ตอนที่นางกลับถึงจวน บิดาก็ออกเดินทางไปค้าขายต่างเมืองแล้ว
่นี้เขาออกไปจากจวนบ่อยขึ้นมาก ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วที่บ้านมีปัญหากิจการอะไรหรือไม่
ตอนที่เซียนเซียนได้เข้าไปคำนับมารดา นางจึงได้ทราบคำตอบบางส่วน มารดาเรียกนางให้ไปนั่งใกล้ๆ แล้ว แล้วเล่าให้นางฟังเื่กิจการใน่นี้ของบิดาว่าเขาเพิ่งมีร้านที่เปิดใหม่แถบชายแดนเพื่อขยายกิจการไม่ให้จำกัดอยู่แค่เมืองหลัก การค้าจะเจริญรุ่งเรืองจำเป็ต้องมีสาขาและมีคนที่ไว้ใจได้ไปดูแล ไม่เช่นนั้นลงทุนอะไรไปก็เหมือนถมลงไปในถังที่ไร้ก้น ดังนั้นบิดาจึงจำเป็ต้องเดินทางไปตรวจงานเอง รอจนค้าขายอยู่ตัวแล้วจึงจะสามารถพักได้บ้าง
่หิมะตกเป็่เดินทางลำบาก บิดานางจึงเลือกเดินทางลงใต้ ที่ๆ หิมะยังเบาบางอยู่หรือบางแห่งยังไม่ตกเสียด้วยซ้ำ
แต่ที่รีบร้อนไปโดยไม่สนใจฤดูกาล กู้เซียนเซียนยังทำความเข้าใจไม่ได้อยู่ดี หรือเขามีความจำเป็ใดๆ ที่ท่านแม่ไม่สะดวกเอ่ยกับนางอยู่ก็ได้กระมัง นางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยระหว่างเดินกลับเข้าเรือนหลังน้อยของตัวเอง ในใจของนาง นอกจากจะประหลาดใจเื่ที่มารดาเล่าเกี่ยวกับบิดาให้ฟังแล้ว สิ่งที่ทำให้นางฉงนและดีใจมากที่สุดคือมารดาใจดีกับนางมากเป็พิเศษ ต่างจากเมื่อก่อนที่แทบไม่เคยเล่าหรืออธิบายอะไรให้นางฟังเลย กระทั่งไม่อยากเห็นหน้านางเสียด้วยซ้ำ
วันที่นางกลับมาถึงจวน เป็่เวลาที่ค่อนข้างเงียบสงบ
เพราะบิดาไม่อยู่ มารดาจึงทำนหน้าที่ดูแลร้านรวงต่างๆ เอง ทำให้นางวุ่นวายอยู่เฉพาะที่เรือนหน้า
พี่ชายกู้หยุนยังไม่ถึงเวลากลับบ้านมาพัก ได้ยินว่า่ที่นางไม่อยู่ เขาก็ไม่อยู่เช่นกัน
พี่สาวฝาแฝดของนางสองคน ตอนนี้วุ่นวายกับเทศกาลตงจื้ออยู่ ได้ยินมารดาเล่าให้ฟังว่าสตรีบ้านกั๋วกงจะจัดงานเลี้ยงชมหิมะ และบ้านของพวกนางก็ได้รับเชิญ ท่านแม่ให้ฉู่มามาช่วยดูแลเสื้อผ้าอาภรณ์ของบุตรสาวฝาแฝดทั้งสองคน แต่ไม่ได้ให้กู้เซียนเซียนติดตามไปด้วย เพราะวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของงานนี้ นาง้าพาพี่สาวออกงานเพื่อหาบุพเพที่เหมาะสม หากเจอคนที่ใช่อาจถึงขั้นได้ผูกวาสนายาวไปจนถึงขั้นหมั้นหมายกันเลยก็ได้
นางเข้าใจดีในเื่นี้ ไม่ได้ดื้อรั้นกับมารดา อย่างไรนางก็ชอบอยู่แต่ในเรือนมากกว่า เงียบสงบหากไม่มีใครมารบกวน
งานเลี้ยงชมหิมะที่จะจัดขึ้นที่จวนกั๋วกงในอีกสามวันข้างหน้า ได้ยินบ่าวในเรือนพูดถึงกันมาก เพราะนอกจากนายหญิงของบ้านจะไปเองแล้ว ยังมีคุณหนูทั้งสองติดตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีเหล่าคุณหนูคุณชายจากจวนสูงศักดิ์อื่นๆ เกือบค่อนเมือง ได้รับเชิญไปในงาน นี่ออกจะชัดเจนว่าเป็งานหาคู่มากกว่างานเทศกาลตงจื้อก็ว่าได้
บุคคลสำคัญที่อยู่ในความสนใจของผู้คนมากที่สุดเห็นจะได้แก่ รัชทายาทหวางเจียเหอ นั่นเพราะตัวเขาเองก็ยังไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย แม้ทุกคนจะคิดว่าเขากับคุณหนูตระกูลกั๋วกง ต่างเป็คู่ที่เหมาะสมจะผูกด้ายแดงกันมากที่สุดก็ตาม แต่ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ในราชสำนัก ก็เป็เื่ที่มิอาจละเลย แม้คุณหนูกั๋วกงจะมีเื้ัใหญ่โต แต่เพราะเหตุนี้ รัชทายาทจะกล้ารวบอำนาจ แสดงความยิ่งใหญ่ในขณะที่ฮ่องเต้ยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองได้เชียวหรือ โอรส์ยังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ทรงครองบัลลังต่อไปได้อีกนานนับสิบปี มีหรือจะยอมให้มีอำนาจที่สองมาคานกับพระองค์ ยังไม่รวมถึงเหล่าองค์ชาย และอ๋องที่พื้นที่ศักดินาอื่นๆอีก การแต่งงานทางการเมือง มิใช่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ต้องไม่ยิ่งใหญ่ข้ามหน้าข้ามตาจนท้าทายพระราชอำนาจ รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่ง ฮ่องเต้ยิ่งหวาดระแวง ถึงจะเป็บิดาและบุตร แต่ในสมัยที่ผ่านๆ มาก็มีปรากฏให้เห็นเป็ประจำ หากบุตรจะถูกบิดาสังหาร เพราะสั่นคลอนราชบัลลังก์ในเวลาที่ยังไม่สมควร เื่พวกนี้หวางเจียเหอรู้ดีกว่าใคร และเขาก็ระมัดระวัง วางตัวอยู่ในทุกฝีเก้า เพราะการก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว หมายถึงชีวิตของเขาและหมายถึงการพลาดเข้าสู่อำนาจสูงสุดในอนาคตด้วย
ในที่สุดก็มาถึงวันที่สองพี่น้องตระกูลกู้รอคอย ที่หน้าประตูจวนกั๋วกง ปรากฏความวุ่นวายของกลุ่มคน และรถม้าแน่นขนัด
เหล่าคุณหนูทั้งหลายล้วนแต่งตัวประชันกันมาร่วมงาน นี่คือาย่อยๆ ของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวง
หลายๆ จวนใช้โอกาสนี้เปิดตัวบุตรสาว บุตรชาย หากไม่ทำตัวให้เด่น ก็ต้องเน้นให้แตกต่าง
มุข ปิ่นระย้า เสื้อผ้าแพรพรรณล้วนประโคมกันมาเพื่องานเช่นนี้โดยเฉพาะ
ยิ่งเป็คำเชิญจากจวนกั๋วกงด้วยแล้ว ย่อมรับประกันได้ว่าแขกที่ได้รับเชิญ จะมิใช่สามัญ
หากเป็ขุนนาง ก็ต้องขั้นสี่ขึ้นไป
หากเป็คหบดี ก็ต้องเป็ตระกูลใหญ่ 1 ใน 10 ของเมืองหลวง
หากเป็แม่ทัพ อย่างน้อยต้องเป็เหล่าแม่ทัพน้อย
แม้โดยปกติ ขุนนางกับแม่ทัพมักไม่ค่อยเข้าสู่งานเลี้ยงเดียวกันก็ตาม เพราะพวกเขามีทางเดินที่แยกขาดจากกันอย่างชัดเจน ขนาดในท้องพระโรง ยังแบ่งข้างกันยืน
แต่งานนี้เป็ที่รู้กันว่ายกเว้น เพราะชื่อจางกั๋วกงใครเล่าจะไม่เกรงใจ
ขนาดเหล่าแม่ทัพที่ถนัดแต่รบทัพจับศึกมาตลอด ยังต้องไว้หน้ามาร่วมงานเลี้ยงรื่นเริงเช่นนี้
ก็ตอนนี้ใครใช้ให้ขุนนางบุ๋นมีอำนาจเหนือเหล่าขุนนางบู๊เล่า
ยามที่สถานการณ์หน้าจวนกั๋วกงเริ่มสงบลง ก็เกือบจะย่ำค่ำแล้ว
โชคดีที่บ่าวและเหล่าองครักษ์ของจวนสามารถจัดการได้อย่างเป็ระเบียบรวดเร็ว ทำให้เหล่าแขกสูงศักดิ์เ่าั้ ไม่ได้รอกันนานเกินไปนัก
แต่กว่าสองพี่น้องฝาแฝดและฮูหยินกู้จะเข้ามาในงานได้ ก็กินเวลาไปกว่าครึ่งชั่วยาม
พวกนางเอง แม้จะออกงานประเภทนี้บ่อยๆ
แต่ก็ต้องยอมรับว่า แขกที่เยอะจนล้นขนาดนี้ เพิ่งเคยพบเห็นเป็ครั้งแรก
ส่วนหนึ่งเพราะหลานสาวกั๋วกง มีอายุอานามเหมาะสมที่จะหมั้นหมาย
ครอบครัวไหนที่มีบุตรชายและพอจะมียศศักดิ์บ้าง ก็ฝันอยากเกี่ยวดองกับจวนนี้แทบทั้งสิ้น
โอกาสจะพบหลานสาวของกั๋วกงจึงอาจมีแค่วิธีมางานเช่นนี้เท่านั้น
และนี่ก็ตรงกับจุดประสงค์หลักของตระกูลกู้เช่นกัน อย่างไรชายหนุ่มสูงศักดิ์ค่อนเมืองก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ จะไม่มางานสำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร ยิ่งในวัยที่เหมาะสมกับการหมั้นหมายเช่นพวกนางแล้วด้วย
ฮูหยินและสองพี่น้องฝาแฝด ต่างทะยอยเดินเข้าไปในงาน พวกนางยังอยู่ในวัยเยาว์ จึงไม่ได้แต่งตัวให้งดงามเช่นหญิงสาวที่เติบโตแล้ว แต่เน้นให้น่ารักสมวัย เพียงแต่ในตัวก็ออกจะมีเครื่องประดับอยู่มากเกินไปบ้าง มองเผินๆ เหมือนตู้เก็บของเคลื่อนที่ แท้จริงก่อนประเคนใส่เครื่องประดับมาเต็มศีรษะกันขนาดนี้ บ่าวของหญิงสาวทั้งสองก็ปรามแล้ว แต่พวกนาง้ามาประชันความงามและความร่ำรวย กลบข้อด้อยด้วยไม่มียศศักดิ์ แล้วจะให้มาโล้นๆ เหมือนแม่ชีได้อย่างไรกัน
กู้ฮูหยินเห็นั้แ่จะเดินทางออกจากจวนแล้ว แต่จะให้ไล่ไปถอดออกแล้วแต่งใหม่ก็ไม่ทัน จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไปเช่นนี้เอง
ผู้คนทะยอยเดินไปคารวะเ้าบ้านที่เรือนหลัก ที่ที่ตอนนี้จางกั๋วกงนั่งอยู่กลางห้องโถง ไม่ได้ออกมาต้อนรับเฉกเช่นเ้าบ้านทั่วไป แต่กลับนั่งลงตรงเก้าอี้ตำแหน่งประธาน ทำเพียงยกน้ำชาคารวะผู้คนที่มาพบเขาเท่านั้น
ด้านข้างของเขาคือหลานสาวคนโปรด จางเย่วโลว
นางไม่ได้มีหน้าตาสะสวยโดดเด่น แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ สีหน้าอ่อนโยนผสานกับความอ่อนหวานในท่าทางที่แสดงออก แม้ไม่สะดุดตาแต่ก็เลอค่าดุจหยกเย็นไร้ตำหนิในสายตาของทุกคน
เย่วโลววางตัวได้อย่างเหมาะสมในทุกๆเวลา อ่านสีหน้าและสถานการณ์เก่งั้แ่อายุยังน้อย ตอนไหนต้องปั้นหน้าเคร่งขรึม ตอนไหนต้องออดอ้อนเอาใจท่านปู่ของนาง นางก็ทำได้อย่างน่ารัก
ตอนที่บ่าวหญิงมากระซิบเบาๆ ข้างหูนาง สายตานางก็พลันเป็ประกาย พร้อมหันตัวไปขอตัวกับปู่ของนาง และออกเดินไปที่ประตูหน้าทันที
จางกั๋วกงรู้ว่านางรอใครอยู่ เขาก็ลุกขึ้นเตรียมออกมาต้อนรับเช่นกัน
“หม่อมฉัน ถวายบังคมรัชทายาท “เสียงหวานใสราวนกขมิ้นดังแว่วมาแต่ไกล แต่นางไม่ได้ถวายความเคารพตามที่นางกล่าวออกมา เพียงเดินเข้าไปใกล้หวางเจียเหอ แล้วพูดออกไปเท่านั้น
หวางเจียเหอเดินเข้ามาถึงห้องโถงด้านหน้าแล้ว ผู้คนที่รู้จักเขาต่างพากันแยกออกเป็ทาง ต่างก้มหน้ากล่าวคำถวายความเคารพแก่เขา ดูวุ่นวายไปชั่วขณะ จนเขาต้องยกพัดเคาะเบาๆ ไปที่มือ แล้วเอ่ยติดยิ้มที่มุมปาก
“ขุนนางที่รักทุกท่าน ข้ามาในฐานะแขกส่วนตัวของเ้าบ้าน เชิญทุกท่านตามสบายเถอะ’ ’
ถึงแม้เขาจะกล่าวเช่นนี้ แต่คนทั้งหมดก็ไม่อาจละเลยเขา คณะที่ติดตามมาพร้อมกันกับเขาก็ยังคงเดินประกบ เพิ่มเติมคือส่วนที่เข้ามาเพื่อหวังประจบประแจง คนเ่าั้ก็ยังคงกรูเข้าหาเขาเหมือนเดิม
เป็แบบนี้จนเขาชาชินเสียแล้ว
เย่วโลวมองไปที่ชายหนุ่มโดดเด่นด้านหลังของรัชทายาท
นางเพิ่งรู้จักเขาได้ไม่กี่วันจากความบังเอิญ เพียงรู้จักแต่แทบไม่ได้พูดคุย ในวันที่เกิดเื่ลอบปลงประชนม์รัชทายาทที่สำนักศึกษา นางก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เพียงแต่ตอนนั้นเหตุการณ์วุ่นวาย จึงถูกกลุ่มองครักษ์ดึงตัวออกไปเพื่อป้องกันเหตุแยกไปจากกลุ่มของรัชทายาท ภายหลังนางทราบเื่ที่มีคนปกป้องรัชทายาทไว้จนได้รับาเ็ นางถึงได้มาเยี่ยมผู้มีพระคุณของรัชทายาทที่ตำหนักบูรพาหลังจากเหตุการณ์ผ่านมาได้หลายวันแล้ว นั่นเป็ครั้งแรกที่นางได้พบกับเขา เพราะกลิ่นอายความสง่างามและสูงศักดิ์ของเขา ประกอบกับความเฉยเมยจนเข้าขั้นเ็าที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้น นางไม่เคยพบเจอมาก่อน นางไม่เคยถูกละเลยเยี่ยงที่เขาทำกับนาง ไม่เคยมีใครไม่คิดเอาใจนาง สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเขาทำกับนางเป็คนแรก เย่วโลวจึงให้ความสนใจแก่เขาเป็พิเศษ ทว่าตอนที่ได้สบตากับเขาเป็ครั้งแรกก็ทำให้นางใจเต้น หน้าแดงจนต้องรีบเบือนหน้าหนีทันที
แม้รัชทายาทจะมองเห็นสายตาของเย่วโลวที่มองไปทางเซียวหลงแล้วก็ตาม แต่เขาก็วางท่าทีเพิกเฉย การที่นางจะชอบพอกับเซียวหลงก็ไม่แปลก เพราะเซียวหลงนั้นโดดเด่นจริงๆ แม้ตระกูลเซียวจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนก่อน แต่เซียวหลงที่เขารู้จักใน่สามเดือนกว่าที่ผ่านมา นับว่าเป็คนคมในฝักผู้หนึ่ง ถึงเขาจะยังอายุน้อยอ่อนด้อยประสบการณ์ แต่งานที่มอบหมายให้เซียวหลงทำแม้จะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหน เขาก็ทำงานได้ตามเป้าหมายที่ได้ตกลงร่วมกันไว้โดยไร้ช่องโหว่ ความคิดของเขาแยบคายรัดกุม ตอนนี้เซียวหลงจึงเป็หนึ่งในผู้ติดตามของเขาอย่างแท้จริง เขาถึงกับมอบองรักษ์ติดดาบสองคนให้เขาเพื่อไว้ใช้สอยอีกด้วย
หลังจากที่จางกั๋วกงมาออกมาต้อนรับรัชทายาทอย่างเต็มพิธีการแล้ว เขาจึงขอตัวแยกไปดูแลแขกทางอื่นต่อ นัยว่าจะเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวได้พบปะพูดคุยโดยไม่มีคนแก่อย่างเขาเข้ามาให้วุ่นวายเสียบรรยากาศ
คณะของรัชทายาทไม่ได้เข้าไปนั่งที่เรือนรับรองทันที พวกเขาเลือกเดินมาเรื่อยๆ จนถึงสวนกลางบ้านขนาดใหญ่ ที่ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่เดินคุยกันหรือจับกลุ่มกันอยู่ตามมุมต่างๆ
แม้สถานที่จัดงานในเรือนหลักจะถูกแยกฝั่งชายหญิง แต่สำหรับในสวนนี่ แม้ถูกแบ่งฝั่ง แต่ก็ไม่ชัดเจนเหมือนเช่นในเรือน
หวางเจียเหอเดินเอามือไขว้หลังพูดคุยกับเซียวหลงไปเบาๆ พวกเขาอายุไล่เลี่ยกัน การคุยกันจึงรู้สึกเหมือนสหายที่เข้าอกเข้าใจกันมากกว่า ขนาดเย่วโลวที่เดินตามหลังอยู่ยังไม่ได้ยินว่าทั้งสองพูดคุยอะไร เพียงเห็นรัชทายาทชี้ให้เซียวหลงมองไปทางด้านโน้นที ทางด้านนี้ที อาจเป็เพราะเขามาที่จวนของนางบ่อยๆ เขาจึงรู้ดีกว่า อะไรอยู่ที่ไหน ทำตัวเป็เ้าบ้านแทนนางซะอย่างนั้น แบบนี้นางจะหาโอกาสไหนเข้าใกล้กับเซียวหลงได้
“รัชทายาท ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอตัวก่อน “ตอนที่เย่วโลวได้ยินก็เป็ประโยคนี้แล้ว เขาจะแยกตัวไปแล้วหรือ
“อืม เ้าไปเถอะ อีกซักพักข้าก็จะกลับเข้าไปด้านในแล้ว” หวางเจียเหอเอ่ยประโยคนี้จบก็เดินแยกตัวจากเซียวหลง
คณะของรัชทายาทเดินไปทางสระน้ำ แต่เซียวหลงกลับเดินไปทางเรือนรับรองแขกบุรุษ เื่นี้ทำให้เย่วโลวรู้สึกขัดเคืองยิ่งนัก
“ทำไม เ้ายังอยากเดินตามเขาไปหรือ” หวางเจียเหอหันมากระเซ้านาง ดูจากสายตาของนาง นางไม่อยากเดินมากับเขาจริงๆ แต่นางเป็เ้าบ้าน เขาเป็แขกสูงศักดิ์ อย่างไรตามมารยาทนางก็มีแต่ต้องติดตามเขาเท่านั้น
ตรงนี้นางเองก็เข้าใจดี
เย่วโลวยิ้มอย่างน่ารัก และมองตรงไปที่รัชทายาท ซึ่งตอนนี้หยุดเดินและหันมามองที่นางเช่นกัน
“หม่อมฉันแสดงออกชัดเจนปานนั้นเชียว” นางถามกลับบ้าง
“มันเขียนเอาไว้ตรงหน้าเ้าเลยหล่ะ ว่าเ้าอยากเดินตามเ้าหนุ่มนั่นไป” เขาตอบกลับนางด้วยสีหน้าและอารมณ์ที่ดีไม่ต่างจากทุกครั้ง
เย่วโลวมองไปที่เ้าเหนือหัว บางครั้งนางก็ไม่เข้าใจว่ารัชทายาทเคยมีอารมณ์อื่นบ้างหรือไม่ หรือเขามีแค่อารมณ์ดีเช่นนี้อยู่เพียงแบบเดียว นางแทบไม่เคยเห็นเขาโมโห หรือควบคุมตัวเองไม่ได้เลยซักครั้ง
เซียวหลงเดินตรงไปที่เรือนพร้อมองครักษ์ติดตามสองคน คนหนึ่งภายนอกดูสูงชะลูดแต่กลับผอมบางที่ด้านหลังของเขามีองครักษ์ร่างใหญ่หนาคนหนึ่งและเตี้ยกว่าอีกคน ทำให้คนกลุ่มนี้ดูโดดเด่นในความแตกต่างที่ลงตัว
“ท่านอาเล็ก” ตอนที่เซียวหลงเดินเลี้ยวกลับเข้ามาในเรือน เขาก็ได้ยินเสียงเซียวซวี่ทักมาจากด้านข้าง
“ข้าไม่ทราบว่าท่านจะมาด้วย จึงไม่ได้ออกไปต้อนรับ ต้องขออภัยจริงๆ หากรู้แต่แรกว่าวันนี้ท่านจะมางานเลี้ยงด้วย ข้าคงจะออกมาจากจวนพร้อมท่านแล้ว” เขาพูดต่อเป็ชุดๆ หวังสร้างความประทับใจให้กับอาเล็กผู้ที่ไม่ค่อยได้เจอกัน แม้จะอยู่ภายใต้รั้วบ้านเดียวกันก็ตาม
เซียวหลงพลันยกมือข้างหนึ่งขึ้นแล้วจึงตอบกลับ “ช่างเถอะ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเ้าจะมาเช่นกัน”
เซียงซวี่ถือโอกาสนี้ รีบถามสิ่งที่ทุกคนในจวนอยากรู้มาตลอด แต่ยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะสอบถามเซียวหลง แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมาเกือบสามเดือนแล้วก็ตาม จนกระทั่งวันนี้ ความสนิทสนมระหว่างอาเล็กและรัชทายาทยิ่งเพิ่มพูน นี่เป็การเลือกข้างเกาะขาผู้มีอำนาจแน่นอน แต่เขาทำเช่นนี้้าอะไรกันแน่ ปกติเขามิใช่คนฝักใฝ่ในอำนาจวาสนา และไม่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ชัดเจนเยี่ยงตนเอง การที่เขาเลือกข้างรวดเร็วโดยไม่ดูทิศทางลมให้ดี ถือเป็เื่ที่ไม่ฉลาดไม่สมกับที่เป็เขาสักนิด สนิทก็ส่วนสนิท แต่การแสดงออกอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ทำเอาเขาอดสงสัยอยู่ลึกๆ ไม่ได้เช่นกัน
“ข้าเห็นว่าท่านเดินทางมากับรัชทายาท และได้ยินว่ากำลังจะไปเรียนร่วมกับพระองค์อีกด้วย ท่านอาช่างมีวาสนาดียิ่งนัก” ถึงความคิดที่ผ่านเข้ามาในหัวจะไม่มีความยินดีด้วยแม้แต่น้อย แต่ปากของเขากลับเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อมแลดูเทิดทูน
‘และข้าก็อิจฉาท่านจริงๆ’ ประโยคนี้เขาไม่ได้เอ่ยออกมา
“แค่เหตุการณ์พาไป “เซียวหลงพูดตอบกลับไป ในห้วงเวลาที่ผ่านมาเขาไม่คิดจะตอบคำถามพวกนี้กับใครอยู่แล้ว แต่วันนี้เขาอาจต้องพึ่งพาหลานชายผู้กว้างขวางคนนี้ของเขาในการเข้าหากลุ่มคนต่างๆ ที่เป็เป้าหมายในการสืบหาข่าว จึงได้แต่อดทนยืนพูดคุยกันอยู่นานสองนาน
เซียวซวี่เองก็ค่อนข้างแปลกใจที่เซียวหลงทำท่าให้เขาเดินตามไปด้วย
ขนาดปู่ของเขา ซึ่งก็คือบิดาของเซียวหลงเอง เขาก็ยังแทบจะไม่เข้าหาหรือพูดคุยด้วยซักเท่าไหร่
แม้จะมีความสงสัยอยู่เต็มอก แต่เซียวซวี่ก็ถือโอกาสนี้พูดคุยและชี้ชวนอาเล็กให้เดินไปคุยกับกลุ่มของสหายของเขาด้วย
ตอนที่งานเลี้ยงเริ่มขึ้น เหล่าคุณหนูคุณชาย จึงได้ทยอยเดินกลับมาภายในเรือน และไปนั่งตามจุดที่จัดไว้ให้
เพื่อรอชมการแสดงที่แต่ละคนจัดเตรียมมา
รัชทายาทนั่งอยู่ด้านหน้าสุดคู่กับจางกั๋วกงเ้าบ้าน ซ้ายขวาจึงจะเป็ที่นั่งของแขกซ้อนกันสองชั้นทอดยาวไปจรดประตูเรือนรับรองทำให้สถานที่กว้างขวางในตอนแรก ภายหลังกลับดูคับแคบลงถนัดตา
เมื่อทุกอย่างพร้อม การแสดงความสามารถก็กำลังจะเริ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็แค่การแสดงศิลปะ ร่ายรำ เขียนอักษร เล่นเครื่องดนตรี หากเป็บุรุษจึงจะพิเศษหน่อยโดยเพิ่มการร่ายรำกระบี่ หมัดมวย ทั้งหมดนี้เป็เพียงการเพิ่มสีสันมิให้งานเลี้ยงไร้สีสันจนเกินไป
แล้วก็มาถึงเวลาของกลุ่มแรกที่จะเริ่มทำการแสดง จางเย่วโลวก็เป็หนึ่งในนั้น ในฐานะเ้าบ้านการมีส่วนร่วมก่อนถือเป็เื่ที่สมควรกระทำ และเนื่องจากมีคนที่้าแสดงความสามารถเป็จำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถแยกออกมาทีละคน คนละรอบได้ จำต้องใช้วิธีแสดงเป็กลุ่มพร้อมๆ กันไป
เย่วโลวเดินมาพร้อมบ่าวด้านหลัง มีเทียบสีและกระดานสำหรับวาดภาพอยู่เื้ั เหมือนเช่นเดียวกับคุณหนูของจวนอื่นๆ ที่จะมาวาดภาพลงสีซึ่งถือเป็หนึ่งในศิลปะขั้นสูงให้กับแขกได้ชื่นชม
หลังจากพวกนางยอบตัวทำความเคารพแขกแล้ว ก็นั่งตามตำแหน่งของตนเอง
แต่ก่อนจะได้เริ่มวาดกัน เย่วโลวก็พูดขึ้นว่า “เพียงวาดภาพอย่างเดียวตามสิ่งที่ทุกคนเตรียมมา จะไปสนุกอะไร มิสู้ข้าเสนอว่า “นางหยุดนิดหนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ “ให้พวกเราทุกคนวาดตามเสียงดนตรีที่ได้ยินดีกว่า บทเพลงประกอบภาพวาดสื่อออกมาได้หลากหลายกว่าอีกด้วย” นางนำเสนอ
เมื่อเ้าบ้านกล่าวเช่นนี้ คนอื่นๆ จะไปกล้าคัดค้านได้อย่างไร แม้ว่าข้อเสนอพิสดารของนางจะทำให้คนอื่นๆ ตื่นเต้นอยู่ในใจก็ตาม เพราะหากภาพที่เตรียมมาวาด ไปคนละทางกับเสียงดนตรีจะให้เอาหน้าไปไว้ที่ใด
“คุณหนูเย่วโลว พวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านไม่ได้เตรียมบทเพลงกับภาพวาดมาเอง กติกาเช่นนี้ไม่ทำให้พวกข้าเสียเปรียบหรอกหรือ แม้คำว่าแพ้ชนะจะไม่สำคัญ แต่อย่างไรกติกาแข่งขันจำต้องมีความยุติธรรมอยู่บ้างหรือไม่” คุณหนูคนหนึ่งที่อยู่ตรงกลางลานวาดรูปกล่าวขึ้นอย่างอดทนไม่ไหวอยู่บ้าง แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ในนี้ ต่างถูกบิดามารดาบังคับให้ลงสนามประชันฝีมือด้วยกันแทบทั้งนั้น สาเหตุหลักๆ ก็คือเื่การเลือกคู่ครองนั่นเอง ยิ่งทำตัวให้โดดเด่นเป็ที่รู้จักของเหล่าฮูหยินหรือคุณชายมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เพิ่มโอกาสในการเลือกคู่ครองเพื่อหมั้นหมายมากเป็เงาตามตัวไปด้วย การทำท่าจะแพ้ั้แ่ยังไม่เริ่มแข่ง มิใช่จะเป็การส่งเสริมคนอื่นให้โดดเด่นขึ้นไปหรอกหรือ
คนอื่นๆ ที่อยู่ในลานต่างพากันพยักหน้ารับตาม
เย่วโลวเองก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีคนคัดค้าน นาง้าแสดงฝีมือให้เป็ที่ประจักษ์ในความสูงส่งโดดเด่นของนางให้แตกต่างจากเหล่าคุณหนูในห้องหอทั่วไป นางหันไปทางรัชทายาททันที
“หม่อมฉันขอบังอาจถามรัชทายาท หากหม่อมฉันจะรบกวนพระองค์บรรเลงฉินประกอบกับการวาดภาพ จะพอเป็ไปได้หรือไม่เพคะ” นางพูดเว้นระยะนิดหน่อย ก่อนกล่าวต่อ
“เพราะหากหม่อมฉันให้คนอื่นๆ มาบรรเลงให้ คนจะคิดว่าหม่อมฉันตระเตรียมมาล่วงหน้าแล้ว” นางหันไปกล่าวกับรัชทายาทด้วยท่าทางนอบน้อม
รัชทายาทเลิกคิ้วขึ้นทันที นี่นางมั่นใจในฝีมือเขาแค่ไหนกัน เขาเล่นเป็ก็จริง แต่อวดอ้างไม่ได้ว่าเก่งกาจ และวันนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาแสดงฝีมือในงานเลี้ยงที่มีแต่เด็กสาวเช่นนี้ด้วย
เขามองยิ้มๆ ไปที่เด็กสาวกลางลาน เห็นนางยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาทัดผมด้านหน้านางไปทัดหู โดยนิ้วก้อยของนางชี้ไปที่ด้านขวามือ หากไม่สังเกตุเหมือนเหย่โล่วแค่ทำท่าสวยงามไปตามประสาเท่านั้น แต่เขากับนางเติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก แค่สัญญาณมือเท่านี้ทำไมจะอ่านนางไม่ออก
เขาถอนหายใจช้าๆ ก่อนกระแอมขึ้นมา แล้วเอ่ย “ข้าไม่ใช่ยอดฝีมือทางด้านนี้ เกรงจะทำให้พวกแม่นางทั้งหลายแสดงฝีมือกันไม่ออกเสียมากกว่า “เขาเคาะพัดลงที่ฝ่ามือเขาเบาๆ หลายที ทำท่าครุ่นคิดก่อนต่อประโยคหลัง “เซียวหลง เป็เ้าก็แล้วกัน ‘’ เขาพูดจบก็มองไปที่เซียวหลงที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือด้านล่าง
เซียวหลงหันหน้าไปสบตารัชทายาททีหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นเดินออกมาทางด้านหน้า
“รับพระบัญชา” เขาตอบกลับสั้นแสนสั้น
ตอนนี้มีบ่าวรับใช้ตั้งฉินเอาไว้ตรงกลางให้แก่เขาแล้ว ก่อนเขาจะนั่งลงประจำที่ท่ามกลางหญิงสาวล้อมหน้าล้อมหลัง
กู้เหยาซึ่งออกมาแสดงศิลปะการวาดรูปด้วย ก็เพิ่งจะได้เห็นเซียวหลงเป็ครั้งแรก นางลอบมองไปที่เซียวซวี่แวบหนึ่งเพราะพวกเขานั่งอยู่ติดๆ กัน และหน้าตาของทั้งสองก็ละม้ายคล้ายกันอยู่สามสี่ส่วน นางมั่นใจว่านี่คงญาติของเซียวซวี่แน่นอน
แม้บรรยากาศจะตึงเครียดขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อเซียวหลงเริ่มพรมปลายนิ้วลงไปบนฉิน เหล่าสตรีที่นั่งล้อมเขาอยู่ ก็เริ่มลงมือวาดภาพเช่นกัน แม้หลายคนจะประหม่าที่ต้องออกมาแสดงความสามารถท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่นั่งวาดภาพใกล้ๆ กับชายหนุ่ม ก็พลันหน้าแดง มือสั่น ไร้สมาธิไปด้วยเช่นกัน
ท่วงทำนองที่เซียวหลงบรรจงกดปลายนิ้วเรียวดีดฉินเริ่มจากจังหวะช้าเนิบนาบ ไปจนถึงการเร่งจังหวะด้วยการไล่ปลายนิ้วที่เหมือนคุ้นมือมากขึ้น จนถึงจังหวะความเพลิดเพลินสนุสนาน ก่อนปิดท้ายด้วยการจบแบบโศกเศร้าอาดูร เพลงที่นำมาบรรเลง ประกอบไปด้วยหลายลักษณ์ด้วยกัน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงดีดเพลงใดเพลงหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จังหวะที่ต่อเพลงนั้น เขาคิดค้นขึ้นมาเองตามท่วงทำนองที่ปรากฏขึ้นในหัวของเขาขณะนั้น หากคนที่ไม่รู้จักบทเพลงบรรเลงเหล่านี้มาก่อนจะจับไม่ได้เลยว่า เขาคิดและแต่งจังหวะการเชื่อมต่อต่างๆ ออกมาด้วยตนเองไปตลอดระยะเวลาในการดีดฉินนี้
เมื่อผ่านไปเกือบเค่อ เพลงของเขาจึงค่อยๆ ช้าลงเบาลงจนจบ ตรงกันข้ามกับบรรยากาศภายในห้องโถงขณะที่ยังบรรเลงฉินอยู่อย่างสิ้นเชิง ชั่วเวลาที่เซียวหลงบรรเลงอยู่นั้น เงียบสงัดสะกดผู้คนให้ตกอยู่ในภวังค์ จะมีก็แต่เสียงแปรงปัดกระดาษ พู่กันกระทบจานสีเท่านั้น แต่หลังจากการบรรเลงจบแล้ว กลับเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเบาๆ เต็มไปหมด
“แปะๆๆๆๆ …. “เสียงปรบมือดังๆ มาจากกั๋วกงที่ตำแหน่งรองประธาน ตามมาด้วยเสียงปรบมือของรัชทายาท และคนอื่นๆ ในห้องตามมา ไม่รู้ว่าพวกเขาปรบมือให้กับฝีมือการดีดฉิน หรือการวาดภาพวาดของสาวงามคนใดคนหนึ่งกันแน่ ตามหลักแล้วมันควรจะเป็อย่างหลัง
“คลื่นลูกใหม่ มาแรงแซงคนแก่อย่างข้าแล้วจริงๆ นับเป็การดีดฉินที่วิเศษที่สุดเท่าที่ข้าเคยฟังมา พิเศษ พิเศษจริงๆ” กั๋วกงยกมือลูบเครายาว พร้อมกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง ดูก็รู้ว่าเขาอารมณ์ดีอย่างมากในวันนี้
“รัชทายาท คนข้างตัวพระองค์มีฝีมือเช่นนี้ คงไม่ใช่แค่เล่นฉินเก่งแค่นั้นกระมังพะย่ะค่ะ ” กั๋วกงมองไปที่รัชทายาทแล้วถาม เขาพอจะมองออกว่า หลานสาวของเขาให้ความสนใจกับเซียวหลงผู้นี้อยู่มาก ดูจากตอนที่เขาบรรเลงฉินอยู่นั่น นางก็หันไปมองเขาอยู่หลายรอบ หากไม่ใช่เพราะต้องคอยวาดภาพไปด้วย เกรงว่านางคงเดินไปนั่งข้างๆ เ้าหนุ่มคนนี้ไปแล้ว ประโยคที่เขาอยากจะกล่าวแก่รัชทายาทจริงๆ แล้วควรจะเป็ ‘ ท่านรีบๆ เล่าที่มาที่ไปของพ่อหนุ่มคนนี้ให้ข้าฟังที ’ มากกว่า
“มิกล้าพูดว่าเก่งกาจ กั๋วกงกล่าวชมเกินไปแล้ว แต่เขาก็พอมีดีด้านอื่นอยู่บ้างจริงๆ “หวางเจียเหอกล่าวตอบอย่างอารมณ์ดี แต่ไม่ได้ต่อคำกับกั๋วกงอีก เพราะแค่นี้ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ที่มางานในวันนี้สำหรับเขาแล้ว ส่วนที่เหลือ คงต้องให้เซียวหลงเป็คนเดินต่อเอาเอง
เพราะกั๋วกงไม่ได้รับคำตอบที่เขา้า หลังจากจบงานเลี้ยงเขาจึงตั้งใจส่งคนไปสืบประวัติของเซียวหลงเอาเอง การสืบข่าวสำหรับคนเช่นเขา ง่ายเพียงพลิกผ่ามือเท่านั้น
เซียวหลงลุกขึ้นเดินกลับไปยังตำแหน่งที่นั่งของเขา เขาไม่ทันได้มองเห็นประกายตาวูบไหวที่ผ่านเข้ามาของเซียวซวี่ก่อนปรับท่าทีเป็นอบน้อมเช่นเดิม
“อาเล็ก ท่านเก่งยิ่งนัก มิเสียทีเหล่าอาจารย์ชมท่านว่าเป็ยอดบุรุษในทุกศาสตร์จริงๆ’ ’ เขาเยินยออาของเขา โดยมือก็ยกป้านชาขึ้นก่อนเทชาร้อนลงถ้วยให้เซียวหลง
“ข้าแค่ทำไปตามรับสั่งเท่านั้น ไม่ถือว่าเก่งกาจอะไร ” เขาตอบกลับหลานชายและยกน้ำชาขึ้นดื่ม
สำหรับผลการแข่งขันวาดรูปนั้น ปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดถูกตัดสินให้ได้รางวัลที่หนึ่งหรือสอง นัยว่าเป็การแข่งขันกันเพื่อความบันเทิง ไม่ควรคร่ำเคร่งกับชัยชนะมากเกินไป และเื่ของศิลปะนั้นขึ้นอยู่กับความนิยมของแต่ละคน ไม่ตายตัวว่าภาพนี้งามแล้วทุกคนจะเห็นว่างามไปด้วย เื่ที่ดูวุ่นวายในตอนแรก จึงจบลงไปง่ายๆ เพียงนี้
กลุ่มคนในเรือนรับรองนั่งดูการแสดงถัดไปเรื่อยๆ ถึงแม้บุรุษและหญิงสาวจะพยายามแสดงกันอย่างเต็มความสามารถ แต่ในสายตาของเซียวหลงแล้ว ก็เหมือนการแสดงปาหี่ให้เด็กดู ไม่ได้รู้สึกสนใจหรือประทับใจอะไรเป็พิเศษ
ตอนที่แสดงไปได้ครึ่งทาง รัชทายาทจึงขอตัวกลับ ทำให้งานเลี้ยงดูผ่อนคลายขึ้นทันที ไม่ต้องมากพิธีเหมือนตอนแรก โดยธรรมเนียมปฏิบัติมักเป็เช่นนี้
เซียวหลงกับเซียวซวี่นั่งพูดคุยกันเงียบๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาจากทางด้านหลังจึงหันไปมอง
“ผู้น้อยมาคารวะ คุณชายเซียวซวี่ “กู้เหยาและกู้หยางเดินมาพร้อมกัน พร้อมยอบตัวคารวะเซียวซวี่
เซียวซวี่มองไปทางฮูหยินกู้ที่นั่งอยู่ทางฝั่งตรงข้ามไกลๆ เพราะเขาในตอนแรกยังไม่เข้าใจว่านางส่งสองพี่น้องมาหาเขาทำไม เห็นนางเพียงพยักหน้าและยกยิ้มให้เขา
ตอนนั้นเขาถึงรู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงๆ ของพวกนาง คงไม่ใช่แค่มาคารวะสหายของพี่ชายเช่นเขา เขาเพียงยิ้มรับไปทางกู้ฮูหยินแล้วหันหน้าไปตอบกลับสองพี่น้องเบาๆ
“ ข้าเห็นภาพวาดของเหยาเหยาแล้ว มันดูดีมากจริงๆ ฝีมือเ้าพัฒนาไปกว่าเมื่อก่อนมาก ส่วนเสียงพิณของหยางหยางเมื่อครู่ก็บรรเลงออกมาได้สมบูรณ์จนข้าอดสงสัยไม่ได้ว่าที่ผ่านมาพวกเ้าสองพี่น้อง ไปได้อาจารย์ดีมาจากที่ไหนกัน ” เขาพูดยิ้มๆ พร้อมผายมือเป็เชิงบอกให้พวกนางนั่งลง
ตอนที่พวกนางนั่งลงถึงได้มองไปทางเซียวหลงเล็กน้อย
“ท่านนี้คืออาของข้า นามเซียวหลง “เขารีบแนะนำอาของเขาให้แม่นางน้อยทั้งสองคนได้รู้จัก
‘ในที่สุดข้าก็ได้รู้จักนามของท่าน’ กู้เหยาคิดในใจ
“ข้ากู้หยาง คารวะคุณชายเซียว” กู้หยางพูดขึ้นก่อน ก่อนเงยหน้าขึ้นพินิจใบหน้าของชายหนุ่มเบื้องหน้าแว่บหนึ่ง ก่อนก้มหน้าลงด้วยความเขินอายทันที
“กู้เหยา คารวะคุณชายเซียว” กู้เหยาส่งเสียงหวานตามขึ้นมาบ้าง นางเป็คนใจกล้ากว่ากู้หยาง ดังนั้นตอนที่นางพูดประโยคนี้ นางจึงเงยหน้าขึ้นมองเซียวหลง และอย่างไร้เดียงสาให้เขาไปด้วย
“ ทั้งสองคนเป็ธิดาของนายท่านกู้ กู้เซียวหลาง แห่งหอการค้าตระกูลกู้ ท่านอาคงพอจะเคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง” เซียวซวี่รีบแนะนำเพิ่มเติม
“อย่าเห็นว่าเป็แค่ตระกูลพ่อค้าเชียว สินค้าของบ้านพวกนาง กล่าวได้ว่าทุกบ้านต้องมีต้องใช้อยู่ “เขายังคงกล่าวเสริมขึ้นมาอีกประโยค หวังเพื่อไว้หน้าให้เด็กสาวทั้งสอง เพราะเขาเองก็มองเห็นผลประโยชน์ที่จะได้จากตระกูลกู้ในอนาคตเช่นกัน
“อืม “ นี่เป็คำพูดตอบรับของเซียวหลง ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับไปสนใจกับอาหารว่างที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขาต่อ
ชายหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่ด้านหลังเซียวหลง ‘นายท่าน ท่านจะทำกับหญิงสาวทุกคนในเมืองแบบนี้ไม่ได้นะ’
“เมื่อกี้ข้าเห็นท่านบรรเลงฉินได้คล่องเคล่วนัก ไม่ทราบว่าพอจะบอกกล่าวชื่ออาจารย์ที่สอนท่านแก่ข้าบ้างได้หรือไม่ “กู้เหยาถามเข้าเื่
แม้จะเป็คำถามที่ดูชาญฉลาดเพื่อหาเส้นทางเข้ามาทำความรู้จักแก่เขา แต่ประโยคไร้สาระเยี่ยงนี้ เซียวหลงพบเห็นมามากจนเอือมระอา
“อาจารย์ข้าเป็อาจารย์ในสำนักศึกษาเดียวกับหลานชาย หากเ้าคิดว่ามันดี สามารถสอบถามเขาได้” เซียวหลงกล่าวตอบออกไป แล้วขยับปลายนิ้วมือวนอยู่ที่ขอบถ้วยชา เขายังยินดีมองไปที่ถ้วยน้ำชาของตนมากกว่า
ในสายตาเขา หญิงสองนางนี้ ยังไม่ผ่านพ้นความเป็เด็กเลยเสียด้วยซ้ำ หากจะบอกว่าหญิงสาว สู้บอกว่าเด็กสาวจะดีกว่า เหตุใดถึงวิ่งวุ่นวายมาคุยกับบุรุษเช่นพวกเขาได้กัน ทั้งสองไม่ได้สร้างความประทับใจให้แก่เขาเลยจริงๆ
“สถานที่แห่งนั้น ล้วนมีแต่บุรุษร่ำเรียน เกรงว่าข้าจะไม่สามารถไปขอคำชี้แนะได้ “กู้เหยายังคงไม่ยอมแพ้
คำตอบเช่นนี้ ทำเอาเซียวหลงเลิกคิ้ว เขามิใช่บอกให้นางไปเข้าเรียนศึกษาเสียหน่อย แค่ให้ไปสอบถามชื่ออาจารย์กับเซียวซวี่เท่านั้น นี่นางจะชวนพูดคุยวนไปให้ถึงเป้าหมายของนางในวันนี้ให้ได้เลยใช่ไหม
นางคิดว่าที่นางอ้อมแอ้มถามเช่นนี้เพื่อทำความรู้จักกับเขา เป็วิธีการที่ชาญฉลาดมากแล้ว
แต่วิธีการของนาง กระทั่งเซียวซวี่ยังอ่านออก เขายักยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวแทนเซียวหลงว่า “ แม่นางน้อยเช่นเ้า ้าคำชี้แนะขนาดไหนหรือ เผื่อข้าจะช่วยได้บ้าง”
กู้หยางมองหน้ากู้เหยา ก่อนเอ่ยขึ้นบ้าง “หากไม่รังเกียจ อยากเชิญท่านทั้งสองไปที่บ้านข้า หากได้เรียนรู้กับพวกท่านวันครึ่งวัน คงเป็วาสนาของพวกข้าแล้ว”
กู้หยางนั้นลึกๆ ชอบพอในตัวของเซียวซวี่อยู่แล้ว ั้แ่ได้พบเขาบ่อยๆ ที่จวนในฐานะเพื่อนพี่ชาย ในใจของนาง ก็ผูกติดอยู่กับเขามาตลอด ฝีมือดีดฉินของเขานั้น ไม่ใช่ว่านางจะไม่รู้ว่าอยู่ในระดับใด ระดับฝีมือของเขาดีกว่าพี่ชายพวกนาง ทว่ายังคงด้อยกว่าอาจารย์ในจวนเสียด้วยซ้ำ แต่.. จะดีหรือไม่ดีแค่ไหน ขอแค่ให้เขาไปเยี่ยมหานางที่จวนบ้าง แม้จะไม่ถ่ายทอดวิชาฉินให้แก่นางเลย นางก็จะไม่ต่อว่าเขาแม้ครึ่งคำ ดูจากตอนนี้ โอกาสที่นางจะพบเซียวซวี่ยากกว่าเมื่อก่อนมาก ั้แ่พี่ชายนางย้ายไปเรียนที่สำนักศึกษาอื่นชั่วคราว เซียวซวี่ที่ไม่ได้ย้ายตามไปด้วย ก็ไม่ได้มาที่จวนพวกนางอีกเลย ตอนนี้พวกนางเริ่มโตเป็สาวแล้ว จะอ้างว่าเป็เด็กแล้วออกมาพบกับบุรุษเช่นเซียวซวี่ง่ายๆ อีกก็ทำไม่ได้เหมือนสมัยก่อน นางยิ่งคิดยิ่งหดหู่ ตอนที่พูดจึงก้มหน้าลงคล้ายคนที่ไม่มั่นใจในตนเอง เสียงพูดจึงเบาลงจนคู่สนทนาฝั่งตรงข้ามต้องเงี่ยหูฟัง
“พวกเราหาใช่คนอื่นไกล เ้าอย่าได้พูดจาห่างเหินเช่นนั้น เอาเป็ว่าหากข้าว่าง จะไปสอนพวกเ้าบ้าง โปรดอย่ารังเกียจว่าฝีมือข้าต่ำต้อยก็พอ “ เซียวซวี่พูดไปยิ้มไป นี่เป็เื่ที่ตรงกับใจของเขาอยู่พอดี เขาเองก็ไม่สามารถหาเหตุไปบ้านของสหายได้บ่อยเหมือนเดิม ก็สหายไม่อยู่บ้านจะให้ไปหาน้องสาวของสหายได้อย่างไร
ความทะเยอทะยานของเขา อย่างไรก็ต้องใช้เงิน และตระกูลกู้ ก็แก้ปัญหาเื่นี้ให้เขาได้ ในโลกของความเป็จริง เขาตระหนักดี เก่งดีมีความสามารถก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งหากมีเงินจะราบรื่นกว่ามาก รวมถึงความไวในความก้าวหน้าอาจมากกว่าคนที่ไม่มีกำลังของเงินสนับสนุนอยู่เสียด้วยซ้ำ
เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี ซ่อนอาการขุ่นมัวเมื่อสักครู่ไว้ในส่วนลึกที่สุดภายในใจเขา
เซียวหลงที่ตอนนี้นั่งหันข้างให้กับกลุ่มคนเ่าั้อยู่ พลันยกมือขึ้นลูบคางช้าๆ แม้สายตาจะจับจ้องไปที่การแสดงตรงกลางเรือน แต่ในหัวของเขากำลังคิดถึงหมากที่จะเดินต่อไปหลังจากนี้ ประกายตาคมฉายแววเ็า ก่อนค่อยๆ ยกชาร้อนขึ้นจิบเพียงเพื่อปิดบังความเปลี่ยนแปลงในแววตานั้นไว้
ทุกๆ การกระทำของสองสาวพี่น้อง ล้วนอยู่ในสายตาของเหย่โล่วที่นั่งอยู่เบื้องซ้ายของปู่นาง
นางยกผ้าปิดปากขึ้นมาซับคราบน้ำชาที่ไม่เคยมีอยู่จริง มุมปากเล็กๆ ของนางปรากฏรอยยิ้มหยัน
‘ พวกนางคิดว่าตนเองเป็ใคร แค่ลูกพ่อค้า คิดจะมาเรียกร้องความสนใจกับคนที่ข้าจับตาอยู่ ช่างไม่เจียมตัว ’
หลังสองสาวพี่น้องขอตัวกลับไปยังที่นั่งของตนเอง เซียวซวี่และเซียวหลงก็นั่งชมการแสดงไปได้อีกไม่กี่เค่อ ก็ลุกขึ้นลาเ้าบ้านเพื่อกลับจวนในห้วงเวลาต่อมา
การมาร่วมงานเลี้ยงที่แสนจะน่าเบื่อในสายตาบุรุษทั้งสอง ถือว่าได้บรรลุตามเป้าหมายของแต่ละคนแล้ว เซียวซวี่เดินทางมาโดยรถม้า ตอนที่กำลังจะขึ้นไปนั่ง เขายังพยายามชวนให้อาของเขาเดินทางกลับพร้อมกัน แต่เซียวหลงปฏิเสธ พร้อมรับสายจูงม้ามาจากองครักษ์คนหนึ่ง แล้วควบขี่พุ่งทะยานออกไปก่อนทันที
สำหรับกู้เซียนเซียน ใน่เวลาที่หล่าพี่สาวออกไปงานเลี้ยง นางได้แต่มองดูพลุที่จุดขึ้นบนฟ้าอยู่ที่เรือน เห็นเพียงประกายแสงไฟรางเลือนให้จินตนาการเท่านั้น