หลี่หลิวหยางเพียงเหลือบมองผ่าน ๆ แล้วแสดงท่าทีคร้านจะใส่ใจ ก่อนจะโยนว่าวกระต่ายทิ้งลงพุ่มไม้ข้างทางอย่างไม่ไยดี
“หยุดนะ!”
เสียงะโดังลั่นมาจากด้านหลัง ร่างเล็กในชุดกระโปรงสีชมพูกลีบบัวปรากฏขึ้นในลานสายตา เจียวอวี๋สาวเท้าเร็วรี่พุ่งตัวเข้ามาหาเด็กหนุ่ม ดวงหน้าพริ้มเพราแสดงความร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด
แต่ทว่านางมาช้าเกินไป ว่าวกระต่ายที่นางหวงแหนสุดใจ ถูกโยนลงไปเกี่ยวกับเศษกิ่งไม้ข้างทาง เสียงกระดาษฉีกขาดดัง ‘แควก’ ร่างเล็กพลันชะงักงันตัวแข็งทื่อ ได้แต่ยืนมองว่าวกระต่ายสุดรักที่บิดาทำให้นางอย่างตั้งใจ ถูกทำลายด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มแปลกหน้า
ว่าวกระต่ายน้อยได้พลีชีพอยู่บนกองกิ่งไม้เสียแล้ว ดวงตาของเจียวอวี๋เบิกกว้าง น้ำตาคลอหน่วยด้วยความเสียใจในทันที นางไม่รอช้า รีบก้าวเท้าตรงมายังม้าของหลี่หลิวหยาง พร้อมกับยืนกางแขนสองข้างขวางม้าของเขาไว้ ท่าทางของนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ใบหน้าดวงน้อยแสดงความโกรธเกรี้ยวไม่พอใจเป็อย่างมาก คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน มือขาวผ่องถูกกำเป็หมัดเข้าหาฝ่ามือแน่น ไฟโทสะในอกถูกจุดขึ้นอย่างฉับพลัน นางค่อยๆ สูดอากาศเข้าเต็มปอด
“กรี๊ด!” เสียงร้องของเด็กสาวดังลั่นสะท้านป่า นกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ใแตกตื่นถึงกับบินแตกรังทั้งฝูง นางกรีดร้องเสียงแหลมตรงหน้าหลี่หลิวหยางด้วยความโมโห ราวกับคนเสียสติ ทุกคนต่างใกับเสียงแหลมดังและการกระทำของนาง
“เ้าเป็บ้าอะไร?! เป็คนบ้ารึ?! ะโโหวกเหวกโวยวายลั่นป่า”
หลี่หลิวหยางตะคอกใส่เด็กสาวด้วยความใระคนฉุนเฉียว
“เ้านะสิที่เป็บ้า! เ้าโยนว่าวกระต่ายของข้าพังเสียหาย ของที่ไม่ใช่ของตนเ้ากล้าทำลายได้อย่างไร เ้ามันคนนิสัยไม่ดี เป็คนเลวชัดๆ”
เจียวอวี๋ตะคอกกลับด้วยความโมโห ไม่ยอมลดราวาศอกแม้แต่นิดเดียว เสียงของนางสั่นเครือด้วยความโกรธจนถึงขีดสุด นางไม่ยอมแพ้แม้อีกฝ่ายจะเป็บุรุษก็ตาม ดวงตากลมโตเบิกกว้างจับจ้องชายหนุ่มบนหลังม้าอย่างไม่เกรงกลัว
หลี่หลิวหยางมองเด็กสาวตรงหน้า พลางถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความรำคาญและคร้านจะต่อล้อต่อเถียง เขาเหลือบมองว่าวที่ตนปาทิ้งฉีกขาดกระจุย ก่อนจะแก้ปัญหาให้จบๆ ไปโดยการชดใช้นางด้วยเงิน แต่เพราะมายังค่ายทหารเขาจึงไม่ได้พกเงินติดตัวมาสักตำลึงเดียว จึงตัดสินใจชดใช้ด้วยสิ่งของแทน เขาเลื่อนมือไปดึงหยกพกแกะสลักรูปัคู่ที่ห้อยอยู่ข้างเอวโยนให้นางด้วยท่าทางไม่ใยดี
“ถือว่าเื่นี้จบสิ้น ให้แล้วต่อกัน ข้าชดใช้ว่าวให้เ้าแล้ว” เขาเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ก่อนเร่งบังเหียนเบี่ยงตัวหลบเจียวอวี๋ควบม้าจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมา สหายและองครักษ์ติดตามรีบควบม้าตามหลังไปทันที ทิ้งไว้เพียงร่างเล็กของเจียวอวี๋ที่ยืนอ้าปากค้างกับความไร้มารยาทของชายหนุ่ม
“คนเลวบัดซบ! ไม่แม้แต่จะกล่าวขอโทษ ไร้มารยาทสิ้นดี!” เจียวอวี๋กัดฟันกรอด สองมือกำแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ แม้จะะโร้องด่าอย่างไรทว่าคนผู้นั้นกลับควบม้าหนีไปไกลเสียแล้ว
นางจ้องมองหยกพกในมือด้วยแววตาขุ่นเคือง มือเล็กบีบไว้แน่นหวังบดให้มันแหลกละเอียดคามือเพื่อชดเชยโทสะของนาง เจียวอวี๋หยิบหยกขึ้นมาพินิจดู เป็หยกเนื้อดีสลักลวดลายัคู่อย่างวิจิตรราวกับมีชีวิต เห็นได้ว่ามีค่าไม่น้อย นางถอนหายใจคราหนึ่งก่อนจะโยนมันใส่กระเป๋าแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ ด้วยเห็นว่าเป็ของมีค่ามีราคา จะโยนทิ้งก็นึกเสียดาย วันหน้านำไปขายแล้วนำเงินไปบริจาคแก่โรงหมอใกล้บ้านเสียดีกว่า
“เ้าคนบ้า! คนเลวบัดซบ อย่าให้ข้าพบหน้าเ้าอีกครั้ง ข้าจะฉีกเนื้อเ้าทิ้งเป็ชิ้นๆ!” นางะโสุดเสียงพร้อมกับชี้มือไปยังทิศทางที่เด็กหนุ่มจากไป ดวงหน้างามแดงก่ำเปี่ยมด้วยโทสะ
เจียวอวี๋พยายามระงับอารมณ์ด้วยการก้มเก็บว่าวกระต่ายที่ยามนี้ขาดวิ่นจนไม่เหลือชิ้นดี ดวงตากลมโตคลอหน่วยด้วยหยดน้ำใส นางสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ เพื่อข่มความเสียใจที่สูญเสียของรัก แม้จะช่วยให้อารมณ์สงบลงบ้าง แต่ภาพเด็กหนุ่มผู้โยนว่าวของนางทิ้งอย่างหยาบคายยังคงติดตรึงในห้วงความคิด นางไม่อาจลืมความหยิ่งผยองของเขาได้ง่าย ๆ แน่นอน
รัชศกเทียนเฉิงปีที่ยี่สิบสองของฮ่องเต้ราชวงศ์หลี่ ยามสายันต์อัสดง ตะวันใกล้ลับขอบฟ้า บ่าวผู้ดูแลประตูวิ่งะโหน้าแตกตื่นเข้ามาในคฤหาสน์สกุลจื่อ
“มีรถม้าจากในวังมาขอรับ!” จื่อถงที่กำลังใช้ตะเกียบคีบหนังเป็ดราดน้ำผึ้งใส่ลงในจานบุตรสาว เมื่อได้ยินบ่าวรับใช้รายงาน จึงรีบวางตะเกียบลง ทุกคนในจวนต่างใ ตะลีตะลานกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปต้อนรับผู้ที่มาเยือนยังหน้าประตูคฤหาสน์
มีราชโองการด่วนจากเมืองหลวง ขันทีาุโก้าวเข้ามาประกาศราชโองการจากฮ่องเต้ เสียงกังวานสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์
“ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าา ทรงโปรดเลื่อนตำแหน่งให้ใต้เท้าจื่อถง เป็รองเสนาบดีกรมการคลัง ขั้นสอง”
ขันทีผู้ถือสารของฮ่องเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมยินดี และพรรณาพระเมตตาของฮ่องเต้อยู่ครู่ใหญ่ เมื่อกล่าวเสร็จปากจึงแย้มยิ้มอย่างเป็มิตร จื่อถงก้มศีรษะลงกราบขอบพระทัยแนบพื้นด้วยความนอบน้อม
“เป็พระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น กระหม่อมจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขจัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ตอบแทนแผ่นดิน ขอฝ่าาทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
จื่อถงรับพระราชโองการจากขันทีาุโด้วยสองมือเปล่า ท่าทางเปี่ยมไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ก่อนลุกขึ้นยืนพลางกล่าวอย่างสุภาพว่า
“ลำบากกงกง [1] แล้ว ที่ต้องเดินทางไกลมาเชิญราชโองการถึงที่นี่”
กงกงยิ้มบางเบา เอ่ยตอบกลับว่า
“ใต้เท้าจื่อ ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเพียงทำตามพระบัญชาของฝ่าา” เมื่อราชโองการถูกส่งถึงมือแล้ว ขันทีาุโจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ใต้เท้าจื่อ อีกห้าวันข้างหน้า ฝ่าาจะทรงจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองแก่ขุนนางผู้ได้รับการเลื่อนขั้นในวังหลวง หวังว่าจะได้พบท่านในงาน”
“ข้าย่อมเข้าร่วมอย่างแน่นอน” จื่อถงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
เมื่อขันทีาุโหมุนกายเดินกลับไปยังรถม้า เหลียนซื่อ ฮูหยินใหญ่แห่งจวนสกุลจื่อรีบสั่งให้สาวใช้นำถุงเงินมามอบให้ขันทีผู้นำราชโองการ
“รบกวนกงกงให้ต้องเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาถึงที่นี่ สกุลจื่อเราซาบซึ้งใจยิ่งนัก ท่านโปรดรับไว้เป็สินน้ำใจเถิดเ้าค่ะ” เหลียนซื่อกล่าวด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ ขันทีาุโเหลือบตามองถุงเงินที่ยื่นมาตรงหน้า ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยรอยยิ้มบนมุมปาก
“ฮูหยินช่างเปี่ยมกรุณา จะเกรงใจไปไยพวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น อีกอย่างข้าก็เพียงปฏิบัติตามพระประสงค์ของฝ่าา มิได้ลำบากแต่อย่างใด”
ครั้นกล่าวจบ ขันทีาุโก็ยกชายผ้าก้าวขึ้นรถม้า โดยมีขันทีน้อยคอยประคองอยู่ข้างกาย เมื่อจัดท่านั่งเรียบร้อยแล้ว จึงก้มลงมองถุงผ้าในมือ ก่อนเขย่าเบา ๆ เสียงกระทบกันของเหรียญเงินดังหนักแน่นอยู่ภายในถุง มุมปากพลันโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มจาง ๆ ในใจนึกว่า
‘ตระกูลจื่อช่างร่ำรวยจริงๆ ไม่เสียแรงที่ทนนั่งรถม้ามาตั้งไกล’
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์นอกเมืองของสกุลจื่อ ท่ามกลางแสงสายัณห์ที่เริ่มคล้อยหลังเขา แสงสีทองส้มสะท้อนวับบนล้อไม้ที่หมุนกรุยทางไปข้างหน้าสู่เส้นทางทอดยาวยังประตูเมืองหลวง
การเลื่อนขั้นจากตำแหน่งขุนนางระดับล่างสู่ตำแหน่งสูงศักดิ์ในราชสำนักนั้นมิใช่เื่ง่าย ทว่าจื่อถงกลับสามารถทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งรองเสนาบดีกรมการคลังได้ นับว่าไม่สามัญ ด้วยการใช้ทั้งกำลังทรัพย์มหาศาล เพื่อเสริมสร้างไมตรีจิตกับขุนนางผู้มีอำนาจ รวมถึงการได้รับความช่วยเหลือจากพ่อตา บิดาของเหลียนซื่อ ผู้เป็ไท่ฟู่ราชครูอันทรงเกียรติของหลี่ห่าวอู๋ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ตระกูลเหลียนมีฐานะร่ำรวยและมั่งคั่งไร้ที่ติ เป็เ้าของร้านค้าครอบคลุมทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็ร้านข้าวสารธัญพืช ร้านเครื่องประดับ ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร โรงสุราและโรงเตี๊ยมทั่วหัวมุมถนน ซ้ำยังเป็เ้าของที่ดินอีกหลายร้อยหมู่ บรรพบุรุษของตระกูลรับใช้ราชวงศ์มาทุกรุ่นทุกสมัย จึงได้เก็บหอมรอมริบสะสมทรัพย์สินเอาไว้มากมาย จนต้องสร้างคฤหาสน์อันโอฬารเพื่อเก็บรวบรวมสิ่งของมีค่าเ่าั้โดยเฉพาะ
เชิงอรรถ^ขันที หรือ ข้าราชบริพารฝ่ายในที่ถูกตอน ผู้ทำหน้าที่รับใช้ภายในวังหลวงโดยเฉพาะฝ่ายฮองเฮา พระสนม หรือภายในตำหนักต่าง ๆ