ตอนที่ 2 สะใภ้ใหญ่ (1)
เฉินซื่อที่อยู่ด้านข้างดูเหมือนกำลังจะช่วย ทว่าความจริงนางกลับเอ่ยด้วยความเย้ยหยัน “ตายแล้ว ท่านแม่ ถึงเสี่ยวฉานจะเกียจคร้านไปสักหน่อย ทั้งยังแอบลักกินอาหารในครัว แต่ก็อย่าทุบตีนางเช่นนี้เลยเ้าค่ะ อย่างไรนางก็โตแล้ว และใช้สินเดิมของท่านแม่เพียงเล็กน้อยเพื่อออกเรือนไปเท่านั้นเองนะเ้าคะ!”
คำพูดของเฉินซื่อย่อมส่งผลให้ฝางซื่อตีนางแรงขึ้น ในความคิดของฝางซื่อ คนอื่นไม่ให้เงินนางยังพอว่า แต่นี่ยังอยากได้เงินจากกระเป๋าของนางอีก มิใช่ว่า้าจะเอาชีวิตนางหรอกหรือ อย่างไรนางก็มีลูกชายคอยเลี้ยงดูยามแก่ชรา ลูกสาวที่คลอดออกมากินอาหารในบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายยังไม่พอ เมื่อโตขึ้นยังจะต้องให้นางจ่ายค่าสินเดิมอีก ถุย! เป็แค่สินค้าสำหรับชดเชยค่าเลี้ยงดูแท้ๆ
ดูเอาเถิด นี่คือครอบครัวของซย่าเสี่ยวฉาน ต่างไร้หัวใจกันทุกคน สายเืเดียวกันที่ปฏิบัติต่อนางเหมือนทาสรับใช้
แต่ตอนนี้ ซย่าเสี่ยวฉานรู้ผลที่จะตามมาเป็อย่างดี นางจึงไม่เอ่ยอะไรอีก ปล่อยให้ฝางซื่อแบ่งข้าวต้ม จากนั้นก็รับข้าวต้มมาเงียบๆ ก้มหน้าก้มตากินเพียงสองคำก็หมด
แน่นอนว่าหลังจากกินข้าวต้มไปแล้ว ท้องก็ยังว่างอยู่ ไม่รู้สึกอิ่มเลยแม้เพียงนิด
ส่วนท่านพ่อและพี่น้องตระกูลซย่าคนอื่นๆ หลังจากกินข้าวต้มไปหนึ่งชามก็พึมพำด้วยความไม่พอใจ “ทำไมทำกับข้าวน้อยถึงเพียงนี้ เช่นนี้จะพอกินได้อย่างไร ซย่าเสี่ยวฉาน ไม่ใช่ว่าข้าตำหนิอะไรเ้าหรอกนะ แต่เหตุใดเ้าถึงใช้ไม่ได้แบบนี้ ครอบครัวเราให้กำเนิดหญิงเกียจคร้านอย่างเ้าออกมาได้อย่างไรกัน แค่ทำข้าวเ้ายังทำให้ดีไม่ได้ แล้วบ้านเราจะเลี้ยงดูเ้าไปเพื่ออะไร”
ซย่าเสี่ยวฉานก้มหน้า รอยยิ้มเยาะผุดขึ้นที่มุมปาก ไม่เอ่ยคำแก้ตัวแต่อย่างใด เพียงปล่อยให้ท่านพ่อด่าประจานตนเอง
มื้อเช้าของทุกวัน ฝางซื่อจะให้ข้าวซ้อมมือไว้เพียงชามเดียว ข้าวชามนี้จะต้มออกมาให้มากมายเหลือเฟือได้อย่างไรกัน
ท่านพ่อกับคนอื่นๆ ต่างก็กินอาหารจากชามใบใหญ่ พวกเขายังคงหิวแม้สถานการณ์จะเป็เช่นนี้ แล้วข้าวต้มชามเล็กของซย่าเสี่ยวฉานที่ถูกแบ่งออกไปครึ่งหนึ่ง นางจะไม่หิวได้อย่างไร
เมื่อตระกูลซย่ากินอาหารเสร็จ ซย่าเสี่ยวฉานก็ทำความสะอาดจานและตะเกียบทั้งหมดอย่างเงียบเชียบ แล้วไปล้างจานในห้องครัวโดยไม่สนใจคำก่นด่าของคนในบ้าน
ขณะที่นางกำลังล้างจานอยู่ ฝางซื่อก็เอ่ยอย่างเยือกเย็น “ซย่าเสี่ยวฉาน อีกเดี๋ยวก็ไปเก็บผักป่ามาเพิ่มด้วยละ หั่นหญ้าจู[1]มาเยอะๆ ถ้าไม่พอ ข้าจะเอาไม้ฟาดเ้า”
เฉินซื่อที่อยู่ด้านข้างมองซย่าเสี่ยวฉานถูกด่าทอด้วยความอิ่มเอมใจ จากนั้นนางก็เดินบิดสะโพกโขยกเขยกไปอาบแดดที่ลานเล็กๆ ของบ้านตระกูลซย่า
ซย่าเสี่ยวฉานทำสิ่งต่างๆ อย่างฉับไวเสมอ นางล้างชามและตะเกียบจนสะอาดได้ภายในไม่กี่ครั้ง หลังจากล้างและเก็บกวาดเรียบร้อย นางก็ยกตะกร้าสะพายหลังพร้อมกับเคียวเกี่ยวข้าวและมุ่งหน้าไปยังูเาด้านข้าง
ูเาลูกนั้น ทั้งชีวิตซย่าเสี่ยวฉานก็ไม่มีวันลืม
นั่นคือูเาที่เปลี่ยนชะตากรรมของนาง
ที่นั่นนางพบถ้ำแห่งหนึ่ง และในถ้ำแห่งนี้ มีตำราเหนือลิขิตอยู่หนึ่งเล่ม
ในอดีตชาติ ซย่าเสี่ยวฉานก็พึ่งพาตำราเหนือลิขิตเล่มนี้ โดยคิดไปเองว่านางได้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนเองแล้ว
เหตุใดจึงกล่าวว่า คิดไปเองว่าตนได้เปลี่ยนชะตากรรมน่ะหรือ
ซย่าเสี่ยวฉานนึกถึงบุรุษรูปงามในชุดสีขาวที่นางแต่งงานด้วยเมื่อชาติก่อน นึกถึงมารดาม่าย พี่สะใภ้แสนดีและน้องสาวของชายผู้นั้น มุมปากของนางเผยรอยยิ้มขมขื่นของการผ่านร้อนผ่านหนาวออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่ก็เท่านั้น ญาติทางสายเืแท้ๆ ของเขายังคงปฏิบัติต่อนางด้วยความเ็าและโหดร้าย แม้ว่านางจะหาเงินเพิ่มเพื่อคนเ่าั้และดูแลพวกเขาไปตลอดชีวิต แต่แล้วอย่างไรเล่า
ทว่าคราวนี้ ไม่มีซย่าเสี่ยวฉานที่คอยหาเงินให้ดั่งทาสรับใช้ ครั้งนี้พวกเขายังเชิดหน้าชูคอและมองนางอย่างดูแคลน เอ่ยกับนางอย่างถือตัว “ซย่าเสี่ยวฉาน ดูสิ เ้าทั้งดำทั้งผอม ราวกับลมคลื่นเดียวก็พัดเ้าปลิวได้ เ้ามีคุณสมบัติที่จะยืนเคียงข้างหลี่ฉงเหวินหรือ ดูสิ เ้ายืนข้างเขาแล้วดูอัปลักษณ์แก่หง่อมเสียยิ่งกว่าหญิงรับใช้ชั้นต่ำเสียอีก!”
แต่ในขณะที่พูดเช่นนั้น พวกเขาก็มองไปยังนิ้วมือเกลี้ยงเกลาของตนเอง ไม่คิดบ้างหรืออย่างไร ว่าทำไมพวกตนถึงได้มีผิวหน้าขาวนวลเนียนและผิวมือที่บอบบาง ทั้งหมดก็เป็เพราะตระกูลพวกเขาแต่งซย่าเสี่ยวฉานเข้ามา หญิงสาวตัวคนเดียวอย่างซย่าเสี่ยวฉาน ทำงานบ้านและงานทุกอย่างในที่ดินของตระกูลหลี่ทั้งหมด ทั้งนี้ก็เพื่อดูแลครอบครัวใหญ่ของหลี่ฉงเหวิน
เชิงอรรถ
^ หญ้าจู หญ้าแร็กวีด