันนั้นเจมส์ไม่ได้หยุดพัก กระทั่งถึงช่วงอาหารเย็นเบียร์ถึงได้หยุดมือ

    ......

    ระหว่างมื้ออาหารที่ถูกเตรียมโดยกะลาสีเรือและเดย์ เจมส์อดถามไม่ได้ว่า “มีแรงคึกจังนะพี่ เดินทางไม่เหนื่อยหรือไง หรือว่าอัดอั้นจากไร่ของพี่หวานตลอดทั้งสัปดาห์”

    “ก็นิดหน่อยน่ะ เจมส์ไม่ชอบเหรอ”

    ไม่รู้เพราะกลับมายังที่ของตัวเองหรือเปล่า เบียร์ถึงได้สบายใจ และกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง

    “ชอบสิครับ แต่ว่าเล่นไม่ให้ผมใส่ถุงยางแบบนี้ ถ้าท้องมาละแย่เลยนะ”

    โดยปกติทั้งคู่มักจะใส่ถุงยาง ป้องกันการท้องระหว่างเรียน

    ในรั้ววิทยาลัยมักมีสายตาซุบซิบนินทาให้ทั่ว

    เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยก็รู้กัน โดยเฉพาะเรื่องท้องในขณะที่เรียนอยู่ มักจะเป็นข่าวใหญ่เสมอ

    “ทำไมละ หรือเจมส์จะทิ้งพี่เหรอ?” เบียร์ลองเชิงถาม

    “เปล่าหรอกครับ ผมแค่กลัวว่าพี่จะอายคนอื่นเท่านั้นเอง”

    “...หมายถึงพวกในวิทยาลัยน่ะเหรอ อยากจะพูดอะไรก็พูดไปสิ พี่ไม่สนใจหรอก ตอนนี้คนที่พี่แคร์ก็คือเจมส์”

    เบียร์อยากจะแสดงให้เขารู้ว่าเธอรู้สึกยังไง มันคือความจริงที่เธอรักเขา และไม่อยากเห็นคนรักอยู่กับคนอื่น แต่ถึงกระนั้นคงได้แต่ทำใจ เมื่อมองทุกสิ่งรอบตัว มันเป็นเรื่องยากที่จะห้ามผู้หญิงคนอื่น ดังนั้นขอแค่เขายังรักเธอก็พอใจและมีความสุข

    “ว้าว พี่พูดแบบนี้ทำเอาผมคึกเลยรู้ไหม”

    “จริงดิ...งั้นกินหอยนางรมเยอะๆ คืนนี้ยังอีกยาวไกลนะน้องชาย” เบียร์พูดจาหยอกเย้าพร้อมกับใช้มือข้างที่ว่างอยู่ ลูบไล้ขาของชายคนรัก

    “ฮ่าฮ่า งั้นน้องชายคนนี้จะบริการพี่ทั้งคืนเลยดีไหมครับ” เจมส์เผยรอยยิ้มหน่อยนึง ปล่อยให้เธอลวนลามตามใจปรารถนา

    คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน