"ท่านลุงวางใจได้ พวกเราจะลดราคาให้ท่านเป็พิเศษ!"
ซูอี้โจวได้ยินคำพูดของซูอี้หว่านก็เหลือบมองน้องสาวอย่างไม่เห็นด้วยนักแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
อาศัยเงินช่วยเหลือจากหงเต๋อฝู่สองพี่น้องจึงเดินทางเข้าเมืองไปอย่างราบรื่น ทหารรักษาประตูเมืองที่มากับพวกเขาบังเอิญเป็ฉู่อี้องครักษ์ประจำตัวของเ้าเมืองที่มอบป้ายประจำตัวให้เซียวจวิ้นอันเมื่อวาน
เมื่อองครักษ์เห็นสองพี่น้องก็ไถ่ถามถึงอาการของเซียวจวิ้นอันด้วยความเป็ห่วงเป็พิเศษ
"ขอบคุณท่านพี่ฉู่ที่เป็ห่วง น้องเขยของข้าสุขภาพแข็งแรงดีเป็ปกติกินยาต้มเข้าไปสองสามชาม สำรอกออกมาสองสามครั้งก็หายดีแล้ว"
ซูอี้โจวแสดงให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งถึงศิลปะแห่งการพูดโกหกหน้าด้านๆปั้นแต่งเื่ราวการถอนพิษอย่างเกินจริง ฟังแล้วฉู่อี้กับหงเต๋อฝู่ที่อยู่ข้างๆถึงกับตกตะลึง
"สามารถถอนพิษแบบนี้ได้ด้วยหรือ?"
"เฮ้อ พวกเราก็ทำไปตามเื่ตามราวเท่านั้นแหละ! นับว่าโชคช่วยไป"
ซูอี้โจวทำสีหน้าหวาดหวั่นราวกับว่าสถานการณ์ในตอนนั้นอันตรายถึงเพียงใด
"พวกเราก็แค่อยากจะรีบขายของพวกนี้ให้หมด เพื่อนำเงินพาน้องเขยเข้าเมืองไปหาท่านหมอดีๆ รักษา ดูว่าจะมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่"
ฉู่อี้ได้ฟังก็เห็นด้วยอย่างยิ่งตอนนั้นเขาเห็นกับตาว่าเซียวจวิ้นอันมีอาการอย่างไรเมื่อโดนพิษ สีหน้าเขียวคล้ำชักกระตุกทั้งตัว ดูท่าทางใกล้จะขาดใจตายตรงนั้นแล้ว
"คนดีฟ้าย่อมคุ้มครอง ข้าเชื่อว่าเขาจะรอดพ้นจากภัยครั้งนี้ไปได้และจะพบเจอแต่สิ่งดีๆ ในภายหลัง"
"ขอบคุณท่านพี่ฉู่ที่อวยพร!"
ต้องบอกว่าความสามารถในการเข้าสังคมของซูอี้โจวนั้นเป็เลิศจริงๆพูดจาไม่กี่คำก็ตีสนิทกับฉู่อี้ เริ่มเรียกขานกันอย่างสนิทสนมแล้ว
ซูอี้หว่านมองพี่ชายที่พูดจาโกหกอยู่ข้างๆก็แอบชื่นชมอยู่ในใจ
ทุกคนพูดคุยกันไปตลอดทางไม่นานก็มาถึงหน้าโรงสุราขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
"ที่นี่แหละ"
หงเต๋อฝู่หยุดฝีเท้าเดินไปที่หน้าโรงสุรา ยิ้มเล็กน้อยให้สองพี่น้อง
"ต้องรบกวนพวกเ้าเข็นรถเข้าไปในลานด้านหลังโรงสุราด้วย"
แม้ว่าจะรู้มานานแล้วว่าหงเต๋อฝู่เป็ลูกค้ารายใหญ่แต่เมื่อได้เห็นโรงสุราที่อยู่ตรงหน้า สองพี่น้องก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
"นี่ นี่คือโรงสุราของท่านลุงหรือ?"
ซูอี้โจวเงยหน้ามองป้ายมองหงเต๋อฝู่ที่ไม่มีท่าทีไว้ท่าวางตัว ท่าทีก็ยิ่งกระตือรือร้นมากกว่าเดิม
"ท่านลุงวางใจได้ ข้าจะจัดการให้ท่านเอง!"
ซูอี้หว่านมองพี่ชายที่เปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือก็ได้แต่บ่นในใจ แต่บนใบหน้าก็ยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มแบบมืออาชีพ
นี่คือลูกค้ารายใหญ่ห้ามทำให้ขุ่นเคืองเป็อันขาด!
พวกเขาจะสามารถเข้าเมืองได้อย่างราบรื่นหรือไม่คงต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐีผู้นี้แล้ว!
สองคนประสานงานกันอย่างเข้าขาช่วยหงเต๋อฝู่ขนน้ำจิ้มไข่ปูไปส่งถึงห้องครัวด้านหลัง
เมื่อนับจำนวนกระบอกไม้ไผ่บนรถเข็นหงเต๋อฝู่ก็ยื่นถุงเงินให้กับซูอี้โจวอย่างใจกว้าง
"พวกเ้าลองนับดู ว่าเงินที่ให้ไปถูกต้องหรือไม่"
"พวกเราทำธุรกิจก็เน้นความซื่อสัตย์อยู่แล้วมีทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบแปดกระบอกไม้ไผ่ คิดเป็เงินหกร้อยเก้าสิบอีแปะ"
ซูอี้โจวก็ไม่พูดจาอ้อมค้อมยื่นมือไปรับถุงเงิน นับเงินต่อหน้า
ไม่นานเขาก็นับเงินเสร็จยิ้มอย่างสดใสให้กับหงเต๋อฝู่
"ท่านลุงเป็คนจริงใจ ไม่ผิดคำพูด! จำนวนนี้ถูกต้องแล้ว!"
พูดจบซูอี้โจวก็ยื่นถุงเงินให้กับซูอี้หว่าน "หว่านหว่านรีบเก็บเงินไว้ให้ดี!"
ซูอี้หว่านก็ไม่พูดมากรับถุงเงินเก็บไว้ในอ้อมอก แล้วหันไปยิ้มให้หงเต๋อฝู่พลางกล่าวว่า"ท่านลุง ทำตามวิธีที่ข้าบอกไปก่อนหน้านี้ใช้น้ำจิ้มไข่ปูผัดผักหากลูกค้ากินแล้วชอบใจพวกเราก็ยินดีต้อนรับท่านมาซื้ออีกนะเ้าคะ!"
"ได้! แน่นอน!"
หงเต๋อฝู่ได้ยินซูอี้หว่านพูดเช่นนี้ก็พยักหน้าอย่างเต็มใจ
เมื่อเห็นสองพี่น้องกำลังจะจากไปหงเต๋อฝู่ถึงกับเดินไปส่งพวกเขาออกจากโรงสุราด้วยตัวเองก่อนจะหันหลังกลับไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
ผู้จัดการโรงสุราเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย
"เถ้าแก่ สองพี่น้องคู่นี้มีอะไรพิเศษหรือ? ทำไมท่านถึงได้แสดงความกระตือรือร้นกับพวกเขานัก?"
"เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นหรือไม่? ดูดีมีสง่าหรือเปล่า?"
ผู้จัดการหวนนึกถึงรูปร่างหน้าตาของซูอี้โจวพลางพยักหน้า
"ก็เป็หนุ่มน้อยที่ไม่เลว แต่เสื้อผ้าขาดวิ่นดูเหมือนพวกคนจรจัดที่อยู่ข้างนอก..."
"เ้าไม่เข้าใจ!"
หงเต๋อฝู่เหลือบมองผู้จัดการอย่างไม่พอใจราวกับว่าเขาไม่มีตา
"จงจำไว้ หากพวกเขาหวนกลับมาค้าขายอีกครา อย่าได้เมินเฉยใส่จงรับรองพวกเขาให้ดี เข้าใจหรือไม่?"
"ขอรับ"
ผู้จัดการร้านไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมเถ้าแก่ของตนถึงได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องคนจรจัดคู่นี้ให้การต้อนรับเป็พิเศษ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก รีบรับปากเื่นี้ทันที
สองพี่น้องหารู้ไม่ว่าหงเต๋อฝู่กำลังคิดอะไรอยู่เมื่อออกจากโรงสุรา กะเวลาดูแล้วยังไม่เย็นมากซูอี้หว่านก็เสนอว่าจะไปเดินดูตลาดในเมือง
พวกเขาขาดแคลนสิ่งของจำเป็อยู่ข้างนอกเมืองควรปรับปรุงคุณภาพชีวิตเสียหน่อย
ที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาอยากจะดูว่าสภาพความเป็อยู่ที่แท้จริงในเมืองนั้นเป็อย่างไร
หากที่นี่ไม่ใช่ที่ที่สามารถอยู่ได้นานพวกเขาก็ต้องพิจารณาว่าจะไปที่ไหนต่อไป
"รีบซื้อเนื้อกลับไปเร็วเข้า ข้าไม่ได้กินเนื้อมานานเท่าไรแล้วปากข้าแทบจะจืดชืดไปหมดแล้ว!"
ซูอี้โจวจูงมือน้องสาวเดินไปยังตลาดพูดพลางรำพึงรำพันว่าจะกินอะไรเป็มื้อเย็น
ตอนนี้ในกระเป๋ามีเงินอยู่บ้างเขาไม่อยากปฏิบัติไม่ดีต่อตนเอง
"อย่าเพิ่งใจร้อนสิ!"
ซูอี้หว่านเห็นท่าทางตื่นเต้นของพี่ชายก็อดไม่ได้ที่จะพูดไม่ออก นึกถึงเซียวจวิ้นอันที่โดนพิษไปก่อนหน้านี้แม้ว่าตอนนี้พิษจะถูกถอนไปแล้ว แต่าแบนร่างกายก็ยังต้องได้รับการดูแลอย่างดี
ในเมื่อตอนนี้ทุกคนอยู่บนเรือลำเดียวกันนางก็ปล่อยปละละเลยเขาไม่ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้นตอนที่ซูอี้หว่านเลือกซื้อของนางก็เลือกซื้อวัตถุดิบที่เป็ประโยชน์ต่อการสมานแผลเป็พิเศษ
สองพี่น้องซื้อข้าวสารมาบ้างแล้วซื้อวัตถุดิบอีกสองสามอย่าง ไม่นานก็ออกจากเมืองไป
เมื่อพวกเขาเดินไปถึงนอกเมืองก็เห็นว่าแผงขายปูของพวกคนจรจัดข้างนอกนั้นยังขายไม่ค่อยออก
ซูอี้โจวเห็นดังนั้นแววตาก็เป็ประกายขึ้นมาทันที เดินตรงไปยังแผงขายเ่าั้
"ท่านพี่?"
ซูอี้หว่านไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ร้องเรียกด้วยความสงสัย ก็เห็นซูอี้โจวนั่งยองๆ คุยกับพวกคนจรจัดเ่าั้
ซูอี้หว่านเห็นดังนั้นก็รู้ว่าซูอี้โจวคงจะคิดอะไรออกแล้วจึงรออยู่ข้างๆ สักพัก ก็เห็นซูอี้โจวเดินกลับมา
"ไปกันเถอะ พวกเรากลับกัน"
"ท่านพี่ เมื่อครู่ท่านคุยอะไรกับพวกเขาหรือ?"
ซูอี้หว่านมองพี่ชายด้วยความสงสัยไม่รู้ว่าเขามีความคิดอะไรแปลกใหม่อีก
เมื่อพูดถึงเื่ธุรกิจซูอี้โจวคือคนที่เก่งกาจที่สุดที่นางเคยเห็นมา
"ไม่มีอะไรมากแค่คิดว่าถึงแม้น้ำจิ้มไข่ปูของพวกเราจะสามารถส่งให้กับโรงสุราได้ตลอดแต่การได้เงินมาก็ยังช้าเกินไป ดูพวกที่ตั้งแผงขายปูนี่สิวันหนึ่งได้เงินสิบกว่าอีแปะก็ถือว่าเยอะแล้ว"
"ท่านหมายความว่า?"
ซูอี้หว่านมองซูอี้โจวอย่างตั้งใจในใจก็มีความคิดบางอย่าง
ไม่นานความคิดของนางก็ได้รับการยืนยัน
"ใช่แล้ว ข้ากำลังคิดว่าจะขายสูตรทำน้ำจิ้มไข่ปูออกไปหาเงินเข้าเมืองก่อนแล้วค่อยว่ากัน!"
ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะเป็คนเดียวในเมืองอวิ๋นเฉิงที่รู้วิธีทำน้ำจิ้มไข่ปูแต่ความจริงแล้วน้ำจิ้มไข่ปูที่ซูอี้หว่านทำนั้นใช้วิธีที่ง่ายที่สุดเพียงแค่เสียเวลาและเปลืองแรงกว่าเท่านั้น
แต่ในโลกนี้มีนักชิมอยู่ไม่น้อยต้องมีคนชิมแล้วสามารถเรียนรู้ได้เองแน่นอน
"รอให้ผู้อื่นลอกเลียนแบบ สู้เราชิงลงมือก่อนมิดีกว่าหรือ เ้าว่าอย่างไร?"