บทที่ 15 ซูฝานผู้หยิ่งยโส
บนหลังของวิหคเพลิง มีร่างสองร่างยืนต้านสายลม
ทั้งสองคือเซวียฉางซานและสวีเจียวเจียว “จะคุ้มกันด้วยตัวเองเชียวหรือ?”
ซูฝานอดรู้สึกทึ่งไม่ได้
นี่แหละคือการปฏิบัติที่แตกต่าง ไม่เหมือนกับสวี่ซานอินที่พานางกลับมาที่สำนัก แต่กลับไม่สนใจไยดีอะไรเลย ปล่อยให้เขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเพียงลำพัง
บางครั้งเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสวี่ซานอินสนใจการประลองครั้งนี้จริงหรือ? นี่เรียกว่าท่าทีของคนที่ใส่ใจหรือ?
คลื่นความร้อนพัดพาเข้ามา วิหคเพลิงลอยอยู่เหนือพื้นหนึ่งจั้ง เซวียฉางซานและสวีเจียวเจียวะโลงมา “คารวะท่านอาจารย์”
จ้าวอวี่เดินเข้าไปแล้วค้อมกายคำนับ
“อืม” เซวียฉางซานพยักหน้า กวาดตามองไปทั่วลานประลองก่อนเอ่ยถาม “สวี่ซานอินยังไม่มาหรือ?”
บัดนี้ลานประลองมีผู้คนแน่นขนัด ดังนั้นเซวียฉางซานจึงไม่ทันสังเกตเห็นซูฝานและเหลิ่งเยว่ที่ยืนอยู่ตรงมุมฝูงชน
“ยังไม่เห็นเลย”
“คงจะกลัวกระมัง อย่างไรเสียร่างิญญาไร้ค่า จะไปสู้กับศิษย์น้องสวีที่มีร่างิญญาธาตุไฟได้เยี่ยงไร” จ้าวอวี่ส่ายหน้าพลางยิ้ม
“ตอนนี้กลับกลัวแล้วหรือ? สายเกินไปแล้ว”
‘มารเฒ่าเอ๋ย สมบัติล้ำค่าชิ้นนั้น วันนี้ต้องตกเป็ของข้า เซวียฉางซานอย่างแน่นอน’
ชั่วครู่ผ่านไป
เสียงร้องแหลมของวิหคดังขึ้น สวี่ซานอินขี่วิหคเพลิงมาถึงสนามประลอง
เซวียฉางซานเงยหน้ามองแล้วหัวเราะเบา ๆ “เหล่าสวี่ ข้านึกว่าเ้าจะไม่กล้ามาเสียอีก!”
“วันนี้ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็ผู้แพ้ผู้ชนะ”
แม้จะไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย แต่การโอ้อวดด้วยวาจานั้น เขาจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
“อย่างนั้นหรือ?”
“แต่เหตุใดจึงมีเพียงเ้าผู้เดียว ซูฝานเล่า? หรือว่าหนีไปแล้ว? หากหนีไปจริง นั่นก็เท่ากับเ้าแพ้แล้ว” เซวียฉางซานมีรอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏเต็มใบหน้า
ในสายตาของเขา ความเป็ไปได้ที่ซูฝานจะหนีไปนั้นมีสูงมาก
อย่างไรเสียก็เป็เพียงร่างิญญาไร้ค่า ภายในเวลาครึ่งเดือน วรยุทธ์จะพัฒนาขึ้นได้สักเท่าไร?
“มันจะกล้าหนีหรือ?”
สวี่ซานอินแค่นหัวเราะเ็า กวาดตามองฝูงชน ในที่สุดก็เห็นซูฝานและเหลิ่งเยว่ที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
“ไม่หนีก็ดี” เซวียฉางซานหัวเราะร่าก่อนหันไปมองสวีเจียวเจียว แล้วกล่าวว่า “ไปเถอะ!”
สวีเจียวเจียวค้อมกายรับคำสั่ง ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามประลอง
“ซูฝาน ออกมารับความตายซะ!”
นางแสดงท่าทางดูแคลน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างที่สุด
บัดนั้น ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างมองซ้ายมองขวา
“ซูฝานผู้นี้ หน้าตาเป็เช่นไร”
“ข้าไม่เคยเห็น ไม่รู้จักด้วย”
“แค่ร่างิญญาไร้ค่า กล้าดีมาโอหังกับร่างิญญาอัคคี วันนี้ข้าจะดูซิว่าเขามีสามหัวหกแขนหรือไม่”
“......” ทุกคนต่างกระซิบกระซาบ ถกกันเบา ๆ
เหลิ่งเยว่มองไปทางด้านข้างที่ซูฝานยืนอยู่ กล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “จำคำข้าไว้ให้ดี หากเ้าแพ้การประลองครั้งนี้ ข้าจะสังหารเ้า”
“แล้วถ้าข้าชนะล่ะ?”
‘ซูฝานหันไปมอง ใบหน้าด้านข้างของศิษย์พี่เหลิ่งเยว่งดงามยิ่งนัก อยากจะจุมพิตเหลือเกิน’
เหลิ่งเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ‘ชนะหรือ?’
คำถามนี้ นางไม่เคยคิดมาก่อน
ซูฝานกลอกตาไปมา หัวเราะคิกคักพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ หากข้าชนะ รอให้ข้าโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ท่านจะยอมเป็ภรรยาของข้าหรือไม่?”
เหลิ่งเยว่หันหน้ามองจ้องซูฝาน ดวงตางามวาววับด้วยแววเ็า
‘เด็กน้อยอายุสิบสองปี กล้าคิดเช่นนี้หรือ?’
“ข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น!”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดี ซูฝานจึงรีบหันหลังวิ่งหนี ฝ่าฝูงชนเข้าไปในสนามประลอง
‘รีบร้อนเกินไปแล้ว! ยังคงต้องใช้ความร้อนแรงในใจ ค่อย ๆ ละลายูเาน้ำแข็งลูกนี้’
“นั่นคือซูฝานหรือ?”
“ดูจากลักษณะของเขาแล้ว น่าจะอายุเพียงสิบสองสิบสามปีเท่านั้น!”
เมื่อซูฝานเข้ามาในสนามประลอง ทุกคนต่างตะลึงงัน ไม่คิดเลยว่าเื่ที่กำลังเป็ที่ฮือฮาใน่นี้ จะเป็เด็กน้อยเช่นนี้
“ช้าก่อน!”
“เมื่อครู่นี้ ดูเหมือนว่าเขาจะพาเหลิ่งเยว่มาวางเดิมพันหนึ่งหมื่นศิลาิญญาใช่หรือไม่”
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เขาเดิมพันข้างตัวเอง?”
ไม่เพียงแต่ศิษย์คนอื่น ๆ แม้แต่จ้าวอวี่ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่หนึ่ง ก็ยังตกตะลึงจนสีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
‘นั่นคือซูฝานหรือ? หกหมื่นศิลาิญญาที่ข้าเดิมพันไว้ มิใช่ว่าถูกเ้าเด็กนี่หลอกเอาแล้วหรอกนะ?’ โทสะพลันปะทุขึ้นในใจจ้าวอวี่
ซูฝานมองดูสวีเจียวเจียว แล้วยิ้มกวนบาทา พลางเอ่ยว่า “เบามือหน่อย อย่างไรเสียพวกเราก็มาจากหมู่บ้านเดียวกัน ไว้หน้าข้าสักหน่อยเถอะ”
“ตอนนี้ถึงได้รู้จักขอความเมตตาหรือ?” ลมปราณอันทรงพลังของสวีเจียวเจียวพวยพุ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง
“เ้าบรรลุขั้นแล้วหรือ?” ซูฝานรีบถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความใ
“ถูกต้อง! นี่แหละความแตกต่างระหว่างร่างิญญาไร้ค่ากับร่างิญญาธาตุ ขยะอย่างเ้าไม่มีวันเข้าใจความสุขของอัจฉริยะได้หรอก”
สวีเจียวเจียวก้าวออกมาหนึ่งก้าว พร้อมกับพลังอันทรงพลัง ฟาดฝ่ามือใส่ซูฝาน ท่าทางเต็มไปด้วยความดูแคลน
“ดูเ้าสิ ทำหน้าภูมิใจจนลืมแซ่ของตนเองไปแล้วสินะ!” ซูฝานแยกเขี้ยว เหวี่ยงหมัดพุ่งเข้าใส่อีกฝ่าย
ตูม!
ในชั่วพริบตา
พลังที่ซูฝานซ่อนเร้นไว้ก็ะเิออกมาอย่างรุนแรง
แต่ไม่ใช่ขอบเขตหลอมกายาขั้นสูง แต่เป็เพียงขั้นกลางเท่านั้น
หมัดและฝ่ามือปะทะกันในชั่วพริบตา
เปรี้ยง!!
ร่างของทั้งสองสั่นสะท้านพร้อมกับถอยออกห่าง แขนของพวกเขาชาหนึบ
“เป็ไปได้เยี่ยงไร?” สวีเจียวเจียวมองซูฝานด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
‘ไฉนคนไร้ค่าผู้นี้จึงมีพลังบำเพ็ญถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้?’
ทั้งสนามประลองตกอยู่ในความเงียบสงัด!
หากเป็ยามปกติ ใครเล่าจะสนใจร่างิญญาไร้ค่าผู้หนึ่ง? แต่ในขณะนี้ ทุกคนต่างจ้องมองไปที่ซูฝานอย่างไม่วางตา
“เป็ไปไม่ได้!”
“เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด!” เสียงตวาดดังขึ้นจนทำให้ทุกคนตื่นตระหนก
เซวียฉางซานเงยหน้ามองไปทางสวี่ซานอิน แล้วตวาดด้วยความโกรธ “เ้าทำอะไรกับเขา? ถึงได้ทำให้เขาบรรลุขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้ภายในเวลาเพียงครึ่งเดือน?”
“ข้าไม่ได้ไปสนใจเขาเลย เป็เพราะตัวเขาเองที่มีความมานะพยายาม” สวี่ซานอินยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ต่อให้เขามีความพยายามมากเพียงใด ทุ่มเทแค่ไหน ก็ยังคงเป็ร่างิญญาไร้ค่าอยู่ดี”
“ร่างิญญาไร้ค่าที่สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้ภายในครึ่งเดือน เื่เหลือเชื่อเช่นนี้ เ้าจะเชื่อหรือ?” เซวียฉางซานตวาดด้วยความโกรธ
“ความจริงก็อยู่ตรงหน้าพวกเ้าแล้วมิใช่รึ?”
“ั้แ่แรกข้าก็บอกแล้วว่าร่างิญญาไร้ค่าที่เ้าดูแคลนนั้น สักวันหนึ่งอาจทำให้เ้าต้องตะลึงก็ได้ เ้ายังไม่เชื่อ ยามนี้เห็นแล้วใช่หรือไม่!” สวี่ซานอินหัวเราะลั่น
‘สาแก่ใจยิ่งนัก!’
เซวียฉางซานเงียบลง มองไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่บนสนามประลอง
ไม่เพียงแค่ตกตะลึงเท่านั้น
แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองกับภาพตรงหน้า
สวี่ซานอินก็มองไปที่ซูฝาน เขาได้ผลลัพธ์ตามที่้าแล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจในตัวซูฝานเลย
“ไอ้เด็กเวรนี่ข้ายอมรับแล้ว แต่ขออย่าให้เ้าแพ้จนน่าอับอายนัก”
ในฐานะผู้าุโแห่งยอดเขาที่สิบ เขามิอาจทำให้ตัวเองต้องขายหน้าได้! การประลองเพิ่งเริ่มต้นขึ้น ก็สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนทั้งหลาย
ร่างิญญาไร้ค่าสามารถบรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้ภายในเวลาเพียงครึ่งเดือน นับเป็เื่มหัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในใต้หล้า ทำลายความเข้าใจที่ทุกคนมีต่อร่างิญญาไร้ค่าโดยสิ้นเชิง
“ไฉนต้องตื่นตระหนกใกันขนาดนี้ด้วย? ใครบอกพวกเ้าว่าร่างิญญาไร้ค่าจะฝึกฝนได้ไม่เร็วเท่าร่างิญญาธาตุกัน?”
“วันนี้ข้าจะให้พวกเ้ารู้ว่า ร่างิญญาธาตุบางพวกนั้น แม้แต่จะมาถือรองเท้าให้คุณชายผู้นี้ก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอ”
เสียงหัวเราะอันเย่อหยิ่งก้องกังวานอยู่เหนือสนามประลองนานแสนนาน
ทุกคนต่างจ้องมองซูฝานด้วยความโกรธเคือง! บรรดาศิษย์ที่อยู่ในที่นี้ล้วนเป็ิญญาธาตุทั้งสิ้น
“จ้องข้าทำไม? ข้าพูดถึงิญญาธาตุบางพวก มิได้กล่าวถึงพวกเ้าเสียหน่อย”
ซูฝานกลอกตาอย่างเหลืออด
‘พวกโง่ทั้งหลาย หากไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจก็อย่าออกมาวุ่นวาย’
เขาหันไปมองหน้าสวีเจียวเจียว แล้วหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “นางตัวดี ข้าดูยโสพอหรือไม่”
เมื่อครึ่งเดือนก่อน เขาเคยพูดต่อหน้าสวีเจียวเจียวไว้ว่า รอให้นางปลุกร่างิญญาอัคคี เขาจะยิ่งทำตัวยโสกว่านี้
“เ้าบรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางแล้ว คิดว่ามีคุณสมบัติมาวางท่าต่อหน้าข้าหรือ? ไอ้คนไร้ค่าเช่นเ้าไม่มีวันรู้หรอกว่าร่างิญญาธาตุนั้นทรงพลังเพียงใด!”
เมื่อเห็นพลังบำเพ็ญของซูฝาน สวีเจียวเจียวก็มิอาจยอมรับได้
นางเป็ถึงร่างิญญาอัคคี มีพร์พิเศษ อีกทั้งยังได้รับโอสถรวมปราณมาสามเม็ด กว่าจะบรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้อย่างยากลำบากเมื่อคืนนี้
“หากไม่มีโอสถรวมปราณทั้งสามเม็ดนี้ คงต้องใช้เวลาถึงเดือนกว่า”
“แต่ซูฝานคนไร้ค่าผู้นี้ เป็เพียงร่างิญญาไร้ค่า กลับสามารถบรรลุขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้?”
“ช่างน่าขบขันเหลือเกิน!”