ในวันที่แดดจ้าไม่มีแม้แต่เมฆมาบดบังพระอาทิตย์ เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของนักเรียนดังขึ้นมาเป็ระยะ ในโรงเรียนสหศึกษาแห่งนี้ เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เพียงลำพัง บนโต๊ะมีสมุดที่เขากำลังขีดเขียนบางสิ่งอย่างรีบร้อน เหงื่อไคลไหลย้อยจากหน้าผากลงมาที่ข้างกระหม่อม ใบหน้าแดงก่ำจากแดดที่แผดเผา มือยกขึ้นเช็ดหน้าผากด้วยความเร่งรีบเพื่อไม่ให้หยาดเหงื่อหยดลงมาเปรอะเปื้อนบนสมุด
รอยยิ้มอันสดใสผุดบนใบหน้าของเขา เมื่องานที่เขากำลังจดจ่อจวนเจียนเกือบจะเสร็จแต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็สลายไปในทันที เมื่อกลุ่มวัยรุ่นร่างใหญ่สามคนเดินปรี่ตรงเข้ามายังโต๊ะที่เด็กหนุ่มนั่งอยู่ด้วยท่าทางไม่เป็มิตร
"เฮ้! ไอ้เนิร์ด! ไหนงานพวกกูว่ะ เมื่อไรจะทำเสร็จ พวกกูรอมึงมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะ" วัยรุ่นร่างกายกำยา เขาเดินนำหน้ากลุ่มมาพร้ะคอกเสียงดัง
เมื่อเสียงที่คุ้นเคยที่เด็กหนุ่มได้ยินมาตลอด 3 ปีผ่านเข้าสู่โสตประสาท เขาก็ผงะ แม้จะไม่หันไปมองเขาก็รู้ดีว่าใครที่ะโใส่ ถึงจะไม่อยากจะจดจำเสียงนี้มากเพียงไร แต่ร่างกายที่สั่นเทากลับแสดงออกตรงกันข้าม ภาพความทรงจำที่เป็ดั่งฝันร้ายในอดีตผุดขึ้นมาในสมองฉายซ้ำเหมือนดั่งภาพยนตร์
ภาพที่เด็กหนุ่มโดนถังสีสาดใส่ทั้งตัวในอาทิตย์แรกที่เข้าเรียนมัธยมปลาย ทั้งห้องหัวเราะเยาะกับสภาพอันน่าสมเพชของเขา ภาพที่เขาคุกเข่ากุมท้องด้วยความเ็ปจากการโดนเตะเพียงแค่เขากำลังตั้งใจยืนอ่านหนังสือแล้วโดนหาว่าขวางทางเดิน
และที่เลวร้ายที่สุด ภาพที่เขาร่วงหล่นจากชั้นสองโดยการถูกผลัก ทุกคนมองเห็นว่าใครผลักเขาร่วงหล่นลงไป แต่ก็ไม่มีใครที่คิดจะทำอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แม้แต่อาจารย์ประจำชั้นก็ทำเป็รับรู้ว่าเขา 'ซุ่มซ่าม' ร่วงหล่นลงไปเอง แขนข้างซ้ายหักจนต้องพักการเรียนเป็เวลากว่าสองสัปดาห์
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเ้าของเสียงที่ทำให้ภาพอดีตอันเลวร้ายเ่าั้ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
" อีก5นาทีก็เสร็จแล้ว.. ช่วยรออีกแปปนึงนะ" เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เสียงที่สั่นเครือของเด็กหนุ่มนั้นไม่ได้เกิดจากความกลัวต่อสิ่งเลวร้ายในอดีตที่เกิดขึ้นกับเขา แต่เป็ความรู้สึกโกรธแค้นแต่ไม่สามารถโต้ตอบได้เพราะร่างกายที่อ่อนแอ หากมีลมพัดมาแล้วล่ะก็ ร่างกายของเขาก็พร้อมที่จะปลิวร่วงลงไปนอนจูบกับผืนดิน
เหล่าวัยรุ่นที่ได้ยินเสียงสั่นเครือจากเด็กหนุ่มก็ยิ้มเยาะ พวกเขาคิดว่าเด็กหนุ่มนั้นกลัวจนหัวหด ส่งผลให้อารมณ์ของพวกเขานั้นดีขึ้นกว่าเดิม
" หุบปาก! อีก 5 นาทีเดี๋ยวพวกกูกลับมา ถ้ามึงยังทำไม่เสร็จอีกละก็มึงได้เจอแบบเมื่อวานแน่!"
ถุย !
วัยรุ่นคนนั้นถุยน้ำลายลงพื้นแล้วเดินจากไป วัยรุ่นอีกสองคนหัวเราะเยาะกับสภาพอันน่าเวทนาของเด็กหนุ่มแล้วเดินตามวัยรุ่นหัวโจกไปต้อย ๆ เหมือนกับลูกหมาเดินตามเ้านาย
เมื่อกลุ่มวัยรุ่นเดินจากไปแล้ว เด็กหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วกลับไปจดจ่อกับสมุดที่อยู่ตรงหน้า เขาพยายามที่จะทำงานให้เสร็จทันเวลา แต่แล้วเวลา 5 นาทีก็ล่วงเลยผ่านไป เหลือเพียงโจทก์ข้อสุดท้ายที่เด็กหนุ่มยังทำไม่เสร็จเพราะแก้สมการไม่ได้
เหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า เด็กหนุ่มแสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เพราะถ้ายังทำโจทก์ข้อนี้ไม่เสร็จก่อนที่พวกนั้นจะกลับมา เขารู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเหมือนดั่ง์กลั่นแกล้ง สิ่งที่เด็กหนุ่มคิดนั้นกำลังจะเกิดขึ้น
"พวกกูมาแล้ว ส่งสมุดมาซะ!"
กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มเดิมเดินเข้ามา วัยรุ่นที่เดินนำหน้าก็กระชากสมุดจากเด็กหนุ่มทันที ปากกาที่อยู่ในกำมือหลุดกระเด็นกระดอน เหงื่อไหลย้อยจากใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างไม่อาจหยุดยั้ง เขารู้ดีว่ามันไม่ได้เกิดจากความร้อนในอากาศแต่กลับเป็สิ่งที่กำลังจะเผชิญ
"เสร็จหมดแล้วใช่มั้ย?" วัยรุ่นถามเสียงขู่เข็ญ
" เหลือข้อสุดท้าย.." เด็กหนุ่มเงยหน้ามองพลางตอบเสียงสั่น
ปัง!
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นจากฝ่ามือของวัยรุ่นดังขึ้นทันที หลังจากนั้นเขาก็กระชากคอเสื้อของเด็กหนุ่มขึ้นมา ส่งให้ร่างของเด็กหนุ่มที่สูงเพียง 160 เิเนั้นลอยขึ้นมาตามแรงดึงอย่างง่ายดาย
ผั๊วะ!!
หมัดซ้ายของวัยรุ่นกระทบเข้าที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างจัง ร่างของเขากระเด็นลงไปนอนกับพื้นจากหมัดขวาของวัยรุ่น ถึงแม้สภาพจะดูเ็ป แต่ช่างน่าแปลกที่เขาไม่ส่งเสียงร้องใด ๆ ให้วัยรุ่นทั้งสามคนได้ยิน ได้แต่กำมือแน่นและทำเพียงแค่ก้มมองพื้นดินเท่านั้น
"จำไว้นะ ไอ้ ‘ที’ เพื่อนรัก ถ้าคราวหน้ามึงทำงานไม่เสร็จตามเวลาอีกมึงเจอหนักกว่านี้แน่"
หลังจากนั้นกลุ่มวัยรุ่นก็เริ่มหัวเราะเสียงดังด้วยความสะใจแล้วเดินจากไปพร้อมกับงานที่เด็กหนุ่มที่โดนเรียกชื่อว่า ‘ที’ ทำมาทั้งหมด
‘ชีวิตก็แค่นี้สินะ มันไม่มีหรอกความเท่าเทียม’ เด็กหนุ่มรำพึงในใจ เขาคว้าปากกาที่ตกอยู่ข้างตัวก่อนที่จะลุกขึ้นมาปัดเศษดินตามตัวแล้วนั่งลงที่โต๊ะตัวเดิม เขาหยิบสมุดอีกเล่มออกมาจากกระเป๋าแล้วเริ่มทำการบ้านทั้งหมดใหม่อีกครั้ง
‘นที รบูลย์กิจวินิตร’ คือชื่อของผม ผมเติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางค่อนไปทางสูง พ่อของผมทำงานในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขามีคอนเนคชั่นมากมายและงานที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยเหตุนี้ครอบครัวฝั่งแม่ของผมจึงบังคับให้เธอแต่งงานกับพ่อ เธอจึงได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและมีหน้าที่แค่เลี้ยงดูผม
แต่ั้แ่จำความได้นั้น ทั้งพ่อและแม่ก็ยุ่งอยู่ตลอด พ่อต้องออกไปติดต่อลูกค้าและเจรจาธุรกิจบางครั้งก็หายหน้าไปเป็เดือน ๆ ส่วนแม่ของผมถึงแม้จะบอกว่าเธอมีหน้าที่เลี้ยงดูผม แต่ในความเป็จริงนั้น เธอแทบจะไม่อยู่บ้านเลย
'นี่เงินสำหรับอาทิตย์นี้ วางไว้บนโต๊ะแล้วนะ จะเอาไปทำอะไรก็เอาไปเถอะ ฉันมีธุระต้องไปจัดการข้างนอก อย่าไปสร้างปัญหาที่ไหนให้ฉันต้องจัดการเข้าล่ะ เข้าใจมั้ย?'
คำพูดจากปากคนเป็แม่แท้ ๆ ที่ผมจดจำได้มีแต่เื่ราวเหล่านี้ ผมสงสัยเหลือเกินว่าจริง ๆ แล้วผมควรจะเกิดมาหรือเปล่า เธอมักจะบอกผมว่า ต้องออกไปคุยกับบรรดาเพื่อน ๆ เหล่าแม่บ้านของเธอ แต่เื่จริงจะเป็อย่างไรผมก็ไม่ได้แคร์นักหรอก ทำไมผมต้องใส่ใจเื่ของคนที่ไม่ได้สนใจผมกันล่ะ
เมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตัวคนเดียว สิ่งที่ทำให้ผมมีความคิดที่จะใช้ชีวิตและเวลาที่มีอยู่นั่นคือการอ่านหนังสือ คอมพิวเตอร์ตัวโปรดที่ผมมีนั้นเต็มไปด้วย หนังสือ E-book เป็พัน ๆ เล่ม ผมชอบอ่านหนังสือทุกประเภท คุณสามารถบอกได้เลยว่าผมนั้นตกหลุมรักพวกมันเลยล่ะ
ไม่ว่าจะเป็ นวนิยาย บทความ วิทยาศาสตร์ หนังสือลี้ลับ หรือแม้กระทั่งหนังสือเื่เซ็กส์ผมก็อ่าน ไม่ใช่ผมอ่านเพราะว่าความ้าทางเพศ จริง ๆ แล้วผมก็สนใจมันอยู่บ้าง แน่ล่ะใครจะไม่สนใจเพราะมันคือสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตในการสืบต่อเผ่าพันธ์อยู่แล้ว
แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่านั้นคือ ความสัมพันธ์ของตัวละครที่ถ่ายทอดเื่ราวออกมาจากหนังสือเล่มนั้น ๆ ความรัก ความอบอุ่น ครอบครัวที่ดีที่สมบูรณ์แบบที่ผมคงไม่มีวันได้พบเจอในชีวิตจริง
มีหนังสือเื่หนึ่งที่ผมเคยอ่าน ตัวละครหลักนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายกับผมเป็อย่างมาก เขาเป็ลูกคนเดียวเหมือนกับผม และพ่อแม่นั้นไม่เคยว่างให้เวลากับเขาเลย ผมจึงมีความรู้สึกผูกพันธ์และมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครนั้นเสมือนว่าได้พบเจอเพื่อนแท้ที่มีชะตากรรมเดียวกัน และแล้วฉากที่ะเืใจก็ได้มาเยือนเพื่อนของผม
ผมแทบจะกู่ร้องด้วยน้ำตาดั่งกับว่าผมประสบพบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นด้วยตัวเองจริง ๆ เพื่อนของผมคนนั้นกลับมาบ้านดึกจากการออกไปอ่านหนังสือสาธารณะที่ห้องสมุดทำให้ลืมเวลา เมื่อเปิดประตูบ้านเข้ามาเขาได้ยินเสียงร้องของผู้หญิง
เสียงที่เหมือนจะเป็เสียงที่เ็ปแต่กลับเป็เสียงครางที่สุขสมราวกับได้รับสิ่งที่ปรารถนามาทั้งชีวิต เขาเดินตามต้นตอของเสียงนั้นไป ก้าวท้าวที่หนักหน่วงแต่แ่เบาทีละก้าว เดินไปจนกระทั่งถึงหน้าประตูที่มีไฟสีส้มอ่อนลอดออกมาเล็กน้อย มันคือห้องนอนพ่อและแม่ของเขานั่นเอง
สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวของเขาคือ พ่อและแม่กำลังเพิ่มสมาชิกใหม่ของครอบครัว แต่เมื่อประตูที่ดูเหมือนจะไม่ได้ล็อค เหมือนมีลมไม่ทราบที่มาพัดพาให้ประตูเปิดออก ภาพความจริงตรงหน้าที่ทำให้เขาหยุดหายใจไปชั่วขณะ
สภาพของผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงกำลังครางเสียงกระเส่า ขณะที่ผู้ชายผิวดำร่างกายบึกบึน กำลังคร่อมตัวแม่ของเขาและกระแทกน้องชายเข้าไปผู้หญิงคนนั้นอย่างรุนแรงที่สุด ใช่แล้ว..แม่ที่ไม่เคยให้ความใส่ใจในชีวิตของเขา กำลังนอกใจพ่อด้วยการพาผู้ชายคนอื่นมาที่บ้าน และพ่อของเขาก็เดินเข้ามาพบกับเหตุการณ์นั้นเช่นกัน เกิดการทะเลาะและหย่าร้างกันในที่สุด ส่วนตัวละครหลักของเื่ราวนั้นจบลงด้วยการฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถทนรับต่อเหตุการณ์ที่เจอะเจอได้
ผมรู้สึกว่าความรู้สึกความเ็ปแสนสาหัสที่ตัวละครหลักของเื่ต้องเผชิญนั้นมากมายเหลือเกิน แต่ผมก็ไม่เคยจะคาดคิดว่าสิ่งที่ตัวละครนั้นต้องประสบกลับมาเกิดกับครอบครัวของผมจริง ๆ
แม่ของผมจับได้ว่าพ่อที่บอกว่าเขาไปทริปธุรกิจนาน ๆ นั้นไม่ใช่ไปเื่งาน แต่กลับไปมีผู้หญิงคนอื่น เธอทราบจากบรรดาเพื่อน ๆ ของเธอ และเื่ราวก็จบลงที่พ่อกับแม่นั้นหย่าร้างกัน พ่อของผมก็ไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่น ส่วนแม่ของผมกลับไปอยู่กับครอบครัวของเธอ
ผมถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวโดยผมได้รับเงินจากพ่อทุกเดือนแค่เป็ค่าเช่าห้องโทรม ๆ ในอพาร์ทเม้นย่านชานเมืองเดือนละสองพันบาท ส่วนแม่นั้นไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย เธอคงคิดว่าผมคือความอัปยศที่เกิดจากพ่อ เป็เพียงแค่ความผิดพลาด ถึงในตอนแรกผมจะทำใจไม่ได้ ร้องไห้เจียนตายก็เถอะ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะเป็อย่างที่เขาว่ากันว่าเวลาเยียวยาทุกสิ่ง หรือผมอาจจะแค่ชินชากับมัน ผมไม่ถือโกรธโทษทั้งสองคนที่ทำให้ผมอยู่ในจุดนี้
หลังจากที่ผมถูกทอดทิ้ง ผมจึงตั้งเป้าหมายในการใช้ชีวิตว่าจะต้องเติบโตและดูแลตัวเองให้ได้ ผมเริ่มอ่านหนังสือต่าง ๆ อย่างจริงจัง เพื่อเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น จากการอ่านหนังสือมามากมาย แนวความคิดในการมองโลกของผมก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ผมเข้าใจเหตุและผลของสิ่งต่าง ๆ และเฉยชากับมัน คนสองคนที่ไม่ได้รักกันแต่งงานกัน สุดท้ายมันก็จะจบลงด้วยเื่ราวแบบนี้ และผมของก็คือผลลัพธ์ของการกระทำเ่าั้ สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใคร้า