เมื่อเซียวหยวนิมาถึงกลุ่มชายหนุ่มหลายคนก็พากันเข้ามารุมล้อมเขา
“หยวนิ ถ้านายไม่มา เราคงไถนาไม่ได้หรอก”
“ใช่แล้ว ๆ นายถนัดเื่ไถนาที่สุด แถมยังออกแรงน้อยที่สุดด้วย”
ทุกคนพูดกันคนละคำสองคำ
เซียวหยวนิพยักหน้า‘อือ’ เสียงเบา ไม่พูดมาก “เริ่มงานกันเลยเถอะ”
ทุกคนรวมตัวกันขุดดินก่อนหนึ่งรอบจากนั้นจึงเริ่มไถนา
ทีมเล็กๆของพวกเขามีหกคน ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวันกว่าจะทำนาสิบหมู่นี้เสร็จ
คนเหล่านี้อายุยังน้อยพอๆ กับเซียวหยวนิ สมัยก่อนครอบครัวเคยเป็เ้าของที่ดินหรือผู้มีฐานะร่ำรวยจัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีสถานะไม่ดี
แต่พ่อแม่ของพวกเขายังมีชีวิตอยู่มีคนดูแลเื่อาหารการกิน สภาพความเป็อยู่จึงดีกว่าเซียวหยวนิมากไม่เหมือนเซียวหยวนิที่อยู่คนเดียวโดดเดี่ยวทำงานเสร็จกลับบ้านก็เจอแต่หม้อเย็นๆ เตาเย็นๆ ไม่มีแม้แต่คนทำอาหารให้
ตอนเที่ยงเซียวหยวนิกลับบ้านหลังเลิกงานซูเจียวเจียวก็ทำอาหารเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วเหมือนเคย
หลังจากทุกคนกินข้าวเที่ยงเสร็จพอเสียงนกหวีดเรียกเข้างานตอนบ่ายดังขึ้น ทุกคนก็รีบกลับไปทำงานทันที
ซูเจียวเจียวกลัวเซียวหยวนิจะเหนื่อยตอนบ่ายสามโมงกว่าๆ จึงรีบกลับบ้านไปต้มบะหมี่เนื้อและไข่ชามใหญ่แล้วนำไปให้เซียวหยวนิกินเป็พิเศษ
จากระยะไกลทุกคนก็เห็นซูเจียวเจียวหิ้วถังไม้ใบใหญ่มาอย่างยากลำบากส่วนอีกมือก็ถือตะกร้าที่มีชามและตะเกียบหลายชุด
“เซียวหยวนิ ภรรยานายมาแล้ว”
ลู่เหว่ยตงใช้ข้อศอกสะกิดเซียวหยวนิชี้ไปที่ร่างเล็กที่กำลังเดินมาบนคันนาไกลๆ พร้อมพูดอย่างยิ้มแย้ม
เซียวหยวนิเงยหน้ามองก็เห็นซูเจียวเจียวจริงๆ เขารีบทิ้งจอบในมือแล้วเดินตรงไปหาซูเจียวเจียวอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็เดินมาถึงหน้าซูเจียวเจียว “เจียวเจียว คุณมาทำไม?”
ขณะพูดเขาก็รับถังและตะกร้าจากมือเธอ
กลิ่นหอมบางอย่างลอยออกมาจากถัง
้าของถังคลุมด้วยผ้าเช็ดตัวที่ซักสะอาดมีไอน้ำลอยขึ้นมาจางๆ
ซูเจียวเจียวเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก“ฉันกลัวคุณหิว ก็เลยเอาอาหารมาให้กินน่ะ”
การไถนาเป็งานที่ต้องใช้แรงกายมากแม้เซียวหยวนิจะมีพละกำลัง แต่ก็ไม่ควรใช้แรงมากเกินไปเช่นนี้แน่นอนว่าต้องบำรุงร่างกาย ไม่อย่างนั้นถ้าเป็โรคอะไรขึ้นมาในภายหลังก็คงไม่ดี
เมื่อเห็นซูเจียวเจียวเหงื่อไหลไคลย้อยใบหน้าแดงก่ำเพราะแดดเผา เซียวหยวนิก็รู้สึกสงสารอย่างสุดซึ้งเขาวางของลงแล้วรีบดึงซูเจียวเจียวไปพักใต้ร่มไม้พลางเช็ดเหงื่อให้และยื่นกระบอกน้ำให้เธอ
“ครั้งหน้าคุณทำงานเสร็จก็กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะนะ ไม่ต้องห่วงผมหรอก”
ซูเจียวเจียวดื่มน้ำไปอึกหนึ่งแล้วยิ้มออกมา จากนั้นก็หยิบชามสะอาดจากตะกร้าตักบะหมี่ให้เขาชามใหญ่“รีบกินเถอะ”
เซียวหยวนิมองบะหมี่เต็มชามหัวใจก็หวานชื่นราวกับน้ำผึ้ง
“หยวนิ เมียนายนี่ดีจริงๆ นะ ขนาดตอนทำงานยังห่วงนาย กลัวนายหิวด้วย”
“ฮ่าฮ่า ใช่แล้ว ไม่เหมือนเมียฉัน ไม่เคยเอาอาหารมาส่งให้ฉันเลยสักครั้ง”
ผู้คนต่างส่งเสียงหัวเราะแซวกันอย่างสนุกสนาน
ตอนเช้าพวกเขาได้ยินเฉินซิ่วฮวาพูดถึงเื่ที่ซูเจียวเจียวพาเซียวหยวนิไปกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการแม้จะรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ริษยามากมายนัก
พวกเขารู้ว่าหน้าตาของตัวเองธรรมดาเทียบไม่ได้กับใบหน้าที่หล่อเหลาและดูดีของเซียวหยวนิเขาทั้งความสูงและพละกำลังก็เทียบไม่ได้ เซียวหยวนิเคยเรียนชั้นมัธยมต้นมาก่อนแถมตอนนั้นเรียนดีมาก สอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนทุกครั้งและเป็ที่หนึ่งของอำเภอด้วย
ถ้าไม่ใช่เพราะความวุ่นวายกะทันหันและต่อมาพ่อของเขาเสียชีวิตละก็ เขาคงได้เรียนถึงชั้นมัธยมปลายแล้ว
ซูเจียวเจียวเรียกคนทำงานอีกห้าคนให้มากินด้วยกันลู่เหว่ยตงและคนอื่นๆ ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมด้วยทุกคนต่างดีใจทิ้งจอบแล้วเดินเข้ามา
“เกรงใจจังเลยครับ”
“มีอะไรต้องเกรงใจล่ะคะ พวกเราอยู่กองผลิตเดียวกันแถมยังเป็ทีมเดียวกันด้วย การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็เื่ที่ควรทำอยู่แล้ว”ซูเจียวเจียวยิ้มพลางตักบะหมี่ให้คนอื่นๆ อีกห้าคนด้วย
บะหมี่ร้อนๆหอมฟุ้งน่ากิน
ลู่เหว่ยตงและคนอื่นๆอดกลืนน้ำลายไม่ได้ ในที่สุดก็อดใจไม่ไหว รับชามแล้วซดบะหมี่เสียงดัง‘ซู้ด’
ซูเจียวเจียวหันไปก็เห็นเซียวหยวนิจ้องมองเธอ และบะหมี่ในชามเขาก็ยังไม่ได้กินแม้แต่คำเดียว
เธออดสงสัยไม่ได้“เป็อะไรไปคะ ไม่อร่อยหรือ หรือคุณไม่สบาย?”
สายตาของเซียวหยวนิเต็มไปด้วยความอ่อนโยน“คุณกินก่อนเถอะ”
เขารู้ว่าเจียวเจียวต้องทำบะหมี่เสร็จก็เอามาให้เขาทันทีตอนนี้เธอต้องยังไม่ได้กิน และไม่มีชามและตะเกียบเหลือแล้ว
ซูเจียวเจียวหยิบตะเกียบกินไปหนึ่งคำแล้วคีบบะหมี่ป้อนเขาเหมือนตอนกินไอศกรีมก่อนหน้านี้ ทั้งสองผลัดกินกันคนละคำสองคำลู่เหว่ยตงและคนอื่นๆ เห็นภาพเช่นนั้นก็รู้สึกอิจฉาตาร้อนไปตามๆ กัน
หลังจากลู่เหว่ยตงและคนอื่นๆกินบะหมี่ไปหนึ่งชาม ก็ไม่มีใครกินบะหมี่ที่เหลืออยู่ในถังอีกแล้ว บะหมี่ ไข่และเนื้อในเวลานั้นถือเป็ของมีค่ามาก
ยุวชนซูอุตส่าห์ตักให้พวกเขาคนละชามพวกเขาก็รู้สึกพอใจมากแล้ว จะกินของเขาอีกไม่ได้
สำนวนที่ว่า‘รับของเขามา มือเราก็สั้น กินข้าวเขา ปากเราก็อ่อน*[1]’ ลู่เหว่ยตงและคนอื่นๆ จึงอาสาเอาชามที่กินแล้วไปล้างในลำธารเล็กๆ ข้างๆจนสะอาดแล้วใส่ลงในตะกร้า จากนั้นก็พูดกับเซียวหยวนิและซูเจียวเจียวว่า“หยวนิ ยุวชนซู พวกคุณค่อยๆ กินนะครับ พวกเราขอตัวไปทำงานก่อน”
เซียวหยวนิกินบะหมี่ไปแค่ชามเดียวที่เหลือไม่กินเลย ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่ยอมกิน ป้อนให้ซูเจียวเจียวกินจนหมด
เซียวหยวนิกลัวซูเจียวเจียวจะเหนื่อยตอนหิ้วของกลับบ้านจึงให้เธอวางตะกร้าใส่ชามและตะเกียบไว้ตรงนี้ก่อนรอเขาทำงานเสร็จแล้วค่อยหิ้วกลับบ้านพร้อมกัน
“ตอนนี้ฉันยังไม่กลับบ้าน ฉันจะไปเดินเล่นที่หลังเขา” ซูเจียวเจียวคิดถึงโสมที่เคยขุดได้ครั้งที่แล้วอดรู้สึกคันไม้คันมือไม่ได้ ยังอยากขึ้นไปเสี่ยงโชคบนเขาอีกครั้ง
เธอพอจะรู้ราคาโสมอยู่บ้าง
โสมป่าอายุห้าสิบปีในเวลานั้นสามารถขายได้หลายร้อยหยวน
ถ้าเป็โสมป่าอายุร้อยปีสามารถขายได้เป็หมื่นหยวน
แน่นอนว่าต้องหาคนที่เหมาะสมด้วยไม่อย่างนั้นถ้าเจอคนที่ไม่รู้จักของ หรือคนไม่มีเงินก็ไม่มีทางขายได้ราคานี้แน่นอน
เธอจำได้ว่าในชาติที่แล้วไม่นานหลังจากที่เธอกลับไปตัวเมืองมณฑล ก็ได้ยินว่ามีคนขุดพบโสมป่าอายุร้อยปีถูกเรียกว่าาาโสม มีความยาวกว่า 60 เิเหนักกว่า 20 กรัม อายุ 110 ปีขายได้ราคาสูงถึงหนึ่งแสนหยวน
หนึ่งแสนหยวนในเวลานั้นเทียบเท่ากับหลายล้านหยวนในยุคหลัง
เมื่อเซียวหยวนิได้ยินว่าซูเจียวเจียวจะไปหลังเขา เขาก็ปฏิเสธโดยไม่คิด “ไม่ได้!คุณขึ้นเขาคนเดียวอันตรายเกินไป!”
หลังเขามักจะมีสัตว์ป่าออกมาบ่อยๆแม้แต่คนในกองผลิตก็ยังไม่ค่อยไปหลังเขา จะวนเวียนอยู่แค่บริเวณเชิงเขาเท่านั้น
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันไปไม่ไกลหรอก แค่วนเวียนอยู่แถวๆ นี้แหละ”
หลังจากซูเจียวเจียวยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเซียวหยวนิก็ยอมปล่อยเธอไป และกำชับอย่างละเอียด “คุณเดินเล่นแล้วรีบกลับนะอย่าไปข้างหลังล่ะ”
“ได้ค่ะ ฉันรู้แล้ว” ซูเจียวเจียวเม้มปากยิ้มหยิบชามและตะเกียบจากตะกร้าใส่ในถังเปล่า ก่อนจะโบกมือลาเซียวหยวนิแล้วถือตะกร้าเดินจากไป
ซูเจียวเจียวเดินไปตามทางเดินบนูเาทันใดนั้นเธอก็เห็นหญ้าเฉาก๊วยหลายต้น ดวงตาก็พลันเป็ประกายขึ้นมาทันที
เฉาก๊วยเป็ของดีที่ช่วยคลายร้อนได้จริงๆ!
[1]รับของเขามา มือเราก็สั้น กินข้าวเขา ปากเราก็อ่อนหมายถึงเมื่อรับผลประโยชน์จากใครแล้ว ย่อมต้องเกรงใจหรือพูดจาเข้าข้างเขา