ร่างของเยี่ยอู๋เซิงสั่นสะท้าน เื่ราวบานปลายไปกันใหญ่ แถมยังบานปลายไปยังด้านที่เลวร้ายที่สุด ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูวางแผนไว้ั้แ่แรก พวกเขาไม่ให้โอกาสตระกูลเยี่ยแม้แต่น้อย
เยี่ยเฟิงขมวดคิ้ว เขาก้าวไปด้านหน้า หันมองหวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหวยิ้มและบอกว่า
“พวกท่านกล่าวหาว่าข้ามั่วสุมอยู่กับนางโลม แล้วยังถูกพิษหยาง ข้าอยากถามว่า พวกท่านเห็นด้วยตาข้างใดหรือ? ในเมื่อพวกท่านรู้ละเอียดขนาดนี้ คาดว่าพวกท่านคงไปที่หอวั่งชุนด้วย พวกท่านเป็ขุนนางผู้ใหญ่ ไปสถานที่เช่นนั้นไม่กลัวเสียเกียรติหรือ? อีกอย่างพวกท่านเป็ขุนนางฝ่ายบู๊ เมื่ออยู่ในท้องพระโรงเช่นนี้กลับกล้าเอ่ยปากโต้เถียงกับขุนพลอันดับหนึ่ง หากจะว่ากันตามความผิด พวกท่านเองก็โทษหนักไม่น้อย!”
เยี่ยเฟิงสีหน้าเรียบเฉย มุมปากยกขึ้นจนกลายเป็รอยยิ้ม ท่าทางใจเย็นเป็พิเศษ
“เยี่ยเฟิง เ้าอย่าได้ใส่ร้ายป้ายสีข้า เื่นี้หลานชายข้าหวังป้าเห็นกับตาตัวเอง เป็เื่จริงแน่นอน”
“เยี่ยเฟิง เื่มาถึงขนาดนี้แล้วเ้ายังคิดจะโกหกปลิ้นปล้อนอีกหรือ หลานชายข้าซือถูเห็นเื่ที่เกิดขึ้นกับตา หากเ้าไม่ยอมรับ หลานชายข้าที่ยืนอยู่ด้านนอก สามารถเข้ามายืนยันกับฝ่าาได้เดี๋ยวนี้”
เมื่อครู่หวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหวชะงักไป พวกเขาไม่คิดว่าเยี่ยเฟิงจะกล้าพูดเช่นนั้น สวะเสเพลคนหนึ่งกลับกล้าโต้เถียงพวกเขา แต่ว่าทั้งสองคนก็ได้ยกหลานชายตัวเองขึ้นมาอ้าง
เยี่ยเฟิงเดินขึ้นไปอีกก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทว่าสายตากลับมีแต่ความกดดัน
“ท่านทั้งสองเป็ขุนนางบู๊และเป็ท่านปู่ที่ดีจริงๆ หลานของพวกท่านไปมั่วสุมอยู่ที่หอวั่งชุน พวกท่านคงภูมิใจมากสินะ แต่ข้าอยากถามว่าหลานชายของพวกท่านทั้งสองรู้เื่ที่ข้าถูกพิษหยาง เช่นนั้นแสดงว่าพวกเขาสองคนเป็คนวางยาหรือ?”
“วางยาว่าที่ราชบุตรเขย ควรลงโทษสถานใด? ควรจะเป็โทษตายกระมัง ท่านปู่ของข้าเคยออกรบเคียงข้างฝ่าาไปทั่วสารทิศ สร้างผลงานเอาไว้มากมาย หลานชายของท่านทั้งสองวางยาข้า ถือว่าทำร้ายทายาทผู้สร้างประโยชน์ต่อแผ่นดิน นี่คือโทษสถานใด? พวกท่านรู้ว่าข้าคือว่าที่ราชบุตรเขย แต่กลับเรียกชื่อจริงของข้าทุกคำ นี่ควรลงโทษสถานใด?”
เยี่ยเฟิงไม่คิดจะหยุด เขาพูดต่อและยิ่งพูดเร็วขึ้นกว่าเดิม
“พวกท่านให้ร้ายตระกูลเยี่ยของข้า กล่าวหาว่าตระกูลเยี่ยไร้ซึ่งคุณธรรม ยิ่งถือว่าปิดบังเบื้องสูง ากำลังจะเกิดแต่กลับใส่ร้ายขุนพลอันดับหนึ่ง ทำให้บ้านเมืองระส่ำระสาย เมื่อนำโทษทั้งหมดมารวมกัน ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูสมควรโดนปะาเก้าชั่วโคตร!”
ภายในท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบ เยี่ยอู๋เซิงมองเยี่ยเฟิงด้วยความตกตะลึง นี่คือหลานชายของเขาจริงๆ หรือ? หรือว่าเยี่ยเฟิงจะคิดได้แล้วจริงๆ? หรือว่าที่ผ่านมาเขาแกล้งโง่มาตลอด?
เหล่าขุนนางก็อยู่ในสถานการณ์ตกตะลึงเช่นเดียวกัน หลายคนถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ ไหนว่าตระกูลเยี่ยมีความผิดไม่ใช่หรือ เหตุใดจู่ๆ ถึงกลายเป็ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูที่สมควรถูกปะาเก้าชั่วโคตร แต่สิ่งที่เยี่ยเฟิงพูดมาก่อนหน้านี้ก็ฟังดูสมเหตุผล ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาใด
อีกอย่างหลานชายของเยี่ยอู๋เซิงเป็เพียงสวะที่กินเที่ยวไปวันๆ ไม่ใช่หรือ เื่นี้คนทั่วเมืองอวิ๋นอู่รู้ดี แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ากลับทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนภาพจำที่มีต่อเยี่ยเฟิงใหม่ หากนี่เป็สวะ แล้วหลานชายของพวกเขาควรเรียกว่าสิ่งใดดี?
องค์ฮ่องเต้อวิ๋นจ้านเฉิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์พลันปรากฏแววตาประหลาดใจ พระองค์รู้ดีว่าก่อนหน้านี้เยี่ยเฟิงเป็คนเช่นไร เสเพล ไม่ได้เื่ เที่ยวเล่นไปวันๆ แต่ว่าขณะนี้กลับพูดสิ่งเหล่านี้ออกมา สีหน้าเขาเรียบเฉย สงบนิ่ง ไม่เกรงกลัว อีกอย่างหากฟังจากคำพูดพวกนั้น จะเห็นว่าเยี่ยเฟิงเป็คนละเอียดรอบคอบ ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถพูดจาเชื่อมโยงกันเช่นนี้ แล้วยังนำความผิดทั้งหมดไปโยนให้ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูแทน คนเช่นนี้ให้องค์หญิงแต่งกับเขาก็ถือว่าไม่เลว
ภายในท้องพระโรง ทุกคนต่างมีความคิดของตัวเอง สีหน้าเปลี่ยนจากตกตะลึงเป็ยากที่จะเชื่อ พวกเขาแอบเตือนตัวเองอยู่ในใจ กลับไปต้องไปกำชับหลานชายตัวเอง ว่าห้ามมีเื่กับเยี่ยเฟิงเด็ดขาด เ้าคนนี้มันไม่เหมือนกับภายนอกที่เห็น ดูจากพฤติกรรมก่อนหน้านี้ เขาแกล้งโง่แน่นอน แต่ความจริงเป็คนที่ไม่ควรจะมีเื่ด้วย
ขณะนี้หวังซ่างเทียนกับซือถูอู๋โหวเหงื่อท่วมตัวทั้งสองคน เยี่ยเฟิงยิ่งพูดอารมณ์ยิ่งขึ้น กระทั่งแม้จะห่างกันขนาดนี้แต่น้ำลายของเขาก็ยังพ่นใส่หน้าทั้งสองอยู่ดี แต่ในหัวของทั้งสองคนตอนนี้กลับว่างเปล่า เยี่ยเฟิงพูดเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ละประโยคที่พูดออกมาคือความผิดที่ทั้งสองคนต้องรับ คำพูดของเขาทำให้ทั้งสองคนใจสั่นไม่หยุด พวกเขาอยากจะขัดทว่ากลับไม่มีโอกาส และทั้งสองรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดมาคือความจริง
หวังซ่างเทียนยกมือชี้ไปที่เยี่ยเฟิง แขนของเขาสั่นไม่หยุด
“เ้าเด็กตระกูลเยี่ย เ้า... เ้า... เ้าใส่ร้ายข้า พวกข้ารู้เพียงแต่ว่าเ้าถูกพิษหยาง เ้า เ้า...”
ขณะนั้นซือถูอู่โหวก็รีบเอ่ยปากอย่างร้อนใจ แม้หลานชายของทั้งสองจะรออยู่ด้านนอกท้องพระโรง ทว่าตอนนี้กลับไม่มีใครกล้าเรียกหลานชายเข้ามา
เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะ
“ขอถามพวกท่าน หากหลานชายทั้งสองของพวกท่านไม่ได้วางยาข้าที่หอวั่งชุน แล้วพวกเขารู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกพิษหยาง? เกรงว่าแม้แต่หมอเทวดาที่อยู่ตรงนั้นก็คงไม่กล้ามั่นใจถึงเพียงนี้”
หวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหวชะงักไปทันที ทั้งสองหน้าถอดสีพูดอะไรไม่ออก แม้พิษหยางจะเป็ยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรง ทว่าไร้สีไร้กลิ่น หลังจากถูกพิษแล้ว นอกจากจุดอ่อนไหวจะชี้โด่ นอกนั้นร่างกายก็ไม่มีปฏิกิริยาอื่นใด แต่ว่าที่นั่นคือหอวั่งชุน จุดอ่อนไหวของพวกหนุ่มๆ ชี้ขึ้นก็เป็เื่ปกติ
เยี่ยเฟิงมองทั้งสองจากนั้นก็หัวเราะ
“อีกอย่างไปหอวั่งชุนใช่ว่าจะทำแต่เื่อย่างว่า การไปชื่นชมการร้องรำทำเพลงก็ถือเป็โทษหรือ?”
คำพูดเพียงไม่กี่คำของเยี่ยเฟิงก็ทำให้เขาพ้นผิดอย่างหมดข้อหา หนำซ้ำแต่ละประโยคที่พูดยังเป็การเพิ่มข้อหาให้ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูมากขึ้น ่เวลาไม่นาน เื่ราวกลับตาลปัตรจนไม่มีใครสามารถคาดเดาได้
เดิมทีเยี่ยอู๋เซิงคิดถึงผลที่แย่ที่สุดเอาไว้แล้ว หากเยี่ยเฟิงเป็อะไรไป เขาจะสู้ตายด้วยชีวิตกับตระกูลหวังและตระกูลซือถูแน่นอน
ั้แ่ต้นจนจบ อวิ๋นจ้านเฉิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เขาทำเพียงขมวดคิ้ว เยี่ยเฟิงกลายเป็สิ่งที่เขาสงสัยมากที่สุด อีกอย่างเื่ราวเลยเถิดมาถึงสถานการณ์ในตอนนี้ ไม่ว่าทั้งสามตระกูลใหญ่อย่าง ตระกูลเยี่ย ตระกูลหวังหรือตระกูลซือถูจะเกิดปัญหาใดขึ้น ล้วนส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเมืองอวิ๋นอู่ จากสีหน้าแววตาของหวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหว เขาพอจะรู้สาเหตุของเื่นี้แล้ว แต่ขณะนี้ากำลังจะเกิด เขาเป็ถึงผู้ปกครองเมือง ต้องคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ และจะไม่ยอมให้เื่เช่นนี้เกิดขึ้นเป็แน่
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ชักจะไปกันใหญ่ อวิ๋นจ้านเฉิงพลันลุกขึ้นจากบัลลังก์ั หันมองเยี่ยเฟิงครู่หนึ่ง จากนั้นพูดว่า
“เื่นี้หากลงโทษสถานเบาจะกระทบต่อเกียรติของราชสำนัก ลงโทษสถานหนักจะกระทบต่อความปลอดภัยของเมืองอวิ๋นอู่ ขณะนี้พวกเ้าให้การไม่ตรงกัน ข้าว่าต้องเกิดเื่เข้าใจผิดขึ้น บางทีเื่ราวอาจไม่เป็อย่างที่พวกเ้าคิด”
เห็นได้ชัดว่าอวิ๋นจ้านเฉิง้ายุติเื่นี้ เพราะหากเื่นี้บานปลายใหญ่โตคงไม่เกิดผลดีกับใครทั้งนั้น ยิ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อราชสำนัก เื่นี้เขารู้ดี
เมื่อหวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหวได้ยินพลันดีใจทันที ก่อนหน้านี้พวกเขาถูกเยี่ยเฟิงตอบโต้จนพูดไม่ออก หากสืบสาวเื่ราวพวกนั้นจริง พวกเขาคงหนีความผิดไม่พ้น ตอนนี้ทั้งสองคนจึงเหมือนเจอความหวังสุดท้าย รีบพยักหน้าเหมือนนกน้อย
“ฝ่าาพูดถูกแล้ว เื่นี้คงเข้าใจผิด เข้าใจผิดเป็แน่”
อวิ๋นจ้านเฉิงจึงพูดต่อ
“แต่ว่าเื่นี้ข้าจะให้รางวัลและลงโทษอย่างตรงไปตรงมา ตระกูลเยี่ยถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ประทานทองคำห้าร้อยตำลึง เงินอีกหนึ่งหมื่นตำลึง และผ้าแพรชั้นดี ส่วนตระกูลหวังและตระกูลซือถูปรับเบี้ยหวัดครึ่งปี”
เมื่อได้ยินอวิ๋นจ้านเฉิงพูดเช่นนี้ เยี่ยอู๋เซิงก็ไม่รู้จะพูดสิ่งใด เขาเพียงมองดูอีกสองคนแล้วทำเสียงฮึดฮัด เขาเข้าใจความหมายของอวิ๋นจ้านเฉิงดี และบทสรุปในตอนนี้ก็ดีกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้มาก
สีหน้าของเยี่ยเฟิงยังคงนิ่งเฉย บทสรุปเช่นนี้เขาคาดเดาได้ั้แ่แรกแล้ว เื่ของตระกูลหวังกับตระกูลซือถูเขาจะไปจัดการด้วยตัวเอง ไม่มีทางปล่อยไปแบบนี้แน่นอน ส่วนอวิ๋นจ้านเฉิงจะทำอย่างไร ไม่เกี่ยวกับเขา ขอเพียงไม่ส่งผลร้ายต่อตระกูลเยี่ยเป็พอ
ในขณะนั้น หวังซ่างเทียนเหมือนฉุกคิดบางอย่างได้ เขาก้มตัวให้อวิ๋นจ้านเฉิงแล้วพูดว่า
“ฝ่าา เมืองอวิ๋นอู่ให้ความสำคัญกับการฝึกยุทธ์ และให้ความเคารพต่อผู้ที่ฝึกยุทธ์ องค์หญิงมีรูปโฉมงดงามอีกทั้งพลังยังไปถึงระดับภพเปิดตันเถียนแล้ว ส่วนเยี่ยเฟิงที่เป็หลานชายของขุนพลอันดับหนึ่ง ผู้ที่เป็ว่าที่ราชบุตรเขย กลับมีพลังยุทธ์ที่ไม่เอาไหน หากเขาเสกสมรสกับองค์หญิงจริง คงจะทำให้ราชสำนักกลายเป็ที่ขบขัน เป็การทำให้เสียพระเกียรติ เื่การเสกสมรสจึงขอให้ฝ่าาทรงพิจารณาด้วย”
เดิมทีบรรยากาศที่เริ่มดีขึ้นกลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หวังซ่างเทียนยังไม่ล้มเลิก แต่สิ่งที่เขาพูดถึงในขณะนี้เป็สิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจดี แม้เยี่ยอู๋เซิงจะโกรธ แต่เขากลับได้แต่ลอบถอนหายใจ เพราะเยี่ยเฟิงฝึกฝนมาเกือบสิบปี ทว่าตอนนี้พลังของเขายังไม่ถึงขั้นรวมลมปราณเลย
อวิ๋นจ้านเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาของเขามองไปที่เยี่ยเฟิงอย่างไม่รู้ตัว พลังยุทธ์ในขั้นเปิดชีพจรไม่ค่อยน่าดีใจสักเท่าใด เหล่าลูกหลานของขุนนางบู๊ มีเพียงเยี่ยเฟิงที่พลังอ่อนแอที่สุด
ซือถูอู่โหวที่ยืนอยู่ข้างกันก็รีบโค้งตัว แล้วเอ่ยสมทบ
“ฝ่าา เื่นี้กลายเป็ที่ติฉินนินทามานานแล้ว ตอนนี้ากำลังจะเกิด หากองค์หญิงแต่งงานกับคนเสเพลที่มีพลังอยู่ในขั้นเปิดชีพจรเท่านั้น เกรงว่าไม่เพียงแต่จะเสียพระเกียรติ แต่จะทำให้เหล่าทหารเสียกำลังใจไปด้วย ขอพระองค์ทรงไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน องค์หญิงรูปโฉมงดงาม ราชบุตรเขยควรจะเป็ชายหนุ่มที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติและรูปสมบัติถึงจะคู่ควร”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคนพูด ภายในท้องพระโรงจึงเริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่พยักหน้าเห็นพ้องต้องกันไปหมด พวกขุนนางอยากให้อวิ๋นจ้านเฉิงยกเลิกการเสกสมรสนี้
เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะอยู่ในใจ เขาอยากจะฆ่าคนเสียจริง หมาบ้าสองตัวนี้กัดเขาไม่ปล่อยเลย พอสบโอกาสก็รีบกัดเข้าให้ นี่ลามไปถึงเื่พลังแล้วหรือ
“ในเมื่อบีบบังคับกันขนาดนี้ จะมาโทษข้าทีหลังไม่ได้นะ”
เขาที่เป็ยอดอัจฉริยะด้านการปรุงโอสถ อีกทั้งยังได้รับการถ่ายทอดจากคัมภีร์จักรพรรดิ หากว่าด้วยเื่การฝึกฝน ใครจะเทียบเขาได้กัน?