คมจอบและไอหมอกยามเช้า
แสงอาทิตย์สีทองอ่อนรำไรลอดผ่านรอยแตกของผนังดินเหนียว ตกกระทบลงบนเปลือกตาของเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนกองฟาง อัลคาร์ดขยับกายเล็กน้อย กลิ่นหอมแห้งๆ ของฟางข้าวและไอเย็นของน้ำค้างยามเช้าโชยเข้าจมูก มันช่างแตกต่างจากกลิ่นกำยานฉุนกึกและฟูกขนเป็ดที่แสนอึดอัดในวังหลวงยิ่งนัก
เขาลืมตาขึ้นมองเพดานหญ้าคาที่มุงไว้ลวกๆ พลางยกมือขึ้นดูฝ่ามือของตนเอง... มันไม่ใช่ความฝัน เมื่อคืนเขาได้นอนหลับสนิทที่สุดในชีวิต สัมผัสของความเรียบง่ายที่ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองกำลังโอบกอดเขาไว้
‘ความรู้สึกนี้เองหรือ... ที่คนทั่วไปเรียกว่าการพักผ่อน’ เขาคิดในใจพลางลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังของเขาไม่มีความปวดเมื่อยแม้จะนอนบนพื้นแข็ง เพราะร่างกายที่ถูกหล่อหลอมด้วยมานาบริสุทธิ์นั้นเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า
เมื่อก้าวเท้าออกจากห้องนอนแคบๆ อัลคาร์ดก็ไม่พบบาร์นัสและริน่าอยู่ในบ้าน แต่กลิ่นหอมของซุปผักคละคลุ้งมาจากเตาดินเผา แม่ของบาร์นัสกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมมื้อเช้าอย่างขะมักเขม้น
“ตื่นแล้วหรือพ่อหนุ่ม?” นางทักทายด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เขานึกถึงเสด็จแม่เอเลน่า
“ไปล้างหน้าล้างตาเสียสิ ข้าเตรียมซุปไว้ให้แล้ว”
สายตาของอัลคาร์ดเหลือบไปเห็นซากซิลเวอร์วูล์ฟสามตัวที่วางอยู่มุมบ้าน บัดนี้พวกมันถูกชำแหละแยกส่วนอย่างชำนาญ หนังสีเงินถูกลอกออกมาขึงไว้เพื่อเตรียมตากแห้ง กลิ่นคาวเลือดจางๆ บ่งบอกว่านางคงตื่นมาทำมันตั้งแต่ก่อนรุ่งสางเพื่อให้พร้อมนำไปขายในเมือง
“บาร์นัสล่ะครับ?” อัลคาร์ดถามขณะมองหาเพื่อนใหม่
“เจ้านั่นออกไปที่นาตั้งแต่ไก่โห่แล้วล่ะ บอกว่าจะรีบเคลียร์ดินให้เสร็จก่อนแดดจะร้อน เดินออกไปทางหลังกระท่อม ข้ามลำธารเล็กๆ ไปก็จะเจอเอง”
อัลคาร์ดพยักหน้าขอบคุณและเดินออกไปตามทางที่นางบอก ไอหมอกยามเช้ายังคงปกคลุมทุ่งนาสีทองจางๆ เสียงนกป่าร้องรับกันเป็นทอดๆ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก รับเอาอากาศที่บริสุทธิ์ไร้เขม่าควันไฟจากปล่องโรงงานหลอมอาวุธในเมืองหลวง
ไม่ไกลนัก เขาเห็นร่างใหญ่โตของบาร์นัสกำลังยืนอยู่กลางแปลงดิน เด็กชายร่างยักษ์เหวี่ยงจอบหนักๆ ลงบนผิวดินแข็งกระด้าง เสียงจอบกระทบดินดัง ฉึก! ฉึก! สม่ำเสมอ เหงื่อเม็ดเป้งเกาะตามแผ่นหลังที่ยังดูไม่โตเต็มวัยดีนัก
อัลคาร์ดเดินเข้าไปใกล้พลางกล่าวทักทาย “ขยันแต่เช้าเลยนะบาร์นัส... มีอะไรให้ข้าช่วยไหม?”
บาร์นัสชะงักจอบ หันมาใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก พลางหัวเราะร่า
“ฮ่าๆ ตื่นเช้าเหมือนกันนี่นาอัลคาร์ด! ไม่เป็นไรหรอก ดินแถวนี้มันแข็งนิดหน่อย แต่ข้าขุดไปไม่นานก็คงเสร็จ เจ้านั่งพักรอใต้โคนต้นไม้นั่นก่อนเถอะ เดี๋ยวเสร็จแล้วเราค่อยไปกินมื้อเช้าด้วยกัน”
แต่อัลคาร์ดกลับไม่ได้ทำตามคำแนะนำ เขาเหลือบมองจอบอีกด้ามที่วางพาดอยู่ใต้ต้นโอ๊กใกล้ๆ เขาเดินไปหยิบมันขึ้นมา น้ำหนักของจอบเหล็กที่มีด้ามเป็นไม้นั้นเบาหวิวสำหรับเขา ราวกับถือดาบไม้
เขากลับมายืนข้างๆ บาร์นัส นัยน์ตาสีขรึมจ้องมองท่วงท่าการเหวี่ยงจอบของเพื่อนอย่างละเอียด... เพียงเสี้ยววินาทีเดียว อัลคาร์ดก็เข้าใจการถ่ายเทน้ำหนักจากหัวไหล่ไปสู่ปลายนิ้ว เขาขยับร่างกายตามสัญชาตญาณ ปรับสมดุลเท้าให้มั่นคงดุจรากไม้
‘บดเค้นแรงจากด้ามสู่ปลายจอบ... ส่งผ่านกระแสความนิ่งไปที่ปลายแล้วหวดลงมา...’
อัลคาร์ดเหวี่ยงจอบลงมาเบาๆ แว่วเสียงหวีดหวิวของอากาศเล็กน้อย
จึ๊ก!!!!
ปลายจอบเจาะทะลุผิวดินแข็งๆ ลงไปจนมิดอย่างง่ายดาย ราวกับว่าดินเหล่านั้นเป็นเพียงก้อนเนยนุ่มๆ ไม่มีแรงต้านทานแม้แต่น้อย อัลคาร์ดงัดจอบขึ้นเบาๆ ส่งผลให้ดินก้อนใหญ่ถูกพลิกขึ้นมาอย่างสวยงามและเป็นระเบียบ
บาร์นัสที่กำลังจะเหวี่ยงจอบรอบถัดไปถึงกับหยุดกึก เขาเบิกตากว้างมองดูหลุมดินที่อัลคาร์ดขุดเพียงครั้งเดียวแต่ลึกกว่าที่เขาทำแทบตาย
“เอ๊ะ...?” บาร์นัสอุทานออกมาพลางมองจอบในมือตัวเองสลับกับจอบของอัลคาร์ด
“นี่เจ้า... เคยทำนามาก่อนหรือเปล่าเนี่ย? ท่าทางคล่องแคล่วเกินไปแล้วนะ ข้าคิดว่าเจ้าเป็นลูกอัศวินหรือนักผจญภัยเสียอีก ดูจากที่เจ้าจัดการหมาป่าเมื่อคืนน่ะ”
อัลคาร์ดนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความจริงใจ
“ไม่เลย... นี่คือครั้งแรกที่ข้าได้ลองขุดดิน”
“ครั้งแรก?!” บาร์นัสถามซ้ำด้วยความสงสัยครามครัน
“ครั้งแรกแล้วเจ้าไปหัดวิธีใช้จอบมาจากไหนล่ะ? ดูเจ้าจะขุดเก่งกว่าข้าที่ทำมาตั้งแต่เด็กเสียอีก!”
อัลคาร์ดปัดฝุ่นออกจากจอบไม้ในมือเบาๆ สบตาเพื่อนใหม่ด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบ
“ข้าก็ดูจากที่เจ้าทำเมื่อครู่นี้ไง...” เขาหยุดเว้นจังหวะ
“...เจ้าทำได้ดีมาก บาร์นัส ข้าแค่ทำตามจังหวะที่เจ้าแสดงให้ดูเท่านั้นเอง”
คำตอบที่ดูเรียบง่ายนั้นทำให้บาร์นัสเกาหัวอย่างงุนงง พลางหัวเราะแห้งๆ
“ดูแค่แป๊บเดียวเนี่ยนะ? เจ้านี่มันประหลาดคนจริงๆ อัลคาร์ด! แต่ก็เอาเถอะ มีเจ้าช่วยแบบนี้ ข้าว่าสายๆเราคงได้พักกันยาวๆ แน่!”
ท่ามกลางทุ่งนากว้างใหญ่ เจ้าชายผู้ถูกลืมเลือนกำลังก้มหน้าก้มตาเหวี่ยงจอบลงสู่ผืนดินอย่างเงียบเชียบ... ทุกครั้งที่จอบกระทบดิน เขาไม่ได้รู้สึกว่ามันคืองานหนัก แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ด้วยสองมือของตนเองจริงๆ เป็นครั้งแรก
ไม่นานนัก หลังจากที่ทั้งคู่ช่วยกันลงแรงขุดดินจนผืนดินที่เคยแข็งกระด้างเริ่มร่วนซุยพร้อมสำหรับการเพาะปลูก เสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่ย่ำลงบนยอดหญ้าก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงใสๆ ของเด็กสาว
“พี่บาร์นัส! พี่บาร์นัส!” ริน่า วิ่งหน้าตั้งมาแต่ไกล ใบหน้าจิ้มลิ้มอาบไปด้วยรอยยิ้ม
“พ่อกลับมาแล้ว! ท่านพ่อกลับมาถึงบ้านแล้วพี่!”
บาร์นัสหยุดจอบในมือ พลางปาดเหงื่อที่คางออก
“โอ้! พ่อกลับมาแล้วรึ รู้แล้วๆ ริน่าไปหาแม่กับพ่อก่อนเลย ตรงนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว อีกนิดเดียวเท่านั้นแหละ”
“คร้าาาาา!” เด็กสาวขานรับเสียงใส ก่อนจะหมุนตัววิ่งกลับไปทางกระท่อมจนลับสายตาไป
อัลคาร์ดที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางถามด้วยความสงสัย
“พ่อของเจ้า... ยังอยู่หรือ?”
บาร์นัสหันขวับมามองทันที
“ไอ้เจ้านี่! พ่อข้ายังไม่ตายเฟ้ย!” เขาก่นด่าขำๆ พลางส่ายหัวให้กับคำถามเถรตรงของเพื่อนใหม่
“อ้าว... ก็เมื่อคืนข้าไม่เห็นใคร ข้าก็คิดว่าพวกเจ้าอยู่กันแค่สามคนแม่ลูก” อัลคาร์ดสวนกลับพลางปักจอบลงกับพื้นดิน
“พ่อต้องนำผลผลิตส่วนที่เป็นภาษีไปส่งให้ขุนนางที่เป็นเจ้าของที่ดินน่ะสิ ออกเดินทางไปตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว จะกลับมาวันนี้ก็ไม่แปลกหรอก” บาร์นัสอธิบายพลางยืดเส้นยืดสาย
“แต่พ่อกลับมาก็ดีแล้ว พ่อข้าน่ะขุดดินเร็วมากเลยนะจะบอกให้ ท่านพอจะใช้เวทมนตร์ได้นิดหน่อย สมัยหนุ่มๆ พ่อเคยเป็นนักผจญภัยเชียวนะ แต่พอข้าเกิด ท่านก็เลยตัดสินใจวางมือแล้วมารับช่วงต่อที่นาของแม่ข้าน่ะ ส่วนตากับยายเสียไปนานแล้ว”
อัลคาร์ดนิ่งฟัง แววตาของเขาเหม่อมองไปทางขอบฟ้าทิศที่ตั้งของนครหลวงอาร์คีรัส
“แล้วเจ้าล่ะ... ไม่อยากเป็นหรือไง นักผจญภัยน่ะ? ข้าเคยอ่านในหนังสือว่ามันเป็นอาชีพที่อิสระ ได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ค้นหาความลับของโลกที่ไม่มีใครเคยเห็น...”
บาร์นัสถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความกระตือรือร้นในดวงตาหม่นแสงลงเล็กน้อย
“ใครว่าข้าไม่อยากเป็นล่ะ... พ่อพยายามสอนเวทมนตร์ให้ข้าแล้ว แต่ข้ามันหัวทึบ ใช้ไม่ได้เสียที ข้าคงไม่มีพรสวรรค์เหมือนพ่อหรอก”
ในวินาทีนั้นเอง อัลคาร์ดหรี่ตาลงเล็กน้อย รูม่านตาของเขาขยายออกซึมซับกระแสพลังงานรอบตัว ในสายตาของอัจฉริยะวีรชน เขาเห็นเส้นสายมานาสีฟ้าอ่อนๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของบาร์นัส มันไม่ได้สงบนิ่งเหมือนจอมเวท แต่มันกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงและหนาแน่นอยู่ตามมวลกล้ามเนื้อและกระดูก
“เจ้ามีมันนะ... มานาน่ะ” อัลคาร์ดพูดขึ้นลอยๆ จนบาร์นัสสะดุ้ง
“ฮะ? เจ้าว่าไงนะ?”
“มานาในตัวเจ้ามีอยู่จริง และมีอยู่พอสมควรด้วย” อัลคาร์ดเดินเข้าไปใกล้ พลางพินิจมองเพื่อนร่างยักษ์ด้วยสายตาเชิงวิเคราะห์
“สาเหตุที่เจ้าใช้เวทมนตร์ของพ่อไม่ได้ อาจเพราะเจ้ากับพ่อมีคุณสมบัติที่ต่างกัน พ่อของเจ้าอาจจะใช้มานาสร้างปรากฏการณ์ภายนอก แต่ร่างกายของเจ้านั้น... มันเหมาะกับการกักเก็บมานาไว้ภายในมากกว่า”
อัลคาร์ดเว้นจังหวะสบตากับบาร์นัสที่กำลังยืนงง
“ข้าสอนให้เอาไหม? ทั้งวิธีใช้มานาในแบบของเจ้า... รวมถึงการใช้อาวุธด้วย”
บาร์นัสชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเริ่มส่องประกายวาววับ มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความฝันซึ่งดูขัดกับรูปร่างกำยำและหน้าตาดิบเถื่อนของเขาอย่างสิ้นเชิง
“เอาสิ! เอาสิเพื่อน!” บาร์นัสตอบตกลงแทบจะทันที เสียงของเขาสั่นด้วยความตื่นเต้น
“ข้าฝันอยากเป็นแบบพ่อมาตลอดเลย ตอนข้ายังเล็กๆ พ่อชอบเล่าเรื่องการผจญภัยในดันเจียน สู้กับมอนสเตอร์ยักษ์ให้ฟังก่อนนอนประจำเลยล่ะ ข้าอยากเห็นโลกกว้างแบบนั้นบ้าง!”
อัลคาร์ดยกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มแรกที่ดูผ่อนคลายอย่างแท้จริง
“งั้นเรารีบทำงานให้เสร็จ ไปกินข้าวเช้ากับพ่อของเจ้า แล้วข้าจะเริ่มสอนพื้นฐานให้”
“โอ้!!!!!!!!”
บาร์นัสคำรามลั่นทุ่งนาด้วยความฮึกเหิม เขาคว้าจอบคู่ใจแล้วเหวี่ยงมันลงดินอย่างบ้าคลั่ง พลังกายที่พลุ่งพล่านทำให้อัลคาร์ดต้องรีบเร่งมือตาม ทั้งสองหนุ่มช่วยกันขุดดินท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ที่เริ่มแผ่ความอบอุ่นไปทั่วทุ่งรวงทอง โดยที่บาร์นัสไม่รู้เลยว่า ครูฝึกที่กำลังจะสอนเขาในบ่ายนี้ คือชายที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งที่ประวัติศาสตร์จะเคยจารึกไว้
กลิ่นอายที่ย้อนแย้งและครอบครัวใหม่
เวลาเพียงพ้นช่วงรุ่งสางมาไม่นาน แสงแดดยังคงทอแสงอุ่นกำลังดี ลมเอื่อยๆ พัดพาเอาความสดชื่นของทุ่งหญ้ามาปะทะใบหน้า บาร์นัสปาดเหงื่อพลางมองดูผลงานตรงหน้าด้วยสายตาเหลือเชื่อ วันนี้งานเตรียมดินเสร็จเร็วกว่าปกติมาก ทั้งที่ปกติเขาต้องขุดจนหลังแทบหักและแดดเริ่มร้อนระอุถึงจะพอ แต่วันนี้เพียงชั่วครู่เดียว งานที่เขาคาดว่าต้องทำคนเดียวถึงสามวันกลับเสร็จสิ้นลงอย่างหมดจด
ถึงแม้พื้นที่กว่าสองในสามจะเป็นฝีมือของอัลคาร์ดที่เพิ่งจะจับจอบเป็นครั้งแรกในชีวิตก็เถอะ...
‘สงสัยพวกนักดาบเก่งๆ คงจะหยิบจับอะไรก็คล่องไปหมดล่ะมั้งนะ?’ บาร์นัสคิดในใจแบบซื่อๆ โดยไม่เอะใจเลยว่าน้ำหนักและจังหวะการเหวี่ยงจอบที่แม่นยำขนาดนั้น มันคือการควบคุมกล้ามเนื้อระดับสูงที่ต้องฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง
เมื่อทั้งคู่เดินกลับมาถึงบ้านไม้หลังย่อม เสียงกังวานทรงพลังของชายวัยกลางคนก็ดังลอดออกมาจากด้านในทันที
“ว่าไงไอ้เจ้าลูกชาย! วันนี้เตรียมดินแทนพ่อไปถึงไหนแล้วล่ะหา? แล้วนี่แม่เล่าให้พ่อฟังแล้วนะว่าเจ้าได้เพื่อนดีๆ มาช่วยไว้ ไหนล่ะ? พ่ออยากเห็นหน้าชัดๆ หน่อย!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงฝีเท้าที่ก้าวข้ามธรณีประตู อัลคาร์ดก็โค้งคำนับอย่างสุภาพด้วยความเคยชินที่ถูกปลูกฝังมาแต่เยาว์วัยในรั้ววัง
“สวัสดีครับ... ผมชื่ออัลคาร์ดครับ”
คำทักทายที่นุ่มนวลและกิริยาที่สง่างามเกินสามัญชนทำเอา กราดอส พ่อของบาร์นัสที่กำลังนั่งพักอยู่ถึงกับชะงักไป นัยน์ตาที่ผ่านการมองโลกและพบเจอผู้คนมามากหรี่ลงเล็กน้อย พลางสำรวจเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา
ในสายตาของอดีตนักผจญภัยอย่างเขา อัลคาร์ดคือความย้อนแย้งที่เดินได้... เด็กหนุ่มคนนี้มีผิวพรรณที่ละเอียดเกลี้ยงเกลาเกินกว่าจะเป็นคนตรากตรำทำงานหนัก แม้เส้นผมจะดูเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นจากการเดินทางแต่มันกลับดูมีน้ำหนักและได้รับการดูแลมาอย่างดีผิดปกติ ทว่าชุดที่ใส่กลับเป็นเพียงผ้าป่านเก่าๆ ขาดๆ ที่หาได้ทั่วไป แต่สิ่งที่สะดุดตาเขาที่สุดคือ ‘กลิ่นอาย’ ... กลิ่นอายของนักรบที่เฉียบคมและทรงพลังแผ่ออกมาจางๆ ขัดกับท่าทางที่สุภาพเรียบร้อยนั้นอย่างสิ้นเชิง
“ย้อนแย้ง... เจ้านี่มันย้อนแย้งไปหมดจริงๆ” กราดอสพึมพำเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นยิ้มกว้างแล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาตบบ่าอัลคาร์ดเบาๆ
“แต่เอาเถอะ ในฐานะคนเป็นพ่อ ข้าต้องขอบใจเจ้าจริงๆ ที่ช่วยลูกทั้งสองของข้าไว้เมื่อคืน ถ้าไม่มีเจ้า... พ่ออย่างข้าคงไม่ให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต”
“พี่ชายเท่มากๆ เลยนะพ่อ!” ริน่าวิ่งเข้ามาเสริมพลางกระโดดโลดเต้น
“เขาเหวี่ยงดาบแบบนี้ จึ๊กๆๆๆ! แล้วหมาป่าน่ากลัวพวกนั้นก็ล้มตึงตายหมดเลย!”
เด็กสาวออกท่าทางเลียนแบบเก้ๆ กังๆ ท่าท่าทางที่ตั้งใจเกินเหตุนั้นดูไม่เหมือนอัลคาร์ดเลยแม้แต่นิดเดียว จนทำให้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดเพราะการสำรวจอัลคาร์ดของกราดอสละลายหายไป กลายเป็นเสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่อบอวลไปทั่วบ้าน
“เอาล่ะๆ เรื่องคุยเอาไว้ทีหลังเถอะจ้ะ” แม่ของบาร์นัสเดินเข้ามาขัดจังหวะพลางยกหม้อซุปที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาวางบนโต๊ะ
“มาทานข้าวกันก่อน วันนี้แม่แบ่งเนื้อซิลเวอร์วูล์ฟมาทำซุปด้วยนะ ส่วนที่เหลือแม่ตั้งใจจะเอาไปขายในเมือง แล้วจะเอาเงินมาให้อัลคาร์ดไว้ใช้เป็นค่าเดินทางนะจ๊ะ”
อัลคาร์ดที่กำลังจะรับช้อนถึงกับชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงวัยกลางคนด้วยแววตาที่ว่างเปล่าครู่หนึ่ง
“ผม... ผมใช้เงินไม่เป็นหรอกครับ และก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรด้วย เก็บเงินนั่นไว้ซื้อของจำเป็นของที่นี่เถอะครับ”
น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือเล็กน้อยขณะที่พูดต่อ
“คือ... ถ้าไม่รังเกียจ ผมตัดสินใจแล้วว่าจะขออยู่ที่นี่เพื่อช่วยงานครับ ได้โปรดให้ผมอยู่ด้วยเถอะนะครับ... เสด็....แม่... เอ้อ แม่ของผมซึ่งเป็นที่พึ่งเดียวเพิ่งจะเสียไป ผมยังไม่มีที่ไป และไม่มีจุดหมายที่อยากจะไปเลยครับ”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เขื่อนกั้นน้ำตาของแม่บาร์นัสและริน่าจะพังทลายลง ทั้งสองคนโผเข้ากอดเด็กหนุ่มที่ดูอ้างว้างคนนี้ทันที
“โธ่... พ่อหนุ่มผู้น่าสงสาร ไม่เป็นไรนะจ๊ะ เธอจะมาเป็นลูกของบ้านเรา” แม่ของบาร์นัสลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยน
“ถึงบ้านเราจะจน แต่เราไม่อดตายแน่ๆ อยู่ที่นี่ได้ตามสบายเลยนะ บ้านอาจจะเล็กไปบ้าง แต่ถ้าเจ้าไม่รังเกียจ พวกเรายินดีต้อนรับเจ้าเสมอจ้ะ”
“โอ๋น้าพี่... ไม่ต้องร้องนะพี่ชาย” ริน่าที่กอดเอวเขาอยู่พยายามเขย่งเท้าขึ้นมาลูบหลังอัลคาร์ดพลางทำเสียงปลอบโยน
“โอ๋ๆๆ ...”
ก้อนเนื้อในอกซ้ายของอัลคาร์ดเต้นรัว ความอบอุ่นที่เขาได้รับในบ้านไม้โกโรโกโสหลังนี้ มันกลับแน่นแฟ้นและจริงใจยิ่งกว่ากำแพงหินเย็นเฉียบของพระราชวังของอาร์คีรัสเป็นไหนๆ เขาหลับตาลงรับเอาสัมผัสแห่งครอบครัวที่เขาโหยหามาตลอด...
โดยที่กราดอสยังคงมองดูอยู่เงียบๆ พลางยิ้มมุมปาก ‘ดูท่าว่าหมู่บ้านโกลเด้นเกรนแห่งนี้ จะรับคนไม่ธรรมดาเพิ่มเข้ามาอีกคนแล้วสินะ’
หลังจากทานมื้ออาหารฝีมือแม่ของบาร์นัสที่แสนอร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมา กราดอสก็วางถ้วยน้ำแกงลงพลางถามลูกชายซ้ำด้วยความข้องใจ
"เอ้อ บาร์นัส งานพรวนดินที่นาพ่อว่ามันต้องใช้เวลาอีกสักสองวันไม่ใช่รึไง อย่าบอกนะว่ามัวแต่อู้อยู่กลางทุ่งน่ะ"
บาร์นัสเคี้ยวเนื้อหนุบหนับพลางส่ายหน้า
"เสร็จหมดแล้วพ่อ วันนี้ได้อัลคาร์ดช่วยไว้ งานเลยเบามือไปเยอะ"
กราดอสชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาแฝงความประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เขาคิดเพียงว่าลูกชายตัวดีคงอยากจะอวดเพื่อนใหม่เลยฮึดสู้แรงขยันผิดปกติ
"เออ... เสร็จก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพ่อจะเอาเนื้อบางส่วน กับพวกเขี้ยว เล็บ ขนแล้วก็หินเวทไปขายที่เมืองใกล้ๆ นี้ก่อน จะได้ซื้อข้าวของจำเป็นกลับมาด้วย"
หลังจากพ่อแยกตัวออกไปเตรียมจัดการซากซิลเวอร์วูล์ฟที่เหลือ อัลคาร์ดก็หันไปสบตากับบาร์นัสที่ดูจะกระดี๊กระด๊าเป็นพิเศษ
"บาร์นัส... มีที่ไหนเหมาะๆ ที่เราจะเอาไว้ใช้ฝึกกันไหม? ที่ที่ไม่มีคนพลุกพล่านน่ะ"
บาร์นัสขมวดคิ้วใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"มีสิ! ตามข้ามาเลย"
ทั้งคู่เดินลัดเลาะผ่านแนวชายป่าใกล้หมู่บ้านโกลเด้นเกรนมาไม่ไกลนัก จนกระทั่งมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง มันเป็นทุ่งหญ้าเตี้ยๆ ที่มีดอกไม้ป่าสีนวลขึ้นแซมอยู่ประปราย รอบด้านล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่หนาทึบจนมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวภายนอก เสียงลมพัดผ่านใบไม้ดังซ่าๆ ช่างเงียบสงบและเหมาะแก่การเก็บตัวเป็นที่สุด
"ที่นี่แหละ พ่อเคยพาข้ามาฝึกเหวี่ยงดาบไม้ตอนเด็กๆ" บาร์นัสวางจอบลงพลางยืนจ้องอัลคาร์ดอย่างคาดหวัง
อัลคาร์ดเริ่มเข้าโหมดครูฝึกทันที เขาจัดท่ายืนให้ดูสง่างามพลางเอ่ยอธิบาย
"ฟังนะบาร์นัส... มานานั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือมานาที่อยู่ในร่างกายของเราเอง เรียกว่ามานาภายใน และส่วนที่สองคือมานาที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศรอบตัวเรา"
บาร์นัสพยักหน้าหงึกๆ พยายามตั้งใจฟัง
"การจะใช้มานาจากภายนอกนั้นยากกว่ามาก คนทั่วไปจึงต้องพึ่งพา 'คำร่าย' เพื่อเป็นสื่อกลางในการดึงมานาในอากาศมาสร้างเป็นปรากฏการณ์ต่างๆ หรือที่เจ้าเรียกว่าเวทมนตร์ยังไงล่ะ"
พอพูดจบ อัลคาร์ดก็สังเกตเห็นความผิดปกติ... ใบหน้าของบาร์นัสบัดนี้ดูเหมือนปลาตายที่ขาดน้ำ นัยน์ตาเหม่อลอย ปากอ้าค้างเล็กน้อย ราวกับว่าคำอธิบายเมื่อครู่คือภาษาต่างดาวที่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปโดยสมบูรณ์
"เอ่อ... คือข้า..." บาร์นัสเกาหัวแกรกๆ
"มานาใน... มานานอก... ดึงมา... อะไรนะ?"
อัลคาร์ดถอนหายใจยาวพลางนึกในใจ 'ข้าลืมไป... สำหรับคนอย่างบาร์นัส การอธิบายทฤษฎีในหนังสือมันไม่มีประโยชน์เลย' เขาจำได้ว่าในตำราหลวงบอกไว้ว่า พวกร่างกายแข็งแกร่งมักจะเรียนรู้ผ่าน 'ความรู้สึก' มากกว่า 'ความคิด'
"บาร์นัส... ลืมเรื่องที่ข้าพูดไปให้หมด" อัลคาร์ดพูดพลางเดินเข้าไปใกล้เพื่อนร่างยักษ์
"หลับตาลง แล้วตั้งสมาธิไปที่หน้าอกของเจ้า"
บาร์นัสทำตามอย่างว่าง่าย แต่อัลคาร์ดรู้ดีว่าสมาธิของบาร์นัสนั้นว่อกแว่กแค่ไหน เขาจึงตัดสินใจใช้วิธีลัดที่ค่อนข้างดุดัน
ปึก!
อัลคาร์ดดีดนิ้วใส่หน้าผากบาร์นัสเบาๆ แต่แฝงไปด้วยแรงสั่นสะเทือนของมานาที่เฉียบคม
"โอ๊ย! เจ็บนะอัลคาร์ด ดีดทำไมเนี่ย!" บาร์นัสลืมตาโพลงพลางกุมหน้าผากที่เริ่มแดง
"นั่นแหละคือมานา" อัลคาร์ดตอบนิ่งๆ
"ความรู้สึกแปล็บที่กระจายออกไปจากหน้าผากของเจ้าน่ะ ลองหลับตาอีกครั้ง... ครั้งนี้ข้าจะส่งมานาของข้าเข้าไปในร่างเจ้า เจ้าต้องพยายาม 'จับ' กระแสของข้าให้ได้ ถ้าเจ้าไม่รู้สึก ข้าก็จะเพิ่มแรงดันมานาไปเรื่อยๆ จนกว่าเจ้าจะเจ็บจนทนไม่ไหว"
อัลคาร์ดวางฝ่ามือลงบนแผ่นหลังกว้างของบาร์นัส จากนั้นเขาก็เริ่มปล่อยมานาบริสุทธิ์สายเล็กๆ ที่หมุนวนเหมือนพายุหมุนขนาดจิ๋วแทรกซึมเข้าไปตามผิวหนัง
"อึก...!" บาร์นัสสะดุ้ง
ร่างกายขยับเขยื้อนไม่ได้เหมือนถูกไฟฟ้าสถิตแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากดาบ แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีมดนับล้านตัวกำลังวิ่งไต่ไปตามกล้ามเนื้อ
"อย่าเกร็ง... ใช้ความรู้สึกจับมันไว้ บาร์นัส! ถ้านี่คือปลาที่อยู่ในน้ำ ร่างกายเจ้าคือน้ำ มานาของข้าคือปลา... มองให้เห็นว่าปลามันว่ายไปทางไหน!" อัลคาร์ดตะโกนสั่งพลางเร่งแรงดันขึ้นอีกนิด
บาร์นัสขบฟันแน่น เหงื่อเริ่มไหลซึมตามขมับ เขาเริ่มรู้สึกถึง 'บางอย่าง' ที่มันร้อนๆ เย็นๆ วิ่งผ่านหัวไหล่ลงไปที่ปลายนิ้ว มันเป็นสัมผัสที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนตลอดชีวิต
"ข้า... ข้าเห็นแล้ว! มันวิ่งไปทางแขนขวา! ใช่ไหมอัลคาร์ด!" บาร์นัสร้องบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นทั้งที่ตายังหลับสนิท
อัลคาร์ดยกยิ้มอย่างพอใจ 'หัวทึบแต่เซนส์ทางร่างกายเยี่ยมยอดจริงๆ'
"ถูกต้อง... คราวนี้แทนที่จะให้ปลาของข้าว่ายไปเอง เจ้าลองใช้มือที่มองไม่เห็นของเจ้า 'จับ' มันไว้ แล้วลากมันกลับมาที่หัวใจให้ได้ ถ้าเจ้าทำไม่ได้... ข้าจะขยายปลาตัวนี้ให้กลายเป็นฉลาม แล้วเจ้าจะรู้ว่าความเจ็บปวดที่แท้จริงเป็นอย่างไร!"
"โอ้!!!!!!!!!!!!" บาร์นัสคำรามลั่น สมาธิทั้งหมดถูกบีบอัดลงไปที่ร่างกายเพื่อทำศึกกับกระแสมานาของเพื่อนใหม่กลางลานกว้างดุเดือด
การฝึกดำเนินไปอย่างเข้มข้นหยาดเหงื่อของบาร์นัสไหลชุ่มจนเสื้อผ้าป่านแนบไปกับกล้ามเนื้อหนา อัลคาร์ดยังคงควบคุมกระแสมานาให้วิ่งพล่านไปตามจุดชีพจรต่างๆ ทั่วร่างของเพื่อนอย่างต่อเนื่อง จนเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วโมง
"อึก... พอ... พอค้างก่อนอัลคาร์ด..." บาร์นัสทรุดฮวบลงกับพื้นหญ้า หายใจหอบถี่ราวกับปอดจะระเบิด
"ข้า... ข้าไม่ไหวแล้ว มันเจ็บไปหมด เหมือนเส้นเลือดในตัวจะแตกออกมาเลย"
อัลคาร์ดลดมือลงพลางถอนกระแสมานากลับคืน เขาจ้องมองเพื่อนร่างยักษ์ที่นอนแผ่อยู่บนพื้นด้วยสายตาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความพอใจ
"พักก่อนเถอะ ร่างกายเจ้ายังไม่ชินกับการถูกกระตุ้นมานาโดยตรงแบบนี้ ถ้าฝืนต่อเส้นประสาทเจ้าจะรับภาระหนักเกินไป"
เขานั่งลงข้างๆ บาร์นัส พลางกวาดสายตามองมวลกล้ามเนื้อที่หนาแน่นของเพื่อนใหม่
"บาร์นัส... จากที่ข้าดูเจ้าเหวี่ยงจอบเมื่อเช้า บวกกับโครงสร้างร่างกายที่เจ้ามี ข้าคิดว่าเจ้าไม่ได้เหมาะกับดาบหรือหอกหรอกนะ"
บาร์นัสที่นอนตาปรือพยายามเงี่ยหูฟัง
"แล้ว... ข้าเหมาะกับอะไรล่ะ?"
"ขวานศึก" อัลคาร์ดตอบพลางใช้นิ้ววาดรูปกลางอากาศ
"เจ้ามีแรงเหวี่ยงมหาศาลและการทรงตัวที่มั่นคง หากเจ้าสามารถควบคุมมานาในร่างให้ไหลไปรวมที่แขนได้พอสมควรตามที่ข้าสอน ขวานขนาดใหญ่ที่คนทั่วไปยกไม่ขึ้นจะกลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวที่สุดในมือเจ้า... เจ้าจะกลายเป็นพายุที่ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า"
คำว่า "ขวานศึก" และ "พายุ" เหมือนเป็นน้ำทิพย์ที่ชโลมลงบนร่างกายที่อ่อนล้า บาร์นัสที่เมื่อครู่ยังบ่นว่าเจ็บปะล้ำปะเหลือกลับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งพึ่บพั่บ ความเจ็บปวดที่เคยบ่นหายไปปลิดทิ้งราวกับมันเป็นเรื่องโกหก
"ขวานศึกงั้นเหรอ... ขวานยักษ์แบบที่พ่อเคยเล่าให้ฟังน่ะนะ!" บาร์นัสตาเป็นประกายวาววับ
"โอ้โห! แค่คิดก็น่าเกรงขามสุดๆ ไปเลย อัลคาร์ด! ข้าไม่อยากพักแล้ว สอนข้าต่อที ข้าอยากจับมานาให้ได้คล่องๆ ข้าอยากจะเหวี่ยงขวานนั่นให้ดูเร็วๆ แล้ว!"
อัลคาร์ดส่ายหัวเบาๆ พลางหลุดขำออกมากับนิสัยบ้าพลังของเพื่อน
"ข้าบอกให้พักไง... แต่ถ้าเจ้าอยากจะลองจับความรู้สึกต่อด้วยตัวเองเงียบๆ ก็ตามใจ แต่อย่าเพิ่งรีดเร้นมันออกมาแรงนักล่ะ"
บาร์นัสไม่รอช้า เขารีบนั่งขัดสมาธิแล้วพยายามเพ่งสมาธิไปที่ความรู้สึกอุ่นๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างทันที ลานกว้างที่เคยเงียบสงบในยามบ่าย บัดนี้กลายเป็นสถานที่บ่มเพาะยอดนักรบคนใหม่ โดยมีเจ้าชายผู้ลี้ภัยนั่งเฝ้ามองดูอยู่ข้างๆ อย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าและแสงแดดที่เริ่มคล้อยต่ำลง