หลังจากหลอมรวมเข้ากับคลังความรู้าเป็ธรรมดาที่จะชิลมีความรู้เทียบเท่าอาคัท และภายในหนังสือนับแสนเล่มเ่าั้ แน่นอนว่าจำต้องมีตำราทักษะระดับาหรือแม้แต่ระดับพระเ้าอยู่
คิ้วสีน้ำตาลอ่อนเลิกขึ้นสักพักจึงหลุบลงอีกครา
“บางทีก่อนออกไปด้านนอก คงต้องมีทักษะป้องกันตัวไว้บ้าง แม้นจะล่วงเลยแล้วกว่าสองหมื่นปีแต่ข้าก็ไม่ควรดูถูกโลกใบนี้นัก”
ต้องรู้ว่า ทักษะระดับพระเ้าหรือระดับา มิใช่สิ่งหาง่ายแม้ในโลกยุคกาลก่อนมากกว่านั้นทักษะระดับดังกล่าว น้อยนักจะสามารถฝึกฝนได้ั้แ่ระดับก่อฐาน่แรก อย่างไรก็ตามยังมีบางตำราโบราณสาบสูญที่เหมาะสมอยู่
ชิลจมลงในห้วงความคิด ค้นหาทักษะระดับพระเ้าอันสามารถฝึกฝนได้เมื่ออยู่ในระดับก่อฐานโดยไม่ได้รับผลเสียหรือผลกระทบใดๆตามมา ไม่นานก็มีทักษะหนึ่งปรากฏภายในจิตใจ
‘ดาบสยบนภา’
ทักษะนี้เป็ทักษะระดับพระเ้าที่อาคัทได้มาหลังจากปิดผนึกคลังอสูรา เขาไม่ได้มีเวลาฝึกฝนมันเท่าใดนัก เพราะต้องคอยรับมือกับเหล่าพันธมิตรตัวตนมหาอำนาจ
ทักษะดาบสยบนภามีด้วยกันเก้าขั้นว่ากันว่าเมื่อฝึกจนถึงขั้นสูงสุด เพียงสะบัดดาบคราเดียวชั้นฟ้าจักถูกแยกออกเพียงสะบัดดาบคราเดียวพิภพจักถูกตัดแบ่งและเพียงสะบัดดาบคราเดียว์จักเกิดรอยเฉือน
มันคือทักษะอันทรงพลังอย่างแท้จริงด้วยความสามารถแสนยิ่งใหญ่ และพลังทำลายล้างที่แม้แต่ประตู์ยังไม่อาจขวางกั้นทำให้ทักษะดาบสยบนภาจำต้องใช้ห้วงแห่งความคิด และจิติญญาที่แข็งแกร่งในการความคุม
ผู้ฝึกรากฐานส่วนใหญ่ที่จิติญญาไม่แข็งแกร่งพอแม้จะใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่สามารถฝึกมันได้สำเร็จ
ชิลมองข้อมือขวาที่ผูกไว้ด้วยเชือกสีดำหรี่ตาครุ่นคิด...
“ราวกับท่านวางแผนสำหรับเื่นี้เป็ไปได้อย่างไรที่ท่านเลือกทิ้งดาบไว้ แทนศาสตราวุธอื่น”
เขายิ้มเฝื่อน ลุกขึ้นสะบัดข้อมือไปทางขวาเล็กน้อย
พริบตาดาบสองคมสีฟ้ายาวประมาณสามฟุตก็ปรากฏออกมาด้านหน้า ลอยนิ่งค้างเพียงเสี้ยววิ ก่อนถูกคว้าจับ ตวัดออกด้านข้าง
ฟึบ~
เกิดกระแสลมสั่นไหวเบาๆ
“ดาบดี เสียดายมันมีระดับเพียงหายาก”
ชิลกล่าวเสียงค่อยรู้ว่าศาสตราวุธระดับหายากไม่สามารถอยู่ยืนยาวได้ในโลกแห่งการฆ่าฟันนี้ไม่นานมันจะถูกทำลายโดยศาสตราวุธที่ทรงพลังกว่า
เขาขมวดคิ้วชั่วครู่ไม่นานก็ตวัดดาบสีฟ้าไปรอบๆ เมื่อรู้สึกชินมือ ั์ตาสีองุ่นจึงค่อยๆปิดลง พร้อมปล่อยััจิติญญาเข้าครอบคลุมตัวดาบ
“ช่างเป็ใบดาบที่งดงามนัก”
ร่างบางยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ใจกลางโถงหนังสือกว่าสามชั่วยามก่อนที่พลังงาน์สีขาวจะค่อยๆเรืองแสงไหลผ่านมือขวาไปยังดาบสีฟ้า
ใบดาบเปรียบดั่งแขนด้ามจับเปรียบดั่งชีวิต เมื่อหลอมรวม จึงเกิดวิถีแห่งดาบอันเป็ส่วนหนึ่งของกายจิตวิถีชีวิตคือดาบ และดาบคือวิถีชีวิต...
ชิลจมลงในห้วงความคิดแห่งจิติญญาดาบพลางเคลื่อนตัวช้าๆออกเป็ท่าทางต่างๆ ทุกส่วนั้แ่ข้อมือจรดปลายเท้าเคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนมันทั้งแ่เบา นุ่มนวล เรียบง่าย ไร้ที่ติ การวาดท่าทางในรูปแบบเดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำๆทั้งวันโดยไม่มีการหยุดพัก
และเมื่อเวลาล่วงผ่านไปได้สองวันการเคลื่อนไหวเ่าั้เริ่มรวดเร็วขึ้น
ดาบนี้มิได้มีไว้เพื่อประดับแต่มันมีไว้สังหาร ดาบนี้มิได้มีไว้แสดงอำนาจ แต่มีไว้ทำลายสิ้นดาบนี้มิได้มีไว้สร้างชื่อ แต่มีไว้ตัด์ สยบฟ้า พิชิตพระเ้า
หากมองจากภายนอก ตอนนี้ราวกับชิลกำลังแสดงการร่ายรำอยู่
เขาวาดวิถีดาบราวกับวิถีชีวิตจนลืมเลือนกาลเวลา
ไม่นานสิบวันก็ผ่านพ้น...ปัจจุบันทักษะดาบที่ถูกสะบัดโดยเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อน ดูเหมือนจะรวดเร็วจนมิสามารถมองทันด้วยตาเปล่า
บางทีใครสักคนอาจตายโดยมิทันรู้ว่าตัวมันถูกสังหาร
หลังจากใช้เวลาวาดท่าอยู่หลายวันในที่สุดดาบก็ถูกหยุด ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องหนังสืออีกครั้งไร้กระแสลมถูกตัดแบ่ง ไร้ประกายแสงสะท้อนจากใบดาบ เหลือทิ้งไว้เพียงเหงื่อสายหนึ่งที่ไหลจากหน้าผากจรดปลายคาง
มือขาวนวลถูกยกขึ้นเช็ดหยดน้ำข้างแก้มไม่นานดาบสีฟ้าก็ถูกสะบัดเก็บกลับไปในเชือกสีดำ
“ขั้นแรกมิได้ยากเย็นนัก”
ชิลกล่าว พลางสูดหายใจฟอดใหญ่กวาดสายตาไปรอบห้องอันคุ้นชินก็ไม่เชิง แม้นจะถูกถ่ายทอดคลังความรู้านานกว่าสองหมื่นปี ทว่าเขาก็มิได้มีความทรงจำภายในพื้นที่นี้มากนัก
ยืนทิ้ง่เพียงครู่จึงหันกาย ยกเท้า ก้าวตรงไปยังหน้าบานประตู นั่งลง เงยหน้าจดจ้องสิ่งอันเป็ตัวปิดกั้นตนจากโลกภายนอกอยู่หลายนาที
“ใกล้แล้ว”
รอยยิ้มอ่อนโยนเผยขึ้นเมื่อคิดเื่ที่เหล่าลุงทั้งสามและคุณหนูใหญ่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วก็อดรู้สึกเหงามิได้ ถึงการอยู่ในสถานที่แห่งนี้ต่อไปจะไม่เลวนักแต่ร่างกายจำต้องได้รับอาหาร แม้พลังงาน์จักช่วยบรรเทาความหิวแต่มิใช่ว่าจะสามารถไม่ทานอะไรเลย
‘คงต้องพักเสียหน่อย’
เขาคิด พลางหลับตาทำสมาธิกำหนดจิตใจ ส่งััจิติญญาผ่านการหายใจเข้าออก เพื่อดูดซับพลังงาน์แม้ในขณะพักผ่อนพอรับรู้ถึงพลังงานภายนอกที่กำลังไหลเข้ามาภายในตัว จึงวางใจปล่อยจิต และหลับไป...
สามวันผ่านพ้นเพียงพริบตาเด็กหนุ่มั์ตาองุ่นยังคง นั่งนิ่งอยู่กลางโถงหนังสือ ราวกับตัดขาดจากทุกสิ่ง ขณะนี้พลัง์จำนวนมากได้ไหลเข้าสู่ท้องน้อย
‘เพียงครึ่งทาง’
หลังรับรู้ปริมาณพลังงาน์อันจำต้องใช้เพื่อตัดผ่านสู่ก่อฐาน่สอง จึงเร่งดูดซับพลังงานสีขาวเข้ามาในร่างให้เร็วยิ่งขึ้นตอนนี้เขาพักมามากพอแล้ว ใช้เวลานานเกินไปแล้ว คงถึงเวลาเอาจริงเอาจังเสียที
ไม่นานนัก เม็ดเหงื่อสีเทาก็ไหลออกมาตามรูขุมขนทั่วร่างอีกครั้ง
“นี่คือระดับก่อฐาน่ที่สอง ซึมซับพลังงาน”
ในระดับก่อฐาน่นี้จะเป็่ที่ผู้ฝึกรากฐาน์ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงาน์และทำการซึมซับมันเข้ามาภายในร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะหากซึมซับน้อยไปจักเกิดผลสะท้อนกลับ่ระหว่างตัดผ่านเข้าสู่ระดับผสานกาย
ผู้ฝึกรากฐานบางคนถึงกับใช้เวลาในการซึมซับพลังงาน์ขั้นดังกล่าวถึงสิบปีเพื่อจะได้มีพลังงาน์มากกว่าผู้อื่นเพียงเล็กน้อย...
พูดได้ว่าขั้นซึมซับพลังงานหรือระดับก่อฐาน่ที่สอง จะเป็ตัววัดปริมาณคลื่นพลังงาน์ในอนาคต
“คงไม่มีเวลามากมายขนาดนั้นในการซึมซับพลังงาน์” ชิลถอนหายใจ
เขาไม่มีเวลามากพอเหมือนคนทั่วไปเลยจำต้องใช้วิธีเร่งรัดเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงานที่เพียงพอ
“อภัยด้วยร่างกายข้า”
สิ้นคำ เขาทำการส่งคลื่นจิติญญาออกไปภายนอกมิติใช้ห้วงแห่งความคิดร้องกระตุ้นคลื่นจิติญญาให้รุนแรงยิ่งขึ้น
ราวกับพลังงาน์ทั่วผืนป่าภายนอกมิติรับรู้การร้องเรียกพวกมันเริ่มสั่นไหว ก่อนไหลทะลักเข้ามาภายในมิติห้องหนังสือราวกับคลื่นั์ วิ่งตรงดิ่งเข้าหมุนวนรอบตัวชิลราวกับพายุขนาดย่อม
‘อึก’
ความเ็ปคืบคลานสู่ร่างกายและจิตใจ เส้นเืต่างๆขยายปูดโปน ิัแสดงอาการซีดจาง ั์ตาที่ถูกปิดไว้ด้วยเปลือกตาเลื่อนไปมาพร้อมปมคิ้วขมวดเข้า
ช่างเ็ปเหลือเกิน
นี่คือความรู้สึกที่เขาััณ ปัจจุบัน อย่างไรคำว่ายอมแพ้มิอาจถูกสะกดโดยง่ายด้วยเด็กหนุ่มผู้สืบทอดจักรพรรดิแห่งความรู้
อดทนอยู่พักใหญ่ เืสีแดงสดก็เริ่มไหลออกมาจากรูทวารทั้งเก้าไม่นานมือขวาอันสั่นเทาก็ถูกยกขึ้น เขียนอะไรบางอย่างไปบนอากาศ
สัญลักษณ์แปลกประหลาดนับไม่ถ้วนถูกวาดด้านหน้าเมื่อนิ้วชี้ตวัดวาดถึงเส้นสุดท้าย สัญลักษณ์เ่าั้ก็หลอมรวมกันจนกลายเป็วงกลมก่อนค่อยๆลอยเข้ามาประทับบนหน้าผาก
แสงสว่างสาดส่องไปทั่วห้องหนังสือเมื่อแสงจางหาย จึงพบว่าพลังงาน์เริ่มเลือนรางลงกว่าแต่ก่อนมาก
ชิลนั่งนิ่งท่ามกลางแอ่งเืใต้ร่างแน่นอนมันคือเืที่ไหลออกมาจากทวารทั้งเก้า
หลังผ่านมรสุมพลังงาน์ร่างบางในเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนก็มิได้ขยับเขยื้อนอีก
จนวันเวลาล่วงเลยไปห้าวันเหงื่อสีเทาจึงปรากฏให้เห็น มันไหลออกจากรูขุมขนราวกับเขื่อนแตก ทิ้ง่เพียงครู่ั์ตาสีองุ่นก็ถูกเปิดออก
“่สามของระดับก่อฐาน”
เขายิ้มแห้งมองไปบนพื้นที่มีคราบเืแห้งกรังกับเหงื่อสีเทาปะปนกัน
“ร่างกายข้าช่างสกปรกนัก”
แม้ก่อนหน้าเขาจะมิใช่คนร่ำรวยอะไร ทว่าก็มิเคยสกปรกความรักสะอาดคือนิสัยที่ถูกปลูกฝังมาั้แ่เด็กบวกกับคำสอนของเหล่าลุงๆที่เอาแต่พร่ำบอกว่า
แม้ใจจักสกปรกโสมมแต่ร่างกายเ้าต้องสะอาด
“คำสอนบ้าบอเช่นนั้นข้ากลับมิเคยลืมเลือน”
รอยยิ้มอันแสนอบอุ่นปรากฏพร้อมท่วงทำนองแห่งความคิดถึง นั่งรำลึกสักพัก จึงวาดมือชี้นิ้วขวาเขียนลงบนพื้น และเมื่อปลายนิ้วถูกหยุดยกขึ้น พื้นทั้งหมดก็ราวถูกชำระล้าง เือันแห้งกรัง เหงื่อสีเทาอันเหม็นสาบพริบตาได้จางหายไปจากพื้นที่โดยรอบอย่างน่าอัศจรรย์
“อาคมจิตตั้งมั่นแม้มันจะช่วยให้ห้วงแห่งความคิดไม่ฟุ้งซ่านและช่วยให้จิติญญาไม่เสียหายจากความเ็ป แต่มันกลับต้องแลกมาด้วยความเ็ปที่มากขึ้น” ชิลส่ายหัว พลางลูบท้องน้อย
แน่นอน สิ่งที่เขากล่าวคือบทอาคมที่ถูกวาดบนอากาศเมื่อคราทะลวงสู่ระดับก่อฐาน่สามด้วยวิธีเร่งรัด และบทอาคมที่ถูกเขียนลงบนพื้นเมื่อครู่คืออาคมชำระล้าง มันเป็อาคมระดับเริ่มต้นอันเล็กจ้อย จึงมิมีความจำเป็ต้องพูดถึง
ท่านั่งขัดสมาธิเคลื่อนสายตาเชื่องช้า มองซ้ายขวาอยู่พักใหญ่ ทิ้ง่ประมาณยี่สิบนาทีจึงตัดสินใจ เริ่มทะลวงไปยังระดับผสานกายต่อ
‘จากท้องน้อยสู่กลางอก’
ชิลคิด เพ่งสมาธิทั้งหมดไปยังจุดกึ่งกลางหน้าอกไม่นานพลังงานสีขาวก็ก่อรูปร่างขึ้นจนกลายเป็ห้องโถงขนาดใหญ่อันเต็มไปด้วยผืนน้ำโดยฝั่งตรงข้ามผืนน้ำ ถูกตั้งไว้ด้วยประตูบานหนึ่ง
ใน่สามของระดับก่อฐานคือ่ที่เรียกว่าการควบคุมหากสามารถควบคุมพลังงาน์สร้างแท่นหินขึ้นกลางผืนน้ำก็จะถือว่าบรรลุขั้นผสานกาย
“หึ”
รอยยิ้มหยิ่งยะโสเผยบนใบหน้าเด็กหนุ่มเป็คราแรกเขามีความมั่นใจว่าในขั้นนี้จะเป็ขั้นที่ง่ายที่สุด...
และเมื่อเวลาเลื่อนผ่านเพียงสามชั่วยามร่างบางในเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนก็เกิดอาการสั่นสะท้าน ก่อนที่ภายในห้องโถงกึ่งกลางหน้าอกจะเริ่มปรากฏแท่นหินขนาดใหญ่ผุดขึ้น
เมื่อมันโผล่พ้นน้ำ ร่างบางจึงหยุดสั่นสิ่งปฏิกูลมากมายไหลออกมาทางรูทหารทั้งเก้าพร้อมขับเหงื่อที่มีสีดำเข้มออกมาทางิั ตอนนี้หากมองจากระยะไกลจะเห็นว่าทั้งตัวชิลถูกปกคลุมไปด้วยของเหลวสีดำ
ไม่นานเขาก็ลุกขึ้น ตวัดมือไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
พลันปรากฏสัญลักษณ์แปลกประหลาดมากมายบนอากาศไม่นานสัญลักษณ์เ่าั้ก็หลอมรวมกลายเป็วงกลมขนาดใหญ่ และเมื่อเท้าถูกยก ก้าวผ่านวงกลมนั้นของเหลวสีดำที่ปกคลุมทั่วร่างก็แตกสลายกลายเป็สะเก็ดสีขาว ส่องแสงระยิบระยับราวกับอัญมณี
ทว่าก่อนที่สะเก็ดเ่าั้จะร่วงหล่นมือขาวนวลก็ถูกสะบัดไปด้านหน้า พร้อมเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่พลิ้วไหวกระทบสะเก็ดแสง ั์ตาสีองุ่นเบิกเผยความลึกล้ำเหนือจินตนาการผิวสีขาวนวลถูกแต่งแต้มความกระจ่างใสที่มากขึ้น
แม้จะผ่านเพียงเกือบเดือนดูเหมือนส่วนสูงชิลจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เขาในตอนนี้ดูงดงามราวภาพวาดหากไม่บอกว่าอดีตเป็เพียงเด็กกำพร้า อันมีฐานะยากจนข้นแค้น หลายคนคงคิดว่าเด็กหนุ่มในเรือนผมน้ำตาลอ่อนผู้นี้จักต้องเป็คุณชายสูงศักดิ์จากที่ใดสั่งแห่งเป็แน่
“หากข้าสามารถฝึกไปถึงระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายคงไม่มีความจำเป็ต้องห่วงเื่อาหารการกินอีกต่อไป”
ชิลกล่าวพลางมองร่างกายที่ซูบผอมกว่าเดิมพอสมควร อย่างไรก็ตามเวลานี้เขามีปริมาณพลังงาน์มากพอที่จะเขียนอาคมม่านมิติแล้ว