ลานหน้าประตููเาขนาดใหญ่มีครอบคลุมพื้นที่หลายพันจั้งตรงกลางก็มีวงแหวนขนาดใหญ่ขณะที่ด้านหลังวงแหวนมีเก้าอี้อยู่สิบกว่าตัวเรียงรายอยู่
“เ้าเห็นเก้าอี้ด้านหลังนั่นหรือไม่? นั่นคือที่นั่งของปรมาจารย์ที่มีตำแหน่งสูงทั้งหลายโดยปกติพวกเขาจะไม่มาด้วยตัวเองแต่จะส่งตัวแทนมา” ชิวเจินกล่าว
ในกระท่อมหญ้าหลังหนึ่งตรงด้านหลังห้องโถงใหญ่ของประมุขยอดเขาทางทิศเหนือชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่พร้อมชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้เขาถ้าเยี่ยซางอยู่ที่นี่เขาจะต้องรู้จักบุคคลผู้นี้อย่างแน่นอนทว่าไม่ใช่ชายชราแต่เป็เด็กหนุ่มคนนั้น เขาคือฉินเจิน
“เจินเอ๋อร์ทำไมเ้าไม่ไปฝึกเสียเล่า?” ชายชราลืมตาขึ้นคล้ายมีแสงวาบขึ้นระหว่างพวกเขา
“ท่านอาจารย์เื่เป็เช่นนี้ ด้านนอกมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่มากับศิษย์ด้วย เขาใจดีกับศิษย์มากศิษย์หวังว่าอาจารย์จะสามารถช่วยให้เขาอยู่ในหุบเขาโอสถได้”ฉินเจินลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา
“เจินเอ๋อร์หุบเขาโอสถก็มีกฎของหุบเขาโอสถ เช่นเดียวกับเ้า ตอนนี้เ้ายังเป็ศิษย์ของอาจารย์ไม่ใช่ศิษย์ของหุบเขาโอสถ หากเ้า้าจะเข้าหุบเขาโอสถเ้าก็ต้องเข้าร่วมการทดสอบความสามารถเช่นกัน”ชายชรามองฉินเจินขณะกล่าวอย่างชัดเจนก่อนเขาจะหลับตาลง
ฉินเจินไม่ได้พูดอะไรต่อแต่ไปนั่งบ่มเพาะอยู่ด้านข้างแทนชายชราผู้นี้คือประมุขของยอดเขาเป่ยจี๋และคำพูดของเขาคือกฎไม่มีใครกล้าโต้แย้งเขาทั้งในยอดเขาเป่ยจี๋หรือในหุบเขาโอสถแล้วนับประสาอะไรกับฉินเจิน
ฉินเจินนั่งฝึนฝนแต่เด็กหนุ่มไม่อาจสงบใจได้
“เอาเถิดเปิ่นจั้วจะพาเ้าไปดู หากเขาเข้าสู่ประตููเาไม่ได้เขาก็เป็ได้เพียงคนช่วยงานทั่วไปเท่านั้น”ชายชรายืนขึ้นและเดินนำออกจากกระท่อมหญ้า โดยมีฉินเจินเดินตามหลังติดอีกฝ่ายไป
เมื่อออกจากกระท่อมชายชราก็สะบัดแขนเสื้อฉับพลันนั้นกระแสลมก็ไหลมาห่อหุ้มรอบตัวของฉินเจินก่อนจะหอบพาเขาลงจากยอดเขาชายชราไม่ได้ไปตามทางของูเา แต่เขาผ่านตรงหุบเขาลำธารราวกับเดินอยู่บนพื้นดิน
ฉินเจินใเป็อย่างยิ่งเพราะนี่คือการบิน ซึ่งเป็ไปไม่ได้สำหรับผู้ฝึกตนระดับหนิงตันเลยด้วยซ้ำมีแค่ผู้ฝึกตนที่มีจินตานสมบูรณ์เท่านั้นที่สามารถทำได้
ระยะทางจากยอดเขาเป่ยจี๋ถึงประตููเาของหุบเขาโอสถห่างกันราวพันลี้แต่ด้วยการเดินทางที่รวดเร็วปานสายลมของชายชรา ก็ใช้เวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น
ชายชรามาถึงที่ลานกว้างก่อนจะตรงไปยังด้านหน้าของของวงแหวนยามนี้มีที่นั่งอยู่หน้าวงแหวนราวหนึ่งในสิบที่ยังคงว่างอยู่ขณะที่ส่วนอื่นเต็มไปด้วยผู้คนหมดแล้ว
เมื่อพวกเขาเห็นชายชราผู้คนนับสิบที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็ลุกขึ้นและก้มศีรษะคำนับอาจารย์อาหนึ่งในนั้นเดินออกมาด้านหน้าของชายชราแล้วเรียกเขาว่าอาจารย์
ชายชราพยักหน้าเดินตรงไปยังเก้าอี้ของยอดเขาเป่ยจี๋ก่อนจะนั่งลง
“อาจารย์อามาด้วยตนเองเช่นนี้ถือว่าเป็โชคดีสำหรับศิษย์ในรุ่นนี้ยิ่งนัก”ชายวัยกลางคนที่นั่งตรงกลางคำนับชายชรา
“หลิงเซียวท่าทางฐานการบ่มเพาะพลังปราณของเ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องผู้สืบทอดของศิษย์พี่นั้นดีจริงๆ” ชายชราพยักหน้าให้ชายวัยกลางคน
ชายวัยกลางคนผู้นี้คือฉู่หลิงเซียวเขาเป็ศิษย์เ้าสำนักของหุบเขาโอสถและเป็ผู้ดูแลของยอดเขาตานติ่งทั้งนับเป็ผู้สืบทอดสายตรงของหุบเขาโอสถนอกจากนี้ชายผู้นี้ก็ยังเป็ผู้ดูแลหลักในพิธีคัดเลือกศิษย์แต่ละครั้งด้วย
“คราวนี้ใครเป็ผู้ดูแลการทดสอบหรือ? ยามนี้ยังไม่มาอีก ยังมีที่นั่งว่างอยู่ด้วย”ชายชราขมวดคิ้วขณะมองไปยังที่ว่าง
“ศิษย์น้องฝึกตนอยู่จึงลืมเวลาไปไม่คิดว่าศิษย์พี่สามจะมาด้วย” หลังจากเสียงนั้นดังขึ้นชายชราในชุดดำก็ปรากฏตัวบนลานกว้าง ก่อนร่างนั้นจะตรงไปยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่
“ศิษย์น้องหลิ่วเป็เ้าเองหรือ? ครั้งนี้ถึงคราวที่เ้าเป็ผู้ดูแลใช่หรือไม่?” เมื่อเห็นชายชราในชุดดำประมุขยอดเขาเป่ยจี๋ก็รู้สึกใเล็กน้อย
“ถูกต้องเมื่อสิบกว่าปีก่อน เป็คราวของศิษย์น้องที่ต้องดูแลเช่นกันแต่กลับฝึกตนจนลืมเื่นี้ไป ดังนั้นครั้งนี้จึงไม่อาจลืมได้อีก นอกจากนี้ยอดเขาไท่เสวียนของข้ายังมีที่ว่างอยู่จึง้ารับศิษย์เพิ่มอีกสักเล็กน้อย” ชายชราที่มาใหม่พูดพร้อมนั่งลง
“ประมุขยอดเขาไท่เสวียนหัตถ์เขย่า์ หลิ่วหยางอวี่!”
“นี่คือเหล่าประมุขยอดเขาของหุบเขาโอสถ!”
“อีกท่านคือหยานเป่ยจี๋ประมุขยอดเขาเป่ยจี๋ ท่านก็เป็ปรมาจารย์เช่นกัน”
เสียงกระซิบพูดคุยดังเข้าหูของเยี่ยซางทำให้เขาต้องหันไปมองหลิ่วหยางอวี่
ฉู่หลิงเซียวคำนับหยานเป่ยจี๋และหลิ่วหยางอวี่ก่อนจะประกาศเริ่มพิธีคัดเลือกศิษย์ของหุบเขาโอสถอย่างเป็ทางการ
การทดสอบในขั้นแรกเป็การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครโดยมีชายชราคนหนึ่งของหุบเขาโอสถคอยตรวจสอบอายุกระดูกและรากฐานการบ่มเพาะของผู้สมัครหากอายุกระดูกเกินสิบแปดปี หุบเขาโอสถจะไม่รับเข้าเป็ศิษย์
หนุ่มสาวที่ลงทะเบียนต่างถือป้ายหมายเลขเข้าแถวต่อหน้าชายชราเพื่อรับตรวจสอบอายุกระดูกทีละคนส่วนอีกคนหนึ่งก็กำลังตรวจสอบบันทึกระดับพลังบ่มเพาะของผู้สมัคร
เมื่อถึงคราวของเยี่ยซางเขาก็เหยียดแขนออกไปด้านหน้าชายชราเพื่อรับการตรวจสอบ
“หนึ่ง-หนึ่ง-สอง-หกอายุกระดูกสิบสี่” ชายชราเอ่ยขึ้นกับศิษย์หนุ่มที่อยู่ข้างๆ เขา
“หนึ่งหนึ่งสองหก!ขออภัยด้วย พลังบ่มเพาะของเ้าอยู่ที่ขั้นสามของเลี่ยนชี่เท่านั้นไม่ตรงตามข้อกำหนดของพิธีคัดเลือกศิษย์ในปีนี้ของเรา”ศิษย์ชั้นยอดชายผู้รับผิดชอบตรวจสอบบันทึกกล่าว
“กฎของพิธีคัดเลือกศิษย์ในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงหรือ?” หยานเป่ยจี๋ถามขณะมองไปยังศิษย์ชั้นยอดที่รับผิดชอบตรวจสอบบันทึก
“ตอบท่านประมุข ถูกต้องขอรับเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับการรับศิษย์ในปีนี้คือขั้นที่สี่ของเลี่ยนชี่ยามนี้มีผู้สมัครขั้นสามของเลี่ยนชี่สี่คนที่ต้องถูกคัดออกขอรับ”ศิษย์ชั้นยอดโค้งคำนับและกล่าวตอบ
หยานเป่ยจี๋เหลือบไปมองฉินเจินที่ยืนอยู่ด้านข้างเมื่อกฎเป็เช่นนี้เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้
“หนุ่มน้อยเ้าต้องพยายามให้มากขึ้น ปีหน้าค่อยกลับมาใหม่ละ”ศิษย์ชั้นยอดของหุบเขาโอสถที่รับผิดชอบตรวจสอบบันทึกพูดกับเยี่ยซางแม้จะเอ่ยปากปฏิเสธแต่เขาก็ยังสุภาพมาก
“สิ่งที่ขั้นสี่ของเลี่ยนชี่ทำได้ขอข้าลองได้หรือไม่? ท่านให้โอกาสข้าสักครั้งได้หรือไม่?” เยี่ยซางไม่เต็มใจที่จะถูกคัดออกเช่นนี้เขารู้สึกว่าไม่อาจยอมรับได้จริงๆ
“หึหึเ้าสามารถทำในสิ่งที่ขั้นสี่ของเลี่ยนชี่ทำได้ใช่หรือไม่? หลิงเซียวทำไมเ้าไม่ให้โอกาสเขาสักหน่อยเล่า?” หยานเป่ยจี๋พูดต่อด้วยรอยยิ้มเขาสังเกตเห็นสายตาที่ค่อนข้างผิดหวังของฉินเจิน ชายชรา้าให้ฉินเจินตั้งใจฝึกตนบ่มเพาะจึงไม่้าให้เยี่ยซางดึงดูดความสนใจของอีกฝ่ายมากเกินไป
เมื่อได้ยินคำเ่าั้ฉู่หลิงเซียวก็มองไปยังหลิ่วหยางอวี่ไม่ใช่ว่าเขาไม่เต็มใจจะทำตามคำพูดของหยานเป่ยจี๋แต่การคัดเลือกในครั้งนี้หลิ่วหยางอวี่เป็หัวหน้าผู้ดูแลการคัดเลือก
“เป็เื่ดีที่เด็กหนุ่มจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆการทดสอบครั้งที่สองยังเป็แบบเดียวกับปีก่อนหน้าหรือไม่?” หลิ่วหยางอวี่ถาม
“ตอบอาจารย์อาการทดสอบที่สองยังคงเป็การทดสอบเดิมแต่ระยะทางเพิ่มขึ้นครึ่งจั้งตอนนี้หุบเขาโอสถของเรา้าต้นกล้าที่ดีที่สุด จึงไม่มีเวลาที่จะค่อยๆฝึกฝนผู้ที่มีความสามารถธรรมดาขอรับ” ฉู่หลิงเซียวกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาลองเถิดเพราะเขาอยู่ที่นี่แล้ว ให้โอกาสเขาเสีย”หลิ่วหยางอวี่พยักหน้าพูดพลางสายตาจับจ้องไปที่เยี่ยซาง
หลังการส่งสัญญาณของฉู่หลิงเซียวศิษย์ของหุบเขาโอสถหลายคนปรากฏตัวขึ้น พวกเขาแบกแผ่นหินสูงสามจั้งออกมาพร้อมศิษย์อีกคนหนึ่งที่แบกเสาเหล็กิญญาขนาดเท่าแขนมาด้วย
ฉู่หลิงเซียวขยับตัวมารับเสาเหล็กิญญาจากมือของศิษย์แล้วเดินไปที่วงแหวนก่อนจะะโขึ้นไปบนอากาศ ผ่อนลมหายใจออกแล้วเหวี่ยงแขนของตนเพื่อสอดเสาเหล็กลงไปในพื้นหินสีดำ
ศิษย์ชั้นยอดวัดระยะห่างและวางกำแพงหินลง
“ขั้นตอนนี้ให้เ้าไปต่อยเสาเหล็กเพื่อทดสอบวัดระดับตราบใดที่เ้าทำให้เสาเหล็กเอียงไปัักำแพงได้ เ้าจะผ่านการทดสอบ”ฉู่หลิงเซียวเดินออกจากวงแหวนแล้วพูดกับเยี่ยซาง