“คุณชาย คุณชายเสียนขอรับ” อาเค่อส่งเสียงดังโหวกเหวก ทั้งยังวิ่งแจ้นออกมาจากเรือนใหญ่มาที่เรือนน้อยของเสียนฟ่างอย่างกับมีคนติดตามฆ่า ตอนนี้เพิ่งจะต้นยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.) เสียนฟ่างเพิ่งจะลุกจากที่นอน เกือบจะปลายเดือนเก้าแล้ว เวลาเช้าอากาศเย็นสบายน่านอนเป็อย่างยิ่ง อาเป่ากำลังช่วยเสียนฟ่างล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อออกไปรับประทานอาหารเช้า วันนี้ไม่รู้ว่าอาเจียงจะทำอะไรเป็มื้อเช้า ยังไม่ทันไรก็ถูกเสียงดังของอาเค่อดึงความสนใจไปเสียก่อน
“อาเป่าเ้าออกไปดูสิว่า เกิดเื่อะไรขึ้น”
“ขอรับคุณชาย” อาเป่าเพิ่งจะเปิดประตูห้องนอนออกไปก็พบอาเค่อที่เหงื่อท่วมกาย ยืนชะเง้อรออยู่ที่หน้าประตูไม่กล้าเข้ามาด้านใน
“เ้าเข้ามา เหตุใดส่งเสียงดังปานนี้ หากพ่อบ้านใหญ่ได้ยินเข้า เ้าจะถูกดุเอาได้”
“คุณ คุณชาย ก็ท่านพ่อบ้านใหญ่นั่นแหละขอรับ บอกให้บ่าวรีบมาตามคุณชายออกไปที่โถงรับรองปีกตะวันออก”
“โถงปีกตะวันออก? เกิดอะไรขึ้น เป็ผู้ใดมาอีก” จวนแม่ทัพเซียมีโถงรับรองอยู่สามแห่ง โถงใหญ่เอาไว้รับรองแขกอย่างเป็ทางการ บางครั้งใช้จัดงานเลี้ยงซึ่งยากนักที่จะมี ครั้งสุดท้ายที่มีการจัดงานที่โถงใหญ่คืองานแต่งงานของเซียถิงกับเสียนฟ่าง ส่วนอีกสองแห่งคือโถงปีกตะวันออกกับปีกตะวันตกซึ่งมักใช้รับรองแขกแบบไม่เป็ทางการหรือว่าเครือญาติ
“เป็ นายหญิงจวนแม่ทัพใหญ่มาขอรับ ให้เชิญคุณชายไปพบขอรับ”
เสียนฟ่างเคยพบกับบิดามารดาของเซียถิงเพียงสองหน ครั้งแรกเมื่อคราวขบวนเ้าสาวมาถึงจวนแม่ทัพเซีย อีกครั้งคือตอนยกน้ำชาในงานแต่ง หลังจากนั้นก็ไม่เคยพบเจออีกเลย จากที่เคยได้ยินมา บิดาของเซียถิงเป็แม่ทัพใหญ่รักษาชายแดน ตอนนี้ฮ่องเต้มีพระบัญชาให้กลับสู่เมืองหลวง เพื่อให้คำปรึกษาทางด้านการทหาร นิสัยเข้มงวดตรงไปตรงมา ส่วนมารดาของเซียถิงเป็สตรีจากตระกูลบัณฑิต มีความรอบรู้ในเื่ต่าง ๆ ปกครองหลังบ้านในจวนแม่ทัพใหญ่อย่างยุติธรรม
เหตุใดนางจึงอยากพบตนเองในเวลานี้ หลังจากแต่งงานกับลูกชายนางตั้งหนึ่งปีไปแล้ว เสียนฟ่างไม่ได้เกรงกลัวที่จะไปพบ หากแต่อดสงสัยในใจไม่ได้ เมื่อสำรวจดูการแต่งกายของตัวเองในวันนี้ ชุดที่ใส่ดูเรียบร้อย ผมเผ้าจัดแต่งดูเหมาะสม จึงออกเดินนำอาเค่อไปยังเรือนตะวันออก
ที่เรือนตะวันออกในห้องโถงนั่งไว้ด้วยคนเพียงสองคน มีบ่าวสตรีดูอายุเลยวัยกลางคนแล้วยืนรับใช้อยู่ด้านหลังสตรีวัยกลางคนอีกคนหนึ่งที่นั่งสนทนาอยู่กับเซียถิง มารดาของเซียถิงเพิ่งจะผ่านวัยสี่สิบปีมาไม่นาน รูปร่างดูมีเนื้อหนังแบบที่นิยมในสมัยถัง ศีรษะจัดเป็ทรงจิงกู่ (ผมสองช่อคล้ายโบ) ที่หน้าผากแต้มชาดเป็รูปดอกบัวสี่กลีบ สวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวอ่อนหลายชั้นดูงดงามสมเป็ภรรยาแม่ทัพใหญ่ของแผ่นดิน เมื่อเห็นเสียนฟ่างเดินเข้ามาก็ส่งยิ้มมาให้ ทั้งยังเดินออกมาจูงมือเสียนฟ่างให้เข้าไปนั่งที่ด้านข้าง บ่าวที่อยู่ด้านนอกไม่มีใครกล้าเข้ามาขนาดพ่อบ้านใหญ่ยังต้องยืนรออยู่ที่ด้านนอกเช่นกัน
“ดูเ้าสิ แม่ไม่ได้เจอเ้าตั้งเกือบปี เหตุใดจึงผ่ายผอมเช่นนี้” เสียนฟางในตอนนี้ความจริงผอมไปบ้างหากวัดตามค่านิยมในสมัยนี้ หากแต่ไม่ได้ผอมแห้งจนเหมือนคนป่วยไข้จนน่ากังวลอย่างที่นางกล่าว
“คราวะท่านแม่ ข้าอยู่ที่เรือนตัวเองสุขสบายดี ข้าวปลาอาหารไม่ได้ขาดแคลน บ่าวที่รับใช้ยังพอทำอาหารได้ดีไม่แพ้เรือนใหญ่”
“เรือนตัวเอง ? “ เซียฮูหยินที่มาวันนี้ ความจริง้ามาช่วยบุตรชายไกล่เกลี่ยเกลี้ยกล่อมให้เสียนฟ่างเปลี่ยนใจเื่การหย่า เมื่อมาถึงแล้วพบเห็นบุตรชายกำลังฝึกซ้อมเพลงกระบี่ในตอนเช้าจึงถามถึงเสียนฟ่าง ที่ผ่านมานางติดตามไทเฮาไปที่สุสานหลวงไม่ทราบรายละเอียดความเป็อยู่ในจวนบุตรชาย เซียถิงยิ่งไม่เคยเล่าให้บิดามารดาฟังว่าตัวเองกับเสียนฟ่างแยกเรือนกันอยู่
นางทวนคำพูดของเสียนฟ่าง หันหน้าไปหาบุตรชายเหมือน้าคำตอบ แต่ว่าเซียถิงยังคงนั่งนิ่งคล้ายไม่มีอันใดน่าประหลาด ก็เสียนฟ่างเป็คนอยากย้ายออกไปเอง ตัวเองในตอนนั้นยุ่งวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมผู้คนเพื่อไปที่ชายแดน เื่เพียงเท่านี้หากเสียนฟ่าง้าย้ายไปอยู่เรือนเล็ก ตัวเองไหนเลยมีเวลามาใส่ใจ
“เ้าว่ากระไร เหตุใดเ้าจึงแยกไปอยู่ที่เรือนอื่น แล้วนี่ที่ผ่านมาพวกเ้าสองคนแยกกันนอนคนละเรือนอย่างนั้นหรือ” เซียฮูหยินตอนนี้อยากจะจับบุตรชายตัวเอง สั่งให้คุกเข่าสำนึกผิดอยู่ที่หน้าจวนนัก สามีภรรยาหลังแต่งงานกลับแยกเรือนกันอยู่ ภรรยาสรรหาจัดทำอาหารรับประทานเอง สามีก็สนใจแต่เื่งานของตัวเองกระทั่งกินข้าวยังแยกครัวกัน เซียฮูหยินไหนเลยจะทราบว่าบุตรชายตัวเองปล่อยปละถึงเพียงนี้ คำพูดเกลี้ยกล่อมที่ตระเตรียมมาได้แต่กลืนลงคอเอาไว้ บุตรชายตัวเองกระทำกับผู้อื่นถึงเพียงนี้ นางไม่มีหน้าไปขอให้เสียนฟ่างเปลี่ยนใจ หากเป็ตัวนางเอง นางคงขอหย่าไปเนินนานแล้ว ไม่รอจนเกือบปีเยี่ยงนี้ ถึงแม้ว่านางจะรู้ว่าเื่ที่เกิดขึ้นไม่อาจโทษเซียถิงแต่เพียงฝ่ายเดียว
“เสียนฟ่างเป็แม่ไม่ดีเอง หลังงานแต่งเ้าสองคน ข้าต้องตามเสด็จไทเฮาไปเฝ้าสุสานหลวง ละเลยดูแลเ้าแทนเขาทำให้เ้าต้องลำบาก ข้าไม่กล้าขอให้เ้าให้โอกาสเขาแต่ว่า เ้าให้โอกาสแม่สามีคนนี้แก้ตัวเถอะนะ” เซียฮูหยินน้ำตาคลอหน่วยน้ำเสียงสั่นเครือ จับสองมือของเสียนฟ่างขึ้นมาแนบไว้กับอก นางเองก็แต่งเข้าสกุลเซีย เข้าใจความรู้สึกโดดเดียวของเสียนฟ่างที่ต้องมาอยู่ในบ้านคนอื่น ยิ่งหากสามีไม่ใส่ใจ ความเดียวดายนี้เป็ที่คาดคำนวณได้ นางเองโชคดีที่เซียจื่อโจวรักและให้เกียรตินางมาตลอด ที่ผ่านมาถึงแม้ว่านางไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้แต่ไม่ได้้าให้บุตรชายละเลยผู้อื่นถึงเพียงนี้ หากจะกล่าวไปแล้วเสียนฟ่างเองก็ถือเป็ผู้รับเคราะห์จากการหมั้นหมายนี้เช่นกัน
“ท่านแม่ ท่านคงทราบแล้ว ข้า้าที่จะหย่า เื่ที่ผ่านมาข้าเคยโกรธท่านพี่ น้อยใจที่ท่านพี่ไม่เคยสนใจ หากแต่นั่นเป็เพราะเขาไม่ได้รักข้า เื่เหล่านี้ยากที่จะบังคับฝืนใจ ข้าปลงตกนานแล้ว ท่านไม่จำเป็ต้องโทษตัวเอง” เสียนฟ่างกล่าว
เซียถิงในตอนแรกยังคงนั่งฟังด้วยใบหน้าเรียบเฉย หากแต่พอเสียนฟ่างกล่าวถึงตอนนี้กลับมีสีหน้าแปลกออกไปดูคล้ายสำนึกเสียใจอยู่บ้าง หากแต่ยังคงนิ่งเฉยอยู่
“เ้าจนป่านนี้ก็ยังไม่เอ่ยปากสำนึกผิด กลับมาบ้านตั้งเนิ่นนานยังไม่จัดการให้ผู้อื่นกลับมาอยู่เรือนใหญ่ ตอนแรกข้าจะช่วยเ้าเกลี้ยกล่อมเสียนฟ่าง ให้โอกาสเ้าแก้ตัว แต่ว่าตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เื่นี้เ้าทำผิดเองก็หาทางแก้ไขเอาเองเถอะ ข้าไม่อยากยุ่งแล้ว เสียนฟ่างพาแม่ไปที่เรือนของเ้ากันเถอะ ข้าอยากจะไปดูว่าเ้ากินอยู่อย่างไร” เซียฮูหยินไม่สนใจบุตรชาย กลับจูงมือเสียนฟ่างลุกออกไปจากโถงตะวันออก โดยมีบ่าวสตรีติดตามหลังมา ปล่อยให้เซียถิงนั่งอยู่แต่เพียงผู้เดียว
เสียนฟ่างกลับรู้สึกถูกใจกับท่าทีของแม่สามียิ่งนัก นางมีความคิดเห็นแตกต่างไปจากสตรีทั่วไป เห็นอกเห็นใจผู้อื่นไม่เข้าข้างบุตรชาย ทั้งยังดุด่าแทนใจเสียนฟ่างไปหลายคำ เสียนฟ่างถูกนางเดินจูงมือไม่ยอมปล่อยจนมาถึงเรือนหลังน้อยของตัวเอง
กลิ่นอาหารเช้าที่อาเจียงเตรียมไว้ให้เสียนฟ่างหอมกรุ่นไปทั้งเรือน เซียฮูหยินเพิ่งเดินเข้าเรือนมาก็ได้กลิ่นหอมของโจ๊กตลบอบอวนไปทั่ว “กลิ่นอาหารอะไรกันหอมยิ่ง”
อาเจียงต้มน้ำแกงกระดูกหมูทิ้งไว้ั้แ่เมื่อคืน ข้าวก็แช่น้ำทิ้งไว้ก่อนแล้ว พอใกล้รุ่งก็ตื่นขึ้นมาต้มข้าวจนเข้าเนื้อ เครื่องที่ใส่ในโจ๊กมีหมูสับปรุงรส ไข่เยี่ยวม้ายังไม่มีในสมัยถัง เป็เสียนฟ่างสอนให้อาเจียงทำเก็บเอาไว้โดยใช้ไข่เป็ดที่มีมากในยุคนี้ ห่อกับขี้เถ้าผสมเกลือและใบชาคลุกด้วยโคลนหมักไว้เพียงสิบวันก็พอใช้ได้
“ท่านแม่ ลองชิมโจ๊กฝีมืออาเจียงดูรับรองว่าท่านจะต้องติดใจ” เซียฮูหยินมีฝีมือทำอาหารอยู่บ้าง แต่ว่าโจ๊กไม่ใช่อาหารที่บ้านผู้ดีมีเงินจะทำรับประทาน ยิ่งเข้าใจว่าความเป็อยู่ของเสียนฟ่างน่าสงสารนัก ขนาดข้าวยังไม่มีพอต้องนำมาต้มกับน้ำเพื่อให้กินอิ่ม
“แม่โมโหเซียถิงแทนเ้านัก ปล่อยให้เ้าลำบากถึงเพียงนี้” เซียฮูหยินนั่งลงที่โต้ะเคียงข้างเสียนฟ่าง สังเกตดูโจ๊กที่ตรงหน้าออกสีขาวนวล เนื้อข้าวข้น หอมหมูสับที่โรยหน้าไว้ปั้นเป็ลูกกลมมีขนาดเท่าไข่นกกระทา ยังมีสิ่งที่หน้าตาเหมือนไข่ต้มแต่ว่าสีสันดูดำคล้ำ เนื้อไข่ขาวกลับใสจนมองทะลุไม่ทราบว่าเป็ไข่ของสัตว์ประหลาดใด
เสียนฟ่างตักโจ๊กรวมไข่เยี่ยวม้าใส่ปากตัวเองก่อนเพื่อแสดงว่ากินได้ สีหน้าของเสียนฟ่างบ่งบอกถึงความอร่อย เซียฮูหยินจึงทดลองตัดไข่เยี่ยวม้าส่วนหนึ่งชิมดู รสชาติหอมประหลาดเนื้อไข่ขาวหยุ่นเหนียวมันวาว รสไข่แดงเข้มข้นเมื่อกินกับโจ๊กร้อน ๆ กลับเข้ากันอย่างประหลาด
เซียฮูหยินปากบอกว่าจะไม่ช่วยบุตรชาย แต่ไหนเลยเป็เช่นนั้นได้ ที่ชักชวนเสียนฟ่างออกมาก่อนก็เพื่อจะหาจังหวะพูดคุย เื่เพียงเท่านี้มีหรือที่เสียนฟ่างจะดูไม่ออก ในเมื่อนางอยากจะช่วยบุตรชาย เสียนฟ่างเองก็จะขอให้นางช่วยเช่นกัน
“ท่านแม่ เซียถิงบอกข้าว่าเื่การหย่าคราวนี้ต้องให้ไทเฮาเป็ผู้กราบทูลฝ่าาก่อน กว่านางจะเสด็จกลับมาไม่แน่ว่าเป็อีกปีครึ่งปีข้างหน้า ถ้าหากว่าข้า...”
“เสียนฟ่าง แม่อยากให้เ้าคิดดูให้ดีเสียก่อน เซียถิงที่แล้วมาละเลยเ้าก็จริงอยู่ แต่ว่าเื่นี้เกี่ยวพันเื่ราวมากมาย ข้าไม่สะดวกที่จะกล่าวออกมา” เซียฮูหยินติดตามไทเฮาไปเฝ้าสุสานหลวง มีโอกาสได้รับใช้ใกล้ชิดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม่สามีของนางเป็พระญาติกับไทเฮา หลายเดือนนี้ได้มีโอกาสรับทราบถึงความคิดเห็นของแม่สามีรวมถึงไทเฮาเื่การหมั้นหมายของบุตรชายกับเสียนฟ่าง
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียเคยขอร้องไทเฮาถึงสองครั้ง เพื่อให้มีการถอนหมั้นแต่สุดท้ายเมื่อไม่สำเร็จ ไทเฮาความจริง้าให้เซียถิงชะลอการแต่งออกไปอีกสองปี เพื่อหาหนทางยกเลิกการหมั้นหมายนี้อีกครั้ง หากแต่ไม่เป็ผลดังนั้นหลังงานแต่งงานแล้วจึงวางแผนเสนอให้เซียถิง ติดตามองค์รัชทายาทไปสับเปลี่ยนไพร่พลที่ชายแดนเพื่อให้สามีภรรยาแต่งงานใหม่ห่างเหินกัน
ฮ่องเต้ความจริง้าทัดทานในเื่นี้ หากแต่เห็นแก่หน้ารัชทายาทที่คัดเลือกผู้ที่จะทรงนำติดตามไปด้วยแล้ว จึงได้ทรงเฉยเสีย หากแต่ลับหลังยังคงเร่งรัดให้องค์รัชทายาทกลับคืนสู่เมืองหลวงในเร็ววัน ไม่เช่นนั้นแล้วเซียถิงอาจจะต้องอยู่ติดตามองค์รัชทายาทไปอีกหลายเดือน นางยังรู้มาอีกว่าในคืนส่งตัวเข้าหอ ไทเฮาทรงประทานสุราให้คู่บ่าวสาว สุรานี้หากคนธรรมดาดื่มเข้าไปเพียงหนึ่งจอกก็จะหลับไปถึงรุ่งเช้า แต่ว่าเซียถิงดื่มของตัวเองไปแล้วยังดื่มแทนในส่วนของเสียนฟ่างอีกด้วยทำให้หลับไปจนรุ่งเช้าของอีกวัน
เสียนฟ่างในตอนนั้นรออยู่ในหอนอนแล้วจึงเข้าใจว่าเซียถิงจงใจไม่ยอมเข้าหอในคืนส่งตัว หลังจากนั้นเซียถิงเองเพราะถูกเข้าใจผิด ซ้ำยังต้องคอยจัดการเื่ติดตามองค์รัชทายาทไปที่ชายแดน ทำให้ความสัมพันธ์สามีภรรยายิ่งยุ่งเหยิงจนไม่อาจประสานได้ ฮ่องเต้ในภายหลังทรงทราบเื่นี้ทำให้ทรงกริ้วไทเฮาที่บังอาจใช้ความคิดสตรี กระทำการกระทบงานใหญ่ของพระองค์ จึงทรงเอ่ยปากให้ไทเฮาเสด็จไปเฝ้าสุสานหลวง อ้างว่าเพื่อรำลึกถึงฮ่องเต้พระองค์ก่อน
“เช่นนั้น ข้าก็คงได้แต่รอให้ไทเฮากลับมาก่อน ท่านแม่ ความจริงข้าตั้งใจว่าหลังจากหย่าแล้วจะไปที่เจียงหนานสักหน่อย เพื่อช่วยท่านพ่อข้าเื่กิจการค้าใบชา แต่ว่าตอนนี้คงต้องรอเื่หย่าไปก่อน แต่ว่าข้าก็ยังจะไปที่เจียงหนานอยู่ดี เื่นี้ข้าอยากให้ท่านช่วย” เสียนฟ่างไม่อาจรอจนนานจนเกินไป เื่หย่าในเวลานี้คงไม่มีทางเลือกอื่นอีก แต่ว่ากิจการค้าใบชาไม่อาจละทิ้งไปได้ เงินทองมากมายเพียงนั้นไหนเลยตัดใจได้ ภายหน้าไม่มีสามีแล้วยังมีเงินให้ตัวเองได้ใช้สุขสบาย
“ตอนนี้จะหมดเดือนเก้าแล้ว หากเ้าจะเดินทางคงต้องรีบแล้ว หากหิมะตกเมื่อไรการเดินทางคงไม่ง่ายดาย ข้าความจริงไม่เห็นด้วยที่เ้าจะจากบ้านไป เซียถิงเพิ่งจะกลับมาได้ไม่นาน เพิ่งพบเจอกันได้ไม่กี่วันคราวนี้กลับเป็เ้าที่จะเดินทาง พวกเ้าสองสามีภรรยา เมื่อใดจึงจะมีโอกาสได้ปรับความเข้าใจ” เซียฮูหยินกล่าวพร้อมกับทอดถอนใจ หากแต่ไม่นานั์ตานางกลับมีประกายเล็ก ๆ ขึ้นมา มุมปากคล้ายมีรอยยิ้มน้อย ๆ กล่าวว่า “เอาเถอะเื่นี้ข้าจะพูดกับเซียถิงเอง ถือว่าข้าอนุญาตแทนก็แล้วกัน เ้าไปเถอะ บิดาเ้าคงจะจัดเตรียมเื่การเดินทางให้เ้าจนพร้อมมูลแล้วกระมัง”
เสียนฟ่างได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ก็ยินดี ไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มของนางที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตาก่อนจางหายไป
เซียฮูหยินอยู่สนทนากับเสียนฟ่างจนพักใหญ่ก่อนที่จะรำลาจากไป เสียนฟ่างเองเพียงคราวะแม่สามีที่หน้าเรือนตัวเองแต่มิได้ติดตามออกไปส่ง ด้วยเห็นว่าก่อนจะกลับไปนางคงต้องแวะไปหาเซียถิงอีกอย่างแน่นอน เสียนฟ่างคร้านที่จะอยู่สนทนากับสามีคนนี้
เซียฮูหยินรีบเดินกลับมาที่เรือนใหญ่ ทราบว่าเซียถิงหลังรับประทานอาหารเช้าแล้วก็คงจะอยู่ที่ห้องหนังสือ นางเดินมาจนถึงห้องหนังสือ สั่งให้บ่าวเข้าไปบอกว่านาง้าจะสนทนาด้วย จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาบุตรชายที่นั่งอ่านรายงานอยู่ที่โต้ะทำงาน
“เ้ามันไม่ได้ความ หากแม่ไม่ติดตามเสียนฟ่างไปเมื่อตอนเช้าจะหาวิธีดี ๆ ให้เ้าขอคืนดีกับเขาได้อย่างไร” เซียฮูหยินนั่งลงที่ตรงข้ามแอบค้อนบุตรชายคราหนึ่ง ในเวลานี้ยังมีหน้ามานั่งอ่านหนังสือทำท่าสบายใจอยู่ได้
เซียถิงได้ยินที่มารดากล่าวเพียงวางรายงานในมือลง เงยหน้าดูสีหน้ามารดา หากแต่ยังไม่เข้าใจว่ามารดาที่แท้กล่าวถึงเื่ใดแล้วเหตุใดจึงมีท่าทางยินดีถึงเพียงนี้
“เสียนฟ่างบอกว่าจะไปเจียงหนาน ข้าอนุญาตแทนเ้าไปแล้ว”
เซียถิงได้ยินมารดากล่าวก็ทำหน้าเคร่งเครียดลง อ้าปากจะกล่าววาจาแต่กลับถูกมารดาขัด “เ้าอย่าเพิ่งไม่พอใจ เ้าอยู่บ้านมาเกือบสิบวันแล้ว ยังหาทางทำให้เสียนฟ่างกลับมานอนที่เรือนใหญ่ยังไม่ได้ แม่อนุญาตให้เสียนฟ่างออกเดินทางก็เพื่อจะให้เ้าติดตามเขาไปด้วย ข้าไม่ได้บอกว่าจะให้เขาไปลำพังเสียเมื่อไร เดินทางไกลถึงเจียงหนาน หากเ้ายังหาหนทางเอาใจใส่ภรรยา ขอคืนดีไม่ได้ ข้าก็อับจนหนทางจะช่วยเ้าแล้ว”
เซียถิงไม่แน่ว่ารักเสียนฟ่างขึ้นมาแล้ว หากแต่เต็มไปด้วยความสนใจ เสียนฟ่างที่ไม่ได้เจอกันเกือบปีคนนี้ สนุกสนานน่าสนใจนัก ทั้งรู้เื่การรักษาโรคจ่ายยา ทำอาหารรสชาติแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน การพูดการจา กระทำการตามใจตัวเอง หากแต่ไม่เหมือนการเอาแต่ใจดั่งกับคุณชายสูงศักดิ์เหมือนอย่างที่ผ่านมา หากแต่ดูคล้ายผู้ที่ผ่านโลกมานาน ไม่สนใจคำพูดของคนอื่น หากแต่มั่นใจในความคิดของตัวเอง เซียถิง้าที่จะรู้จักเสียนฟ่างมากขึ้นไปกว่านี้ การเดินทางไปเจียงหนานร่วมกันในครานี้อาจจะทำให้เซียถิงได้รู้จักเสียนฟ่างขึ้นมาจริง ๆ ก็เป็ได้