บทที่ 4 มุมมองที่ถูกซ่อนเร้น
“ท่านแม่ทัพขอรับ ทำเช่นนี้เกรงว่าเสี่ยวฮูหยินจะเข้าใจท่านผิดนะขอรับ”
“เข้าใจผิดก็ช่างหัวนางปะไร เดิมทีข้าตั้งใจให้มันเป็เช่นนี้อยู่แล้ว ตัวข้า ใจข้า มีไว้เพื่อลู่อิงเยว่เท่านั้น แม้ว่าบัดนี้ใต้หล้าจะหลงเหลือเพียงเถ้ากระดูกของนาง ข้าก็จะยังซื่อตรงต่อนาง”
“แต่บัดนี้คุณหนูสกุลจือแต่งเข้าจวนสกุลเจียแล้วนะขอรับ”
“จือหยวนเป่านางก็เป็แค่ภรรยาในนาม ข้าคร้านจะเสวนากับนาง ปล่อยให้นางคิดว่าข้ามักมากมัวเมาในกาม หลงใหลในโลกีย์เช่นนี้ก็เพื่อให้นางตีตัวออกห่างจากข้า สองสามีภรรยาไม่ข้องแวะกันจะดีที่สุด”
‘วั่งเฟิง’ ทหารรับใช้คนสนิทที่อยู่ในบทบาทพ่อบ้านสกุลเจียไปแล้วครึ่งหนึ่ง บัดนี้พยายามเตือนสติ และถามหาเหตุผลกับผู้เป็นาย เพราะหวังว่าจวนสกุลเจียจะได้อยู่อย่างสงบสุขร่มรื่น แต่ลึก ๆ แล้ววั่งเฟิงก็รู้ตัวดีว่าเขาเป็คนที่รู้จักนิสัยของท่านแม่ทัพเหนือกว่าผู้ใด
เจียมิ่งหยางไม่ใช่แค่เ็าและหยาบกระด้าง แต่เขาคนนี้ยังมีนิสัยโลดโผนเด็ดเดี่ยว หากตัดสินใจว่าจะทำอันใดแล้ว ย่อมต้องทำสิ่งนั้นให้ลุล่วง เฉกเช่นการปฏิญาณตนว่าจะไม่ผิดต่อคุณหนูสามสกุลลู่ผู้ล่วงลับ ต่อให้ท่านแม่ทัพจะมีภรรยาเป็ตัวเป็ตนแล้วก็ช่าง แต่ในโลกแห่งความเป็จริง ชายผู้นี้ไม่ได้ยอมรับจือหยวนเป่าเป็ภรรยาเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อวั่งเฟิงพยายามเป็กาวประสานใจให้ผู้เป็นายไม่สำเร็จ ก็ได้แต่จัดแจงตามคำสั่ง ติดตามมิ่งหยางสู่หอโคมแดงที่เปิดให้บริการในยามราตรี
ไม่นานนักทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงหน้าหอคณิกาที่ประดับโคมแดงทั้งสองฝั่ง เป็สัญลักษณ์ของความครึกครื้น ปราดหนึ่งที่ดวงตาสีนิลแหงนมองป้ายของหอคณิกา ในใจก็รู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาโดยไม่เก็บอาการ จะเป็ไปได้อย่างไรที่คนรักหน้าตาอย่างเจียมิ่งหยางจะเข้าไปใช้บริการสถานที่อันต่ำตมเช่นนี้
แต่ที่ต้องมาหยุดยืนที่หน้าหอโคมแดงอันเลื่องลือว่ามีแต่สาวงาม ก็เพราะเรือนที่เชื่อมต่อจากด้านหลังคือร้านยาของ ‘เหล่าชุน’ อันที่จริงมิ่งหยางาเ็หนักทั้งภายนอกและภายใน เพิ่งดีขึ้นก็ต้องแต่งงานอย่างกะทันหัน ก่อนหน้านี้เขารักษาตัวอยู่ใน ‘หอเฉาไฉ’ ของเหล่าชุนราวเจ็ดวัน แม้ว่าภายนอกจะดูเดินเหินได้คล่องแคล่ว แต่ภายในก็ยังต้องฟื้นฟู ดังนั้นทุกค่ำคืนจึงต้องมาแช่สมุนไพรและฝังเข็มที่หอเฉาไฉไม่ให้ขาด
*****
เช้าวันรุ่งขึ้น นับโมงจากแสงอรุณคาดได้ว่าเป็ยามเหม่า (6.00 น.)
หมานซัวแง้มบานประตูกึ่งหนึ่งเพื่อตรวจดูว่านายท่านทั้งสองอุ่นเตียงไปถึงขั้นไหน จะสามารถเข้าไปปรนนิบัตินายหญิงได้หรือยัง เพราะดูจากแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง นายท่านทั้งสองนั้นควรจะออกไปร่วมโต๊ะทานอาหารเช้าได้แล้ว
เมื่อได้เห็นสภาพอิดโรยของผู้เป็นาย หมานซัวรีบปรี่ตัวเข้าไปด้านในอย่างร้อนรน เช้านี้หยวนเป่าอยู่ในสภาพร่อแร่อ่อนแรง ขอบตาของนางหมองคล้ำราวกับคนอดหลับอดนอนมาทั้งคืน มือเล็ก ๆ ของนางเอาแต่กุมหน้าท้องอยู่ตลอด ใบหน้าที่งดงามก็ซีดเหลือง กลีบปากแตกระแหงสั่นหงัก เปลือกตาบนเลื่อนลอยแทบปรือไม่ขึ้น
“ท่านแม่ทัพอุ่นเตียงได้โเี้นัก บ่าวจะไปเรียกท่านหมอเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
“เ้าโง่หรืออย่างไร ข้าท้องบวมเพราะกินถั่วหมดถาดในคราวเดียว หาใช่ผลข้างเคียงจากการอุ่นเตียง อีกอย่าง! เ้าอย่าได้เอ่ยถึงสามีสารเลวคนนั้นเลย ป่านนี้คงเริงร่าบนเตียงกับนารีอื่น ดูท่าว่าสตรีที่จะให้บุตรแก่สกุลเจียคงเป็เหล่านางโลมพวกนั้น ไม่ใช่ข้า”
หมานซัวรีบจับร่างอันบอบบางของผู้เป็นายให้อยู่ในท่าหงายมองคาน จากนั้นก็กดไปที่หน้าท้องสามหนประหนึ่งทุบฆ้องร้องบอกโมงยามของเกิงฟู
*เกิงฟู หมายถึง อาชีพของคนที่สามารถบอกโมงยาม คอยตีกลองหรือตีฆ้อง เพื่อให้เกิดเสียงดังในแต่ละ่ โดยที่มีหนึ่งคนถือฆ้อง หนึ่งคนถือไม้ตี นิยมใช้บอกเวลาในตอนกลางคืน*
หลังจากได้ดื่มยาที่หมานซัวต้มให้ราวสามเฟิน (3 นาที) หยวนเป่าก็ผายลมออกมายกใหญ่ เสียงปู๊ดป๊าดดังสนั่นลั่นห้อง ส่วนเื่ของกลิ่นนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง ครั้นได้ปลดปล่อยชุดใหญ่ติดต่อกันหลายยก ช่องท้องของหยวนเป่าคล้ายว่าจะสงบลงแล้ว
เพื่อระบายอากาศ นางเดินเหินไปเปิดหน้าต่างช่วยหมานซัวอีกแรง หลังจากออกแรงผละบานหน้าต่างหลังเรือนให้เปิดออก คาดไม่ถึงว่าจะได้พบกับมิ่งหยางที่อยู่ในสภาพอิดโรยเช่นเดียวกัน ขอบตาของเขาหมองคล้ำไม่ได้ต่างจากนาง
“ท่านอุ่นเตียงกับสตรีเ่าั้จนมีสภาพทรุดโทรมขนาดนี้เชียวหรือ ร่างกายก็ยังาเ็ ช่างอวดดีเสียจริง”
หยวนเป่ากอดอกมอง ไม่คิดจะประคอง หญิงสาวกำลังคิดว่ามิ่งหยาง ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็สามีของนาง เหตุใดทำตัวพิลึกเข้าไปทุกวัน ตอนกลางคืนออกทางประตูอย่างผ่าเผย รุ่งเช้ากลับ้าจะปีนเข้าทางหน้าต่าง อันที่จริงจวนสกุลเจียต่างก็เป็บ้านของเขาเอง มีอันใดให้ต้องทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ประหนึ่งตนเองเป็โจรฉกจี้
“ไม่คิดจะช่วยก็เงียบปากไป ไม่เช่นนั้นข้าจะเย็บมันเสีย”
มิ่งหยางกระเสือกกระสนปีนหน้าต่างด้วยสีหน้าอ่อนล้า ไรผมของเขาต่างก็มีเหงื่อเย็นเกาะพราวเป็จำนวนมาก นั่นไม่ใช่เพราะเขาเอาแต่อุ่นเตียงกับหญิงอื่น แต่เป็เพราะเหล่าชุนนำยาขนานใหม่มารักษาให้มิ่งหยาง แต่ก่อนจะใช้ยาตัวนี้ เหล่าชุนได้ถามย้ำตามความสมัครใจแล้วว่า แน่ใจหรือว่าจะใช้สมุนไพรตัวนี้ เพราะฤทธิ์เดชของมันนั้นกำเริบเสิบสานไม่ได้ต่างจากนิสัยของมิ่งหยางเลยแม้แต่น้อย
อันตัวยาที่ว่านี้ ร้ายกาจและรุนแรงชนิดที่คาดไม่ถึง เพราะหลังจากดื่มเข้าสู่ร่างกาย ผ่านไปสองชั่วยาม (4 ชั่วโมง) ทั่วเรือนร่างจะร้อนผ่าวราวถูกไฟลน สลับกับหนาวเย็นกัดกร่อนถึงขั้วหัวใจประหนึ่งทั้งร่างแช่อยู่ในธารน้ำแข็ง หากอดทนผ่าน่เวลาอันยากลำบากเ่าั้ไปได้ พละกำลังและเส้นปราณภายในจะฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะสามารถช่วยมิ่งหยางได้
ในที่สุดมิ่งหยางก็พาตัวเองขึ้นมานั่งบนโต๊ะชาได้สำเร็จ ชายหนุ่มปรายหางตามองไปที่หมานซัวคล้ายมีอะไรจะพูด ไม่นานนักน้ำเสียงแหบพร่าของชายหนุ่มก็ดังขึ้นมาจริง ๆ
“เ้าห้ามบอกผู้ใดว่าข้าไม่ได้อุ่นเตียงกับฮูหยิน หากท่านย่าถาม ก็บอกว่าเปิดประตูเข้ามาพบข้านอนกกกับฮูหยินในตอนเช้า เข้าใจหรือไม่?”
“บ่าวเข้าใจเ้าค่ะ”
ขณะที่สองนายบ่าวกำลังพูดกัน หยวนเป่าเอาแต่ชะเง้อคอยาวไปนอกบานหน้าต่าง เห็นวั่งเฟิงกำลังคุยกับคนผู้หนึ่งอย่างขะมักเขม้น ประหนึ่งกำลังออกหน้าแทนมิ่งหยาง หลังจากที่กำชับหมานซัวจนโล่งใจ ชายหนุ่มก็โบกมือไล่เป็สัญญาณให้สาวใช้ถอยร่นพร้อมปิดประตู ตามด้วยแกว่งมือซ้ายเข้าไปกระชากลำแขนของหยวนเป่าให้ขึ้นมานั่งบนตัก ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะพ่นน้ำเสียงหยาบกระด้างออกมาแซะแซม
“เ้าเป็ห่านหรืออย่างไร ถึงได้คอยาวนัก สอดเื่ผู้อื่นให้น้อย แล้วจะรักษาชีวิต”
“ท่านนั่นแหละ ทำตัวพิลึกกึกกืออันใด เห็นอยู่หลัด ๆ ว่าออกไปพร้อมวั่งเฟิง เหตุใดถึงได้แยกกันเข้าบ้าน” หยวนเป่าไม่ยอมให้มิ่งหยางต่อว่าได้ฝ่ายเดียว นางต่างก็ใช้ถ้อยวาจาเหน็บแนมสวนกลับในทันที
“คนบ้านเ้าเอาแต่แส่หาเื่ ลากเ้ากรมวังมาถึงจวนเจียั้แ่ไก่โห่ หากไม่วานให้วั่งเฟิงมารับหน้าไว้ก่อน เกรงว่าคงถูกจับได้ไปนานแล้ว ว่าข้าหนีจากเรือนหอในคืนแต่งงาน มิหนำซ้ำยังไม่ยอมอุ่นเตียง จากนั้นคนบ้านเ้าก็จะนำเื่นี้ทูลต่อฝ่าา ไม่ใช่ตัวข้าหรอกหรือที่จะต้องยุ่งยาก ด้วยนิสัยของบิดาเ้าใช่ว่าตัวเ้าจะไม่รู้จัก! ลำพังเฉพาะท่านย่าข้าก็รับมือแทบไม่ไหวอยู่แล้ว”
ตอนแรกหยวนเป่าก็ขมวดคิ้วมุ่น แต่พอได้ฟังเหตุผลของมิ่งหยางก็รู้สึกว่ามีมูลสมเหตุสมผลอยู่บ้าง เช่นนั้นก็ไม่แปลกที่เขาจะปืนเข้าทางหน้าต่างด้วยท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ แต่ทว่าหยวนเป่าที่นั่งอยู่บนหน้าขาของชายหนุ่มก็ต้องหลุดขำ หัวเราะร่วนออกมาแบบไม่เกรงใจเมื่อได้ยินประโยคหลัง พร้อมกล่าววาจาล้อเล่นออกมาว่า
“ที่แท้เ้าก็กลัวท่านย่าขนาดนี้”
“หรือว่าเ้าไม่กลัวผู้าุโบ้านเ้า! อ้อ! จริงสินะ ข้าไม่น่าถามหรอก ด้วยนิสัยของเ้าไม่เคารพหัวดำหัวขาว ใครบ้างไม่รู้”
พวกเขาทั้งสองทุ่มเถียงจอแจประหนึ่งเด็กสามขวบที่กำลังแย่งขนม หยวนเป่าพยายามดิ้นเพื่อให้หล่นจากตัก เพราะรู้สึกขยะแขยงที่มิ่งหยางเพิ่งไปเสียดสีหญิงคณิกามา ส่วนมิ่งหยางพยายามประคองเพื่อไม่ให้นางหล่น อันที่จริงเขาไม่ได้อยากจะแตะเนื้อต้องตัวนางปานนั้น แต่ที่ยอมให้นางนั่งยโสชูคออยู่บนหน้าขาเช่นนี้ ก็เพราะวางแผนกับวั่งเฟิงไว้ ให้เ้ากรมวังได้เข้ามาเห็นฉากหวานหยดย้อยของคู่ใหม่ปลามันด้วยตาตัวเอง จะได้เลิกตามจับสังเกตมิ่งหยางเสียที