มัจฉาดาบเงินตัวแรกพุ่งเข้ามาโดยไม่มีสัญญาณเตือน
ร่างของมันยาวเพียงครึ่งแขน สีเงินหม่นกลืนไปกับผิวน้ำ ครีบหลังแข็งเป็แผ่นบางคล้ายใบมีด ปากเต็มไปด้วยฟันเล็กแหลมคม หลิงเทียนเอียงตัวหลบ ปล่อยให้มันเฉือนผ่านแก้มไปเพียงเส้นเดียว ก่อนกำหินใต้น้ำทุบลงตรงกะโหลกปลาเต็มแรง
ปลาตัวนั้นมึนงง แต่ไม่ตาย
และเืเพียงหยดเดียวจากมือของเขาก็ทำให้ฝูงทั้งฝูงคลุ้มคลั่ง
ประกายเงินนับร้อยแตกกระจายออกจากความมืด มัจฉาดาบเงินว่ายวนเป็วงกว้างรอบตัวเขา ครีบแหลมเสียดสีน้ำจนเกิดเสียงหวีดแ่ หลิงเทียนพยายามถอยไปทางโพรงที่เพิ่งออกมา แต่ทางนั้นแคบเกินกว่าจะย้อนกลับ ขึ้นผิวน้ำก็ไม่มีความหมาย เพราะฝูงปลาสามารถกระโจนตามขึ้นมาได้ง่าย
เขามองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว
ตรงลึกไปด้านหน้า มีแสงสีฟ้าเล็กน้อยลอดผ่านแนวหิน มันอาจเป็ทางออก อาจเป็รังของสัตว์ที่ใหญ่กว่า หรืออาจไม่มีอะไรเลยนอกจากแสงจากแร่ใต้ดิน
แต่ตอนนี้ เขาไม่มีสิทธิ์เลือกทางที่แน่ใจ
“พวกเ้าอย่าเพิ่งกินข้าเลย” หลิงเทียนพึมพำผ่านฟองอากาศ “ข้ายังผอมอยู่มาก กินแล้วไม่คุ้ม”
มัจฉาดาบเงินตัวหนึ่งพุ่งใส่ข้อเท้า เขาถีบตัวหลบจนชนผนังหิน แล้วว่ายไปทางแสงสุดแรง ปลาหลายตัวตามมาติด ๆ ครีบของมันเฉือนผ่านต้นขาและแขนทิ้งแผลยาว ความเจ็บทำให้เขาเกือบเสียจังหวะ แต่ความกลัวทำให้เขาเร็วกว่าที่เคยฝึกมา
ช่องแสงนั้นเป็ปากอุโมงค์ใต้น้ำจริง ๆ
มันกว้างเพียงพอให้เขาว่ายเข้าไปได้ แต่กระแสน้ำภายในไหลสวนออกมาแรงผิดธรรมชาติ หลิงเทียนไม่ทันคิดนาน เขารวบลมหายใจเฮือกสุดท้ายแล้วพุ่งเข้าไป
ทันทีที่ร่างผ่านขอบอุโมงค์ แรงดูดมหาศาลก็กระชากเขาเข้าไป
มันไม่ใช่กระแสน้ำธรรมดา
เหมือนมีมือขนาดั์กำลังจับข้อเท้าลากลงสู่ความมืด ร่างหลิงเทียนหมุนคว้าง ชนผนังหินหลายครั้งจนสายตาพร่า เขาพยายามใช้มือเกาะก้อนหิน แต่ทุกสิ่งลื่นไถลเกินไป ในที่สุด เขาก็ปล่อยตัวไปตามแรงดูด เพราะการต่อต้านเหลือเพียงทำให้กระดูกหักมากขึ้น
ในห้วงสติที่เริ่มเลือน เขาได้ยินเสียงหนึ่ง
“ผู้ถูกเลือก... จงเข้ามา”
เสียงนั้นไม่ได้ดังผ่านน้ำ ไม่ได้ดังผ่านหู แต่มันแทรกเข้ามาตรงกลางความคิด ราบเรียบ สงบนิ่ง และเก่าแก่จนทำให้เขารู้สึกเหมือนเสียงนั้นรออยู่ก่อนเขาเกิดเสียอีก
“ผู้ถูกเลือก... โชคชะตากำลังรอเ้าอยู่”
หลิงเทียนอยากตอบว่าให้โชคชะตารอไปก่อน เขากำลังยุ่งกับการไม่จมน้ำตาย แต่ริมฝีปากขยับไม่ออก โลกทั้งใบจึงดับวูบไปพร้อมแสงสีฟ้าในอุโมงค์
เมื่อฟื้นขึ้นอีกครั้ง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือเพดานถ้ำสูงลิบตา
ผลึกสีฟ้าฝังอยู่ตามผนังหินเป็แนวยาว เปล่งแสงนุ่มนวลพอให้เห็นพื้นหินเรียบกริบใต้ร่าง อากาศแห้งและเย็น ไม่มีเสียงน้ำ ไม่มีเสียงลม มีเพียงความเงียบที่หนักแน่นจนคล้ายถ้ำทั้งแห่งกำลังจ้องมองเขา
หลิงเทียนลุกขึ้นช้า ๆ ร่างกายยังปวดไปหมด แต่แผลหลายแห่งหยุดเืแล้ว เขามองเสื้อผ้าที่เปียกและขาดของตน ก่อนมองรอบถ้ำ
ตรงหน้าเป็รูปสลักชายชราสูงสามจั้ง ชายชราสวมอาภรณ์บัณฑิต มือซ้ายถือตำรา มือขวาไพล่หลัง ใบหน้าไม่ดุดัน หากมีรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทำให้ผู้มองรู้สึกว่าอีกฝ่ายรู้ความคิดตนอยู่แล้ว
ข้างรูปสลักมีประตูหินสีดำบานใหญ่ปิดสนิท บนประตูจารึกอักษรโบราณหลายแถว
ถ้ำัดิน ผู้ไร้ปัญญาอย่าก้าวล่วง ผู้ไร้เจตจำนงอย่าหวังรับมรดก
“ฟังดูต้อนรับดีมาก” หลิงเทียนว่า “แต่ถ้าจะไล่แขก ก็อย่างน้อยควรวางทางกลับไว้ด้วย”
“เ้าไม่ใช่แขก” เสียงเดิมดังขึ้น
หลิงเทียนหันขวับ มือขวาเอื้อมไปจับเศษหินก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่หาได้ “ออกมา”
หมอกสีขาวลอยขึ้นจากพื้นหน้าแท่นรูปสลัก ก่อนรวมตัวเป็เงาชายชราในอาภรณ์เดียวกับรูปสลัก เขาดูโปร่งแสงจนมองเห็นแสงผลึกผ่านตัวได้ แต่ดวงตากลับชัดเจนและสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
“ผู้ที่ผ่านทางน้ำนั้นได้คือผู้มีวาสนากับถ้ำัดิน” ชายชรากล่าว “ข้าคือตี้เสวียน ผู้ดูแลเศษปัญญาของจอมปราชญ์ตี้เสวียน”
“คนเดียวกันแต่ไม่ใช่คนเดียวกัน?” หลิงเทียนถาม
“เป็เศษจิตที่เหลืออยู่”
“เช่นนั้นข้าจะเรียกท่านว่าท่านปู่เศษจิตได้หรือไม่?”
เงาชายชรานิ่งไปนิดหนึ่ง คล้ายไม่เคยเจอคำถามเช่นนี้ “เรียกว่าตี้เสวียนก็พอ”
“ดี” หลิงเทียนวางหินลง แต่ยังไม่คลายความระวัง “ตี้เสวียน ท่านเรียกข้าว่าผู้ถูกเลือก เหตุใดต้องเป็ข้า?”
“เพราะเ้าเปิดทางที่ปิดมาเนิ่นนาน”
“นั่นไม่ใช่เหตุผล นั่นคือคำอธิบายว่าท่านเห็นข้าเข้ามาแล้ว”
ดวงตาของเศษจิตเป็ประกายเล็กน้อย “เ้าอยากได้เหตุผลใด?”
“เหตุผลที่ตรวจสอบได้” หลิงเทียนตอบทันที “ใครเลือก? เลือกจากอะไร? ได้อะไรจากการเลือกข้า? และถ้าข้าไม่รับ จะเกิดอะไรขึ้น?”
ความเงียบแผ่ไปทั่วถ้ำ
หากเป็คนทั่วไป เมื่อได้ยินว่าตนมีวาสนารับมรดกจอมปราชญ์ ย่อมคุกเข่าขอบคุณหรืออย่างน้อยก็รีบถามว่าสมบัติอยู่ที่ใด แต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับถามเหมือนกำลังต่อรองราคากับพ่อค้าในตลาด
ตี้เสวียนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “เพราะเ้าถามเช่นนี้ไงเล่า เ้าจึงเข้ามาได้”
“ถ้าท่านบอกว่าความสงสัยคือวาสนา ข้าจะถามต่อว่าคนไม่สงสัยมีความผิดอะไร”
“ไม่มีผู้ใดผิด” เศษจิตตอบ “แต่ประตูนี้ไม่ใช่ประตูสมบัติ มันเป็ประตูคัดคน ผู้ที่เข้ามาเพราะอยากได้พลัง มักตายก่อนรู้ว่าตนต้องจ่ายอะไร”
หลิงเทียนเหลือบมองประตูหินดำ “แล้วผู้ถูกเลือกคืออะไร?”
“ผู้ที่เส้นทางหนึ่งมากับเงื่อนไขของที่แห่งนี้”
“ฟังเหมือนคำว่าบังเอิญที่แต่งตัวดีขึ้น”
ตี้เสวียนไม่โกรธ กลับยิ้มกว้างกว่าเดิม “เ้าไม่เชื่อโชคชะตา?”
“ข้าเชื่อในสิ่งที่เห็น” หลิงเทียนกล่าว “ข้าเชื่อว่าถ้าฝึก ร่างกายจะแข็งแรงขึ้น เชื่อว่าถ้าปล่อยให้คนชั่วทำเื่ชั่ว เขาจะทำซ้ำ และเชื่อว่าคนที่บอกให้ผู้อื่นยอมรับชะตา มักเป็คนที่ได้ประโยชน์จากชะตานั้น”
คำพูดของเขาทำให้แสงผลึกบนผนังไหววูบ
“แล้วหากสิ่งที่เ้าเห็นไม่ครบเล่า?” ตี้เสวียนถาม
หลิงเทียนเงียบไปชั่วครู่ “ข้าก็หาทางดูเพิ่ม”
“หากไม่มีเวลาให้ดู?”
“ข้าก็เลือก แล้วรับผิดชอบ”
เงาชายชราหลุบตาลง คล้ายคำตอบนั้นทำให้เขานึกถึงเื่เก่า “ดี ไม่สมบูรณ์ แต่ดีพอจะเริ่ม”
พื้นถ้ำสั่นะเืเบา ๆ ประตูหินด้านหลังรูปสลักค่อย ๆ แยกออก เสียงหินบดกันดังลึกเข้าไปในความมืด ข้างในไม่ใช่ห้องเดียว แต่เป็โถงกลมขนาดใหญ่ มีประตูเล็กห้าบานตั้งเรียงกันเหมือนกลีบดอกไม้ แต่ละบานสลักรูปต่างกัน—เปลวไฟ หยดน้ำ กระบี่ ตราชั่ง และดวงตา
“บททดสอบแรก” ตี้เสวียนกล่าว “คนห้าคนกำลังรออยู่หลังประตูทั้งห้า เมื่อธูปหมดหนึ่งดอก เ้าจะเปิดได้เพียงหนึ่งบาน ผู้ที่เหลือจะตาย”
หลิงเทียนหันกลับมาทันที “เหตุใดต้องเป็ห้าคน?”
“เพราะโลกไม่เคยให้เ้าช่วยทุกคนพร้อมกัน”
“นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ท่านสร้างโลกเช่นนั้นขึ้นมา”
“ข้าไม่ได้สร้างมัน ข้าเพียงให้เ้ามองมัน”
หลิงเทียนกำมือ เขาอยากหันหลังเดินออกไป อยากบอกว่าบททดสอบเช่นนี้เป็เื่ไร้สาระของคนแก่ที่มีเวลาเหลือมากเกินไป แต่เมื่อมองเข้าไปในโถง เขากลับเห็นแสงเงาร่างเคลื่อนไหวหลังประตูจริง ๆ และได้ยินเสียงเด็กหญิงร้องไห้แ่เบาจากบานที่สลักเปลวไฟ
เขาไม่รู้ว่ามันเป็ภาพมายาหรือไม่
แต่ถ้ามันไม่ใช่ล่ะ?
“ข้าจะไม่เรียกมันว่าชะตา” หลิงเทียนกล่าว เสียงต่ำลง “และข้าจะไม่เลือกเพียงเพราะท่านบอกให้เลือก”
ตี้เสวียนยิ้มบาง “เช่นนั้นก็จงหาคำตอบของเ้าเอง”
เปลวไฟสีเขียวลุกขึ้นบนกระถางธูปกลางโถง
ธูปดอกเดียวเริ่มไหม้