แพรไหมกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานด้วยร่างกายที่สั่นเทาเธอทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง น้ำตาเม็ดโตไหลร่วงรินอย่างกั้นไม่อยู่ไม่มีเสียงสะอื้นเลยสักนิดมือเรียวยกขึ้นกุมอกข้างซ้ายเอาไว้แน่น
ความเ็ปจากการถูกคนที่รักที่สุดเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมันรุนแรงจนเธอแทบหายใจไม่ออก
แพรไหมสูดหายใจเข้าลึกๆ เช็ดน้ำตาออกจากแก้มจนแห้งสนิทก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบโทรศัพท์ในสำนักงานขึ้นมาต่อสายถึงร้านอาหารหรูลอยฟ้าที่ขึ้นชื่อเื่บรรยากาศโรแมนติกที่สุดในกรุงเทพฯ
“สวัสดีค่ะ จากบริษัทคุณปุริมนะคะ... ขอจองโต๊ะสำหรับสองท่านวันเสาร์นี้เวลาหนึ่งทุ่มตรงค่ะขอโซนที่เห็นวิวเมืองชัดที่สุดและเป็ส่วนตัวที่สุดนะคะ”
บทสนทนาจบลงแพรไหมค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ
เธอสูดหายใจเข้าลึก พยายามฝืนบอกตัวเองว่าไม่เป็ไร... ทว่า ขอบตาดันร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ก่อนที่ม่านน้ำตาใสจะเอ่อคลอขึ้นมาบดบังภาพตรงหน้าจนพร่ามัว
รายละเอียดลงในปฏิทินงานของปุริม
‘19.00 น.ดินเนอร์กับคุณพิมพ์ใจ’
แพรไหมก็นั่งนิ่งจ้องมองข้อความนั้นอยู่เนิ่นนาน มันเด่นหราอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ตอกย้ำว่าที่ตรงนั้นไม่ใช่และไม่มีวันเป็ของเธอ
ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ปุริมทำตัวห่างเหินและเ็าใส่เธออย่างเห็นได้ชัดเขาไม่เรียกเธอเข้าไปหาในห้องตอนหลังเลิกงานอีก และไม่มีสายโทรศัพท์ในตอนกลางคืน
แพรไหมรู้ดีว่าเขากำลังลงโทษเธอที่กล้าลองดีด้วยการใช้กฎสามข้อมาอ้างแต่ในความเงียบอันแสนทรมานนั้นเธอกลับเริ่มปรับตัวและยอมรับความจริงได้ทีละน้อย...ความจริงที่ว่าเธอกำลังจะหมดความสำคัญ
จนกระทั่งวันศุกร์มาถึง วันสุดท้ายของการทำงานในสัปดาห์ ก่อนเวลากลับบ้านปุริมเดินออกจากห้องทำงานพร้อมเสื้อสูทที่พาดอยู่บนแขน เขายืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะของเธอสายตาคมกริบที่เคยดุดันดูลดความแข็งกร้าวลงเล็กน้อยแต่ก็ยังคงความนิ่งสนิทตามแบบฉบับของเขา
“พรุ่งนี้... คุณแพรไม่ต้องเข้าออฟฟิศนะ ไปพักผ่อนเถอะ”เขาบอกเสียงเรียบ
“ค่ะคุณปริม ขอให้วันพรุ่งนี้เป็วันที่ดีนะคะ” แพรไหมเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางๆให้เขา
เป็รอยยิ้มที่สุภาพและห่างเหินในฐานะเลขาฯ ที่ดีซึ่งมันดูจริงใจจนปุริมเป็ฝ่ายชะงักไปเองแววตาของเขาไหววูบคล้ายมีคำพูดบางอย่างที่อยากจะพูดแต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเงียบ
“อืม ขอบใจ” ปุริมรับคำสั้นๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
แพรไหมมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆจางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่า
เช้าวันเสาร์มาถึงเร็วกว่าที่คิด...เธอนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมในห้องพักที่เงียบเชียบ แสงแดดอุ่น ๆส่องผ่านผ้าม่านเข้ามา แต่มันไม่ได้ช่วยให้หัวใจที่หนาวเหน็บของเธออุ่นขึ้นเลย
แพรไหมปรายสายตามองนาฬิกาข้อมือที่วางอยู่บนโต๊ะตอนนี้เป็เวลาเที่ยงตรง...เวลาที่ปุริมต้องเข้าพบและร่วมโต๊ะอาหารกับผู้หญิงที่แม่ของเขาเลือกให้
ภาพของปุริมที่กำลังส่งยิ้มอย่างสุภาพเอาอกเอาใจผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่เธอ แวบเข้ามาในหัว ความจุกแน่นแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอทันทีแพรไหมพยายามสะบัดหัวไล่ความทรมานนั้นออกไป
เธอไม่อยากจมปลักอยู่กับความเ็ปนี้อีกแล้วจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปแต่งตัว คว้ากระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องพยายามพาตัวเองออกไปเจอโลกภายนอกเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่าน
เธอเดินเล่นอยู่ในห้างสรรพสินค้าอย่างไร้จุดหมายมองดูคู่รักหลายคู่ที่เดินจูงมือกันอย่างเปิดเผยหัวเราะต่อกระซิกกันโดยไม่ต้องคอยระแวดระวังสายตาใคร
มันเป็ภาพธรรมดา ๆ ที่เธอโหยหามาตลอดแต่กลับไม่เคยได้ััเลยสักครั้งกับผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าปุริม
เวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้ที่เวลาหกโมงเย็น...อีกหนึ่งชั่วโมงจะถึงเวลานัดดินเนอร์ที่เธอเป็คนโทรจองด้วยตัวเอง
หัวใจของแพรไหมเริ่มบีบรัดอีกครั้งความอึดอัดระคนขื่นขมมันกลับมาโจมตีจนเธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเธอตัดสินใจเรียกแท็กซี่กลับคอนโดทันที
เมื่อกลับมาถึงห้อง ความมืดก็เริ่มโรยตัวลงมาครอบคลุม แพรไหมเดินไปที่ระเบียงมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯในทิศทางที่เป็ที่ตั้งของร้านอาหารหรูลอยฟ้าแห่งนั้น
ตอนนี้เป็เวลาหนึ่งทุ่มตรงพอดี... ปุริมคงกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นฝั่งตรงข้ามของเขาคงเป็คุณพิมพ์ใจ ผู้หญิงที่เพียบพร้อมและเหมาะสมกับเขาในทุกด้าน
จู่ ๆ เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ในโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น แพรไหมสะดุ้งน้อยๆ เธอหยิบขึ้นมาดูด้วยความแปลกใจ และเมื่อเห็นว่าเป็ข้อความจากใครหัวใจของเธอก็กระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น
‘ปุริม : อยู่ห้องหรือเปล่า?’
และยังไม่ทันที่เธอจะได้พิมพ์ตอบ ข้อความถัดมาก็ถูกส่งตามมาติด ๆ
‘ปุริม : อีกสิบนาทีผมจะไปถึง ช่วยลงมาเปิดประตูให้หน่อย’
แพรไหมยืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง สมองของเธอตื้อไปหมดความอึดอัดรุมเร้าเข้ามาจนทำอะไรไม่ถูก
คืนนี้เขาควรจะอยู่กับเดตสุดหรูที่เธอจองให้ไม่ใช่หรือไง? แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงจะมาหาเธอที่นี่... ในเวลาแบบนี้?