3
ขีดเส้น
หลังจากผมจัดข้าวของเสร็จก็เป็เวลาเดียวกันที่เอกซ์เลิกเล่นเกมแล้วเดินไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบชุดช็อปเทคนิคยับยู่ยี่ออกมาใส่
“เอกซ์ เสื้อนายยังไม่ได้รีดเลยนะ”
ผมเตือนเพราะกลัวมันจะใส่เสื้อยับๆ ไปโรงเรียน แต่อีกฝ่ายก็หาได้สนใจไม่
อะไรวะ อยู่ดีๆ ก็มาเมินผม หรือมันจะไม่ได้ยินที่ผมพูด สงสัยหูหนวกเพราะใส่เฮดโฟนเปิดเสียงดังสนั่นข้ามจักรวาลแน่ๆ
“เอกซ์!” ผมเรียกมันเสียงดังๆ อีกครั้ง ซึ่งรอบนี้มันได้ยินครับ เอกซ์หันมามองผมแล้วเลิกคิ้วคมๆ สูงขึ้นบ่งบอกว่ามันกำลังรอฟังสิ่งที่ผมจะพูดอยู่ “เสื้อนายยับ” ผมชี้ไปที่เสื้อของมัน อีกฝ่ายก้มมองเสื้อตัวเองแล้วยักไหล่โนสนโนแคร์
“ยับดิเท่” มันยิ้มมุมปากให้ผมก่อนจะหันไปหยิบกระเป๋าเป้มาสะพายไหล่แล้วเดินออกจากห้อง
“เถื่อนชิบ”
ผมสถบเบาๆ ไล่หลังมันไป
นักอ่านกำลังสงสัยใช่ไหมครับว่าเอกซ์ไปโรงเรียนแล้วทำไมผมไม่ไป วันนี้ผมลาหยุดหนึ่งวันเพื่อย้ายบ้านนี่แหละครับ ตอนแรกผมก็กะจะย้ายมาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่พ่อไม่ยอมบอกให้รีบย้าย ผมก็เลยจำใจต้องลาหยุดด้วยประการฉะนี้แล
ส่วนเื่ที่เอกซ์ไปโรงเรียนสายโด่แบบนี้ คงหนีเข้าแถวเช้าแหงๆ
“เอาล่ะ จัดข้าวของเสร็จซักที” ผมปัดมือสองสามทีแล้วล้มลงนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า ปวดเนื้อปวดตัวไปหมดเลยแฮะ ผมขอนอนก่อนนะครับ แล้วเจอกันใหม่ตอนเย็น
คร่อก~
“งึมงำๆ...”
ทำไมผมรู้สึกหนักๆ หน่วงๆ ตัวแบบนี้วะ ขยับตัวก็ไม่ได้ ลืมตาก็ไม่ขึ้น แต่ผมรู้สึกตัวทุกอย่างนะครับ เฮ้ย! นี่ผมโดนผีอำเหรอ!!
เอาแล้วไง!! มาวันแรกก็เจอดีซะแล้ว ผมลืมไปขออนุญาตเ้าที่ว่าจะมาอาศัยอยู่บ้านหลังนี้นี่หว่า นี่ท่านคงมาเตือนผมแน่ๆ
เ้าพระคู้ณณณ เดี๋ยวลูกช้างลงไปกราบไหว้นะครับ ตอนนี้ช่วยถอยไปก่อนจะได้ไหมครับ
“งึมงำๆ...”
โอยยย มาทั้งเสียงเลย ฟังก็ไม่รู้เื่ ท่าน้าจะบอกอะไรผมคร๊าบบ อยากให้ผมถวายขนมไทย น้ำแดง หรืออะไรเข้าฝันบอกก็ได้ ไม่ต้องมางึมงำๆ
ข้างหูแบบเน้! ฮือๆ ลูกหลานกลัวหมดแล้วคร๊าบบ
“งึมๆ ฟิ้วๆ”
เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ เ้าที่พูดฟิ้วๆ ด้วยเหรอวะ ผมเอะใจขึ้นมาหน่อยๆ เลยตั้งสติทำสมาธิเพื่อัักับสิ่งที่หนักๆ หน่วงๆ บนตัว ความร้อนและแรงกดทับที่คาบเกี่ยวเอวผมและ่อกทำให้ผมชักจะไม่ค่อยไว้ใจ ผมลองกลั้นหายใจเพื่อทำตัวให้เงียบที่สุดจะได้ฟังเสียงที่อยู่รอบๆ ตัวได้ชัดๆ
“คร่อกฟี้~”
ชัดเลย นี่มันเสียงกรนของคนชัดๆ!!
ผมพยายามรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีลืมตาอันหนักอึ้งราวกับมีหินมาถ่วงเปลือกตาให้เบิกขึ้น ผมใช้ความพยายามอยู่นานจนในที่สุดผมก็สามารถลืมตาขึ้นมาได้! ภาพที่ผมเห็นเต็มสองลูกตาก็คือใบหน้าที่นอนหลับพริ้มของเอกซ์ มันอ้าปากพ่นลมหายใจที่เหม็นเทียบเท่าถุงเท้าเน่าๆ ใส่หน้าผม น้ำลายก็ยืดลงเป็ทาง ระยะห่างระหว่างใบหน้าของผมกับมันห่างกันเพียงแค่เศษไม้จิ้มฟัน จมูกเราสองคนแทบจะแตะกันอยู่รอมร่อ!!
เหี้ย!! อะไรวะเนี่ย!! เอกซ์มานอนเตียงเดียวกับผมได้ไง แถมยังเอาแขนขามาก่ายผมอย่างกับว่าผมเป็หมอนข้างของมันอีก! ผมตัวแข็งทื่อ ไม่สามารถขยับไปไหนได้ กระทั่งกะพริบตาผมยังทำไม่ได้เลย!!
“งึมงำๆ”
“!!”
หัวใจของผมเต้นแรงแทบทะลุออกจากอกเมื่อเอกซ์ขยับหน้าเข้ามาใกล้ผมพลางละเมอพูดงึมงำๆ มากขึ้น ผมรู้สึกร้อนวูบวาบจนเหงื่อแตกพลั่ก แล้วจู่ๆ สมองของผมก็ฉายภาพในอดีตที่ฝังใจเพื่อย้ำเตือนให้ผมรู้ว่าคนตรงหน้านี้อันตราย
แค่ไหน!!
‘เอกซ์ปล่อยนะ!! แค่กๆ’
‘เป็เมียพี่เถอะน้อง อย่าดิ้นเลย ยังไงน้องก็หนีพี่มันพ้น ฮ่าๆ’
ผมพยายามดีดดิ้นเอาชีวิตรอดจากการถูกรัดคอ อากาศในปอดผมกำลังจะหมดลง ผมต้องอ้าปากหายใจ แต่ผมดันสูดอากาศเข้าไปผิดจังหวะกับ่ที่น้ำลายกำลังไหลลงคอ ทำให้ผมสำลักไอจนอากาศหายไปจากปอดเกือบหมด!!
ผมเริ่มรู้สึกเย็นเท้า ตัวก็เริ่มเกร็ง การรับรู้ของผมเริ่มปิด ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจของเอกซ์ด้วยซ้ำ ผมรู้ตัวเลยว่าต้องตายแน่ๆ ตายเพราะความสนุกของมัน ความสนุกที่ผมต้องแลกด้วยชีวิต!!
ความตื่นกลัวทำให้ผมดิ้นหนีตายในชีวิตจริง ผมพรวดพราดลุกขึ้นมายืนบนเตียงจนทำให้เอกซ์ที่นอนหลับอยู่ถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมามองผมด้วยใบหน้าใปานว่าบ้านไฟไหม้!
“อะไร เกิดไรขึ้น!!” เอกซ์เลิ่กลั่กหันรีหันขวางมองหาว่าอะไรทำให้ผมะโหนีไปยืนอยู่บนเตียงแบบนั้น
“เอกซ์ นะ นายมานอนเตียงเดียวกับเราได้ไง”
“เื่นั้น...”
“ตอบมาสิ นายมานอนเตียงเดียวกับเราทำไม!!”
“เฮ้ย! ใจเย็นๆ”
เอกซ์ลุกขึ้นยืนบนเตียงเช่นเดียวกับผม ใบหน้าของมันตื่นใเพราะไม่คิดว่าผมจะตวาดเสียงดังใส่มันแบบนั้น
“ถ้านายเป็เรา นายจะใจเย็นได้เหรอวะ!”
“วาย...มึงโกรธกูขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
“นายไม่เป็เรา นายไม่มีวันเข้าใจหรอก!!”
“มึงยังโกรธเื่ตอนเช้าอยู่จริงๆ ใช่ไหม”
เอกซ์เดินมายืนอยู่ตรงหน้าผม ร่างสูงใหญ่ในชุดช็อปเทคนิคหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ยอมทำสิ่งใด เราสองคนเงียบกันไปชั่วอึดใจ และไอ้ความอึดอัดที่เกาะกุมบรรยากาศก็ทำให้ผมมองมันอย่างช่วยไม่ได้ ใบหน้าเศร้าสร้อยกับหัวคิ้วคมๆ ของมันตกลงจนเห็นได้ชัด เอกซ์กำลังคิดว่าผมยังโกรธเื่เมื่อเช้าอยู่
สีหน้ารู้สึกผิดที่กำลังโทษตัวเองซ้ำๆ นั้นทำให้ผมต้องส่ายหน้าเบาๆ
“กูไม่ได้โกรธ...”
“แล้วที่มึงเป็อยู่นี่คืออะไร”
“กู...”
ผมกัดปากเพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดพูดเื่ในอดีตออกไป ในเมื่อมันจำไม่ได้ ผมก็ควรจะใช้โอกาสนี้ขีดเส้นแบ่งกั้นเพื่อปกป้องตัวเอง!!
“...”
“กู ้าแบ่งเขต”
“ตกลงคือมึงโกรธที่กูมานอนเตียงเดียวกับมึง และก็ยังเื่เมื่อเช้าอีกใช่มะ”
“ถ้านายเข้าใจแบบนั้น ก็ช่วยแบ่งเขตกันตอนนี้เลยเหอะ”
“มึงเป็เหี้ยไรวะ บ้านนี้ก็บ้านกู มึงมาไม่ถึงวันจะขอแบ่งเขต บ้าปะวะ กูไปทำอะไรให้มึงนักหนามึงถึงเหม็นขี้หน้ากูขนาดนี้!”
เอกซ์ที่หมดแล้วซึ่งความอดทนได้ปลดปล่อยอารมณ์ออกมาดั่งูเาไฟะเิ มันจับไหล่ผมเขย่าๆ หวังจะเค้นคำตอบจากผม
“ปล่อยเรานะ!!”
“กูไม่ปล่อย มึงตอบกูมาก่อนดิ ว่ากูไปทำอะไรให้มึงเหม็นขี้หน้านักหนา!”
“คนเราเหม็นขี้หน้ากันจำเป็ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอวะ ปล่อย!!”
“ไอ้วาย!! มึงมีเหตุผลหน่อยดิวะ”
“ไม่!! ปล่อยเราเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นเราจะเรียกยายให้มาช่วย!!”
“ปล่อยก็โง่ดิวะ! ไอ้วาย อยู่นิ่งๆ!!”
“ยายครับ ช่ว...”
“มึงสงบสติอารมณ์หน่อยเด้!!”
เอกซ์ปิดปากผม แล้วจับผมหันหน้าไปจ้องตามัน ผมหลับตาปี๋ไม่อยากให้มันรับรู้ถึงความอ่อนแอในจิตใจ แต่แล้วก็ถูกอีกฝ่ายแหกเปลือกตาขึ้นจนได้
เอกซ์จ้องตาผมไม่วางตา ั์ตาคู่นั้นฉายชัดถึงความเป็ห่วงและความรู้สึกผิด ความจริงใจที่แสดงออกทางสายตาทำให้ผมหยุดขัดขืนไปชั่วขณะ
“ใจเย็นๆ ก่อน กูรู้ว่าตอนนี้มึงโกรธ มึงจะไม่คุยกับกูก็ได้”
“...”
“กูไม่รู้หรอกนะว่าที่มึงโกรธ มึงพยายามขีดเส้นแบ่งกูเป็เพราะสาเหตุอะไร แต่ถ้ามึงเหม็นขี้หน้ากูจริงๆ กูก็พร้อมจะขีดเส้นแบ่งห้องกับมึง แต่กูขอร้องมึงอย่างนึง”
“...”
“มึงช่วยอย่าหาเื่ให้ยายกูกับยายมึงไม่สบายใจเพราะเราสองคนทะเลาะกันอีกได้ปะวะ”
เอกซ์เอาหน้าผากมาชนกับหน้าผากผมแล้วจ้องมองผมอย่างเว้าวอน
“นะ กูขอ”
ราวกับต้องมนต์ ผมพยักหน้าตอบตกลงโดยที่สมองยังประมวลผลไม่เสร็จ
“ขอบคุณนะ”
เอกซ์ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ แล้วดึงตัวผมเข้าไปกอด
ตึกตัก ตึกตัก
ให้ตายเหอะ ทำไมหัวใจผมต้องมาเต้นแรงเพราะอ้อมกอดอุ่นๆ ของเอกซ์ด้วยวะ มันเคยเกือบจะฆ่าผมเลยนะเว้ย หยุดเต้นแรงได้แล้ว!!
“แล้วตกลงมึงบอกเหตุผลที่มึงอยากแบ่งเขตห้อง กับเื่ที่จู่ๆ มึงก็สะดุ้งตื่นลุกไปยืนบนเตียงให้กูฟังได้ยังวะ”
“เื่นั้น...” ผมถอนกอดของเอกซ์ออก พยายามหลบตาเพราะกลัวถูกอีกฝ่ายจับโกหกได้ “เราขอบอกเื่เดียวนะ”
“อืม ดีกว่ามึงไม่บอกไรกูสักอย่าง”
“เื่ที่เราสะดุ้งตื่น จริงๆ แล้วมันก็เกี่ยวเนื่องกับเหตุผลที่เราเหม็นขี้หน้านายนั่นแหละ แต่สาเหตุที่จู่ๆ เราก็สะดุ้งตื่นแล้วโวยวาย เป็เพราะนายนอนกอดเรา แล้วเราไม่สบายตัว พอจะตื่นก็ลืมตาไม่ขึ้น มันเหมือนโดนผีอำ เราก็เลย...”
“เล่นใหญ่ใส่กูเลยว่างั้น”
“ก็ผสมกันหลายอารมณ์หน่อย”
“มึงนี่นะ” เอกซ์วางมือลงบนเส้นผมของผม จับลูบเบาๆ แล้วก็ยิ้มบางๆ ออกมา “กูขอโทษละกันที่ไปนอนเตียงเดียวกับมึง คือกูกลับจากโรงเรียนเลยล้า พอเห็นมึงนอนหลับสบายใจ กูก็เลยง่วงตาม”
“...”
“ทำหน้างี้ สงสัยอะดิว่าทำไมกูง่วงแล้วไม่ไปนอนเตียงตัวเอง”
“อืมมมม”
“มึงเข้าใจคำว่าง่วงจนน็อกปะ”
“ก็พอจะเข้าใจ”
“นั่นแหละ กูลงไปนอนเตียงเดียวกับมึงตอนไหน กูก็ยังไม่รู้ตัวเลย”
“เหตุผลฟังขึ้นมากเลยครับ”
“มะ มึงจะไม่เชื่อก็ได้นะ กะ กูไปเล่นเกมละ มึงนอนต่อก็ได้นะตามสบาย”
เอกซ์เกาหัวตัวเองแก้เก้อแล้วหนีไปเปิดคอมเล่นเกม ทิ้งให้ผมได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยในการกระทำของมัน
หลังจากเคลียร์ปัญหาหนึ่งเสร็จ อีกปัญหาหนึ่งก็เข้ามา ยายแก้วพอจะได้ยินเสียงเราเอะอะโวยวายกันบนห้อง ก็เลยเรียกเอกซ์ลงไปสอบถาม เอกซ์เลยบอกว่าผมโดนผีอำ แล้วพอหลุดจากอาการนั้นได้ ผมก็ตื่นใโวยวายลั่นบ้าน
ยายแก้วได้ยินอย่างนั้นก็รีบจัดเตรียมของเซ่นไหว้แล้วพาผมไปฝากผีฝากไข้กับเ้าที่เ้าทางผีปู่ผีย่า บอกกล่าวว่าผมจะมาอยู่อาศัยในบ้านแก้วมณีหลังนี้ ช่วยดูแลปกปักรักษาผมด้วย จากนั้นพวกเราก็ทานข้าวเย็นกัน ใน่ทานข้าวนั้น
ผมพยายามหลบหน้าเอกซ์ตลอดเวลาเพราะยังไม่อยากสู้หน้ามัน
เมื่อทานข้าวเสร็จ เอกซ์ก็ไปอาบน้ำ ผมเลยใช้จังหวะนี้เอาเทปกาวมาแปะติดพื้นขีดแบ่งเส้นสี่เหลี่ยมรอบเตียงซึ่งเป็พื้นที่ส่วนตัวของผมให้เสร็จสรรพ
ผมเลือกที่จะทำตามสมองสั่ง เพราะนั่นคือสิ่งที่ชัดเจนที่สุด ผมไม่รู้ว่าหัวใจกำลังรู้สึกอะไร แต่ผมจะไม่ทำตามความรู้สึกที่ยังไม่ชัดเจนแน่ๆ การจะให้ผมเข้าหาคนที่มีอดีตฝังใจ แล้วต้องสู้กับภาพในอดีตซ้ำไปซ้ำมา ผมไม่เอาด้วยหรอก
อย่างน้อยการขีดแบ่งเขตนี้มันก็จะช่วยให้ผมรู้สึกปลอดภัย และเอกซ์ก็จะไม่ล้ำเส้นพื้นที่ส่วนตัวของผมด้วย
“หวังว่านายจะเข้าใจเรานะ...เอกซ์”